Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เรื่องเล่าบนดาวโลก
•
ติดตาม
26 ก.พ. เวลา 08:47 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
"ความยุ่งเหยิง" ไม่ใช่ความผิดปกติส่วนบุคคล แต่มันคือกระบวนการพื้นฐานของจักรวาล : วิธีจัดระเบียบจิต
คุณรู้สึกเหมือนฉันไหม.. ว่าตอนนี้โลกกำลัง "ยุ่งเหยิง" และแปรปรวนหนักมาก
ไม่ใช่แค่สภาพแวดล้อม แต่การเมืองก็สาหัสไม่แพ้กัน
และอีกอย่างที่คุณอาจจะไม่ทันสังเกต แต่มันก็อาจแปรปรวนไม่ต่างจากสภาพแวดล้อมและการเมืองในตอนนี้เลยก็คือ "ชีวิตของคุณเอง"
ครั้งสุดท้ายที่คุณกล้านั่งหลับตาอยู่นิ่ง ๆ ปล่อยวางการควบคุม แล้ววางใจให้จักรวาลจัดสรรสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปแบบที่มันเป็นคือเมื่อไหร่?
ครั้งสุดท้ายที่คุณรับรู้ถึงความสามารถในการควบคุมชีวิตให้มุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายของคุณเองคือตอนไหน?
เชื่อว่าหลายคนตอบไม่ได้
เพราะโลกในตอนนี้มันยุ่งเหยิงซะจน "จิตที่ยังไม่เข้มแข็งมาก" พอพาลจะยุ่งเหยิงตามไปด้วย
จิตยุ่งเหยิง = ความคิดยุ่งเหยิง
ความคิดยุ่งเหยิง = การกระทำยุ่งเหยิง
การกระทำยุ่งเหยิง = ชีวิตยุ่งเหยิง
บทความนี้ก็เลยจะมาทำให้คุณได้เข้าใจเกี่ยวกับ "ความยุ่งเหยิง" ซึ่งเป็นลักษณะตามธรรมชาติของจักรวาล โลก และจิต
เพราะความยุ่งเหยิงทางจิตมันไม่ใช่ความผิดปกติส่วนบุคคลแบบที่ใครหลายคนเข้าใจ แต่มันคือ "กระบวนการพื้นฐาน" ของจักรวาล
ดังนั้น ถ้าคุณเข้าใจเรื่องนี้ คุณก็จะสามารถหาวิธีรับมือกับความยุ่งเหยิงของชีวิตที่เหมาะสมต่อตัวคุณเองได้ในที่สุด
และบทความนี้ก็จะมาแนะนำวิธีพื้นฐานในการจัดระเบียบจิตที่จะทำให้ชีวิตของคุณยุ่งเหยิงน้อยลงด้วย
ดังนั้น ถ้าคุณอยากรู้สึกเติมเต็มกับชีวิตมากขึ้น และกลับมามีอำนาจในการควบคุมชีวิตได้อีกครั้ง
ตามฉันมา
### ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล ล้วนมุ่งหน้าไปสู่ "ความยุ่งเหยิง" เสมอ ###
คุณเคยได้ยินคำว่า "Entropy" ไหม?
คำในภาษาอังกฤษคำอื่นที่สามารถใช้แทนคำว่า "Entropy" ได้ก็อย่างเช่น Disorder หรือ Uncertainty
แต่ถ้าแปลเป็นภาษาไทย Entropy หมายถึง ความไม่เป็นระเบียบ หรือ "ความไร้ระเบียบ"
Entropy เป็นตัวแปรทางฟิสิกส์และเคมี ที่สะท้อนถึง "ความเป็นระเบียบ" ของอะตอมหรือโมเลกุลสารในระบบปิด
"ระบบปิด" คือ สถานที่ที่ยอมให้ 'พลังงาน' ผ่านเข้า-ออก แต่ไม่ยอมให้ 'อะตอมหรือโมเลกุลสาร' ผ่าน
อย่างเช่น การเป่าโมเลกุลอากาศเข้าไปในลูกโป่ง แล้วมัดจุกลูกโป่งให้แน่นสนิท
"ลูกโป่ง" ถือเป็นระบบปิด เพราะถ้าเอาลูกโป่งไปตากแดด
'พลังงาน' ความร้อนจากแสงอาทิตย์สามารถผ่านเข้าไปในลูกโป่ง แล้วไปทำให้โมเลกุลอากาศภายในขยายตัวได้ หรือก็คือทำให้ลูกโป่งพองขึ้น
แต่โมเลกุลอากาศไม่สามารถไหลออกมาจากลูกโป่งได้
ยิ่งภายในระบบวุ่นวาย หรือก็คือ ถ้ายิ่งอะตอมหรืออนุภาคภายในระบบกระจายตัวอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ ค่า Entropy ก็จะยิ่งสูง
เช่น ก๊าซมี Entropy สูงกว่าของแข็ง, น้ำมี Entropy สูงกว่าน้ำแข็ง
https://scienceready.com.au/pages/entropy?srsltid=AfmBOoqTkk3xjrRXRxgARjcu9dX6j5fKYc9pnyMf0LrT2dtymwf56obV
กฎข้อที่ 2 ของ Thermodynamics หรืออุณหพลศาสตร์ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของฟิสิกส์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพลังงาน คือ :
"ในระบบปิด เมื่อเวลาผ่านไป Entropy จะมีค่าเพิ่มขึ้นเสมอ"
แปลไทยเป็นไทย : เมื่อเวลาผ่านไป สสารในจักรวาลจะเสื่อมสลายหรือยุ่งเหยิงขึ้นเองตามธรรมชาติ
นี่คือ "กฎของธรรมชาติ" ที่ Thermodynamics ค้นพบ
ซึ่งมันก็ (บังเอิญ?) ไปตรงกับหลัก "ไตรลักษณ์" ที่พระพุทธเจ้าเสนอแบบพอดิบพอดี
หมายความว่า นักฟิสิกส์ นักเคมี และพระพุทธเจ้า ต่างก็เห็นตรงกันว่า "ความยุ่งเหยิง" คือลักษณะตามธรรมชาติของทุกสิ่งในจักรวาล
พอมาถึงตรงนี้หลายคนก็อาจจะเริ่มมีสมมติฐานว่า :
"ถ้าอย่างนั้นสสารในจักรวาลนี้มันเริ่มต้นจากการมีระเบียบ แล้วค่อย ๆ ยุ่งเหยิงหรือไร้ระเบียบมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างนั้นเหรอ?"
ตอบ : ผิด กลับกันเลย
จักรวาลนี้มันเริ่มต้นมาจาก "ความไร้ระเบียบ" ต่างหาก
พูดอีกอย่างคือ "ความไร้ระเบียบ" มันคือลักษณะเริ่มต้นและเป็นลักษณะพื้นฐานของจักรวาลนี้
เพราะจุดกำเนิดของจักรวาลคือการระเบิดครั้งใหญ่ที่หลาย ๆ คนรู้จักกันในชื่อว่า "Big Bang"
ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิด "ความไร้ระเบียบ" ขึ้นท่ามกลางพื้นที่เวิ้งว้างอันหาจุดสิ้นสุดไม่ได้
"ความไร้ระเบียบ" เป็น 'ลักษณะตามธรรมชาติ' ของจักรวาล
ในขณะที่ "การจัดระเบียบ" ถือเป็นการ 'สวนกระแส' ของจักรวาล
มันเลยยากและต้องใช้พลังงานที่สูงมาก เพื่อทำให้ความยุ่งเหยิงกลับมาเป็นระเบียบอีกครั้ง
การทำแจกันให้แตก มันง่ายและใช้เวลาน้อยกว่าการปั้นแจกันหลายเท่า
การทำไข่ไก่ให้แตกก็เช่นกัน ง่ายกว่ากระบวนการสร้างไข่ของแม่ไก่ตั้งเยอะ
หรือแม้แต่มนุษย์เอง กว่าจะเกิดขึ้นมาได้ต้องใช้เวลาตั้งเท่าไหร่ แต่ตอนตายนี่ แค่ลมหายใจขาดไปช่วงเดียวก็ตายแล้ว
และมันยากมาก ๆ หรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะทำให้แจกัน ไข่ หรือมนุษย์ที่แตกไปแล้ว กลับมามีสภาพเหมือนก่อนที่มันจะแตกอีกครั้ง
ซึ่งเหตุผลที่การยุ่งเหยิง การพังทลาย หรือการแตกสลายมันเกิดขึ้นได้ง่ายมาก ๆ
มันเป็นเพราะ "ความไร้ระเบียบ" เป็นลักษณะพื้นฐานของจักรวาล เป็นลักษณะตามธรรมชาติของจักรวาลนี้
พอกระบวนการที่เกิดขึ้นมันสอดคล้องกับธรรมชาติของจักรวาล กระบวนการนั้นก็เลยเกิดขึ้นได้ง่ายจนแทบจะไม่มีแรงต้านอะไรเลย
เพราะจักรวาลสนับสนุนสิ่งนี้อยู่แล้ว
เหมือนที่ การเข็นครกลงภูเขา นั้นง่ายกว่า การเข็นครกขึ้นภูเขา หลายเท่า
แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่คอยจัดระเบียบจักรวาลไม่ให้ยุ่งเหยิง ตั้งแต่วันแรกที่จักรวาลถือกำเนิดขึ้นจนถึงทุกวันนี้ คือ "แรงโน้มถ่วง"
แรงโน้มถ่วงทำให้โปรตอนมารวมตัวกันเป็นธาตุต่าง ๆ
และแรงโน้มถ่วงจากหลุมดำก็ทำให้คุณแม่ดวงอาทิตย์กับลูก ๆ ทั้ง 8 ของเขายังคงอยู่ด้วยกันมาได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่หลุดวงโคจรจากกันไปไหน
การมีหลุมดำถือเป็นการทำผิดกฎความไร้ระเบียบของจักรวาล แม้แต่ไอน์สไตน์เองก็ยังไม่เชื่อเลย ว่าหลุมดำจะมีอยู่จริง
และที่สำคัญคือ มันไม่มีอะไรที่จะสามารถแหกกฎความไร้ระเบียบนี้ได้ทั้งสิ้น
เพราะ "เมื่อไหร่ที่สิ่งหนึ่งถูกจัดให้เป็นระเบียบ มันจะมีอีกสิ่งหนึ่งไร้ระเบียบมากขึ้นแทนเสมอ"
ยกตัวอย่างเช่น :
■
ดวงอาทิตย์
ดวงอาทิตย์กำลังจัดระเบียบตัวเองด้วยการทำปฏิกิริยาฟิวชั่น
ซึ่งก็คือการเอาไฮโดรเจน 2 อะตอมมารวมกันให้เป็นฮีเลียม ซึ่งเป็นอะตอมที่มีขนาดใหญ่ขึ้น นิ่งขึ้น และเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น
แต่ผลของการทำแบบนี้คือ :
ดวงอาทิตย์จะต้องปล่อย "ความร้อน" ออกมาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งความร้อนนี้มันจะไปทำให้โมเลกุลอากาศภายในโลกยุ่งเหยิงมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า ถ้าดวงอาทิตย์ยังจัดระเบียบตัวเองด้วยการทำแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ
อีกประมาณ 5 พันล้านปีข้างหน้า แม่นางจะกลายเป็นดาวยักษ์แดง (red giant) ขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนกลืนกินลูก ๆ ชั้นในทั้ง 4 ดวงไปจนหมด
//ยุ่งเหยิงยิ่งกว่าเดิมอีก
■
ตู้เย็น
หนึ่งในหน้าที่ของตู้เย็นคือการทำให้ "น้ำ" กลายเป็น "น้ำแข็ง" ซึ่งเป็นสถานะที่โมเลกุลมีความเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น
แต่ในขณะเดียวกัน คอมเพรสเซอร์ตู้เย็นก็จะดูดความร้อนที่เกิดขึ้นภายในตู้ ไปปล่อยออกนอกตู้
ทำให้โมเลกุลอากาศบริเวณนั้น "ยุ่งเหยิง" มากยิ่งขึ้น เพราะมีอุณหภูมิสูงขึ้น
ห้องเก็บของ
หรือแม้แต่ห้องเก็บของที่ถูกปิดตายทิ้งไว้ ต่อให้จะปิดประตูมิดชิดแค่ไหน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ยังไงก็มีฝุ่นจับอยู่ดี
และถ้าคุณพยายามที่จะจัดระเบียบหรือทำความสะอาดห้องนั้น
สิ่งที่คุณกำลังทำให้ยุ่งเหยิงและไร้ระเบียบมากยิ่งขึ้นก็คือข้าว ผัก ชิ้นเนื้อ หรือก็คืออาหารที่คุณกินเข้าไป
เพราะการขยับเขยื้อนร่างกายจำเป็นจะต้องใช้พลังงาน
กระบวนการย่อยอาหารในร่างกายของคุณจะทำให้เมล็ดข้าว ใบผัก และชิ้นเนื้อในกระเพาะอาหาร
กลายเป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่วุ่นวายและสับสน ก่อนถูกดูดซึมหรือไม่ก็ขับออกต่อไป
และต่อให้วันนี้คุณจะทำความสะอาดห้องจนเนี้ยบมากแค่ไหน แต่เมื่อเวลาผ่านไป เดี๋ยวมันก็จะมีฝุ่นจับอยู่ดี
เพราะความไร้ระเบียบมันคือ "ลักษณะพื้นฐาน" ของจักรวาล
■
ร่างกายของคุณ
ต่อให้ในวันนั้นคุณจะนอนเล่นโทรศัพท์ในห้องแอร์ทั้งวัน แต่ร่างกายของคุณก็จะสกปรกอยู่ดี เพราะมันมีการผลัดเซลล์ผิวอยู่ตลอดเวลา
แล้วไหนจะเหงื่อ น้ำมันจากผิวหนัง ฝุ่นละอองในอากาศ แบคทีเรีย แล้วก็เชื้อราอีก
แค่นอนเฉย ๆ นิ่ง ๆ แค่คืนเดียว ตื่นมาหน้าก็มันแล้ว
ซึ่งถ้าคุณพยายามจัดระเบียบร่างกายโดยการอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน
แน่นอน คุณก็ต้องใช้พลังงานจากโมเลกุลอาหารที่ยุ่งเหยิงมาขยับเขยื้อนร่างกายเพื่อทำความสะอาดมันเช่นเดียวกัน
■
จิต
จิตของคุณก็ยุ่งเหยิงได้เหมือนกัน
ต่อให้จะเป็นช่วงนอกเวลางาน หรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ แต่คุณก็ไม่เคยหยุดคิดเรื่องงานได้เลยใช่ไหมล่ะ
เพราะแม้แต่จิตของคุณเอง ถ้าคุณไม่จัดระเบียบมันด้วยการฝึกสติ ทำสมาธิ และทำวิปัสสนา มันก็จะยุ่งเหยิงมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน
มันก็เลยไม่แปลก ที่คนยุคนี้จะมีความผิดปกติทางจิตกันเยอะ เพราะพวกเขาไม่เคยกลับมาจัดระเบียบจิตใจของตัวเองเลย
รวมถึงสถานการณ์บ้านเมืองอันเลวร้ายที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทั่วโลก ณ ตอนนี้ ก็เป็นผลมาจากความไร้ระเบียบทางจิตเช่นเดียวกัน
แต่เป็นความยุ่งเหยิงทางจิตในระดับ collective
เมื่อจิตของมนุษย์จำนวนมากไร้ระเบียบ ยุ่งเหยิง ปราศจากศีลธรรม ทำตามกฎระเบียบของโลกและสังคมไม่ได้
การกระทำที่พวกเขาแสดงออกมามันก็จะมาพราก "ความสงบสุข" ไปจากสังคม
ซึ่งก็เช่นเคย ถ้าคุณพยายามที่จะจัดระเบียบจิตของคุณให้สงบ ไม่ยุ่งเหยิงไปตามกระแสของโลก สิ่งที่คุณต้องแลกก็คือ "กำลังสติและสมาธิ"
เห็นหรือยัง ว่าถ้าเมื่อไหร่ที่มีความพยายามในการจัดระเบียบเกิดขึ้น เมื่อนั้นจะเกิด "ความไร้ระเบียบ" ขึ้นมาแทนที่สิ่งที่เป็นระเบียบเสมอ
คุณน่าจะพอเห็นอะไรบางอย่างแล้วใช่ไหม?
จักรวาล
ดวงอาทิตย์
โลก
บ้าน
ร่างกาย
จิตใจ
สิ่งเหล่านี้ รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล มันกำลังยุ่งเหยิงมากขึ้น มันกำลังไร้ระเบียบมากขึ้นเรื่อย ๆ
ซึ่งมันเป็น "กฎ" ของจักรวาลที่ไม่มีใครสามารถแทรกแซงหรือต้านทานได้
และมันรวมถึง "ชีวิตและจิตใจของคุณ" เช่นกัน ที่กำลังไร้ระเบียบมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ตามธรรมชาติของมัน
เพราะ "ร่างกาย" และ "จิตใจ" ของคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้เหมือนกัน
พูดอีกแบบ : "(สิ่งที่คุณคิดว่าเป็น) ตัวคุณ" ที่มาปรากฏตัวในจักรวาลนี้ มันก็ตกอยู่ภายใต้กฎ Entropy หรือกฎไตรลักษณ์นี้เช่นเดียวกัน
ร่างกาย กำลังไร้ระเบียบมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามธรรมชาติของมัน
จิตใจ ก็กำลังไร้ระเบียบมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามธรรมชาติของมัน
นั่นหมายความว่า ถ้าคุณอยู่เฉย ๆ ไม่ยอมทำอะไรเลย
ไม่ยอมทำให้อาหารในกระเพาะอาหารยุ่งเหยิงเพื่อเอาพลังงานมาทำจัดระเบียบร่างกาย
ไม่ยอมเอากำลังสติและสมาธิมาใช้ในการจัดระเบียบจิตใจ
ร่างกายและจิตใจของคุณก็จะยุ่งเหยิงและไร้ระเบียบมากขึ้นเรื่อย ๆ
เหมือนกับว่าคุณกำลังขุดหลุมฝังตัวเองโดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย เพราะจักรวาลก็กำลังฝังคุณอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว
### วิธีต้านกระแสความไร้ระเบียบของจักรวาล ###
ถ้าอย่างนั้นต้องทำอะไร เราถึงจะสามารถชะลอการยุ่งเหยิงของร่างกายและจิตใจได้?
ในส่วนของร่างกายก็ตรงตัว คุณก็แค่ต้องอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ทำความสะอาดมันเป็นประจำ คอยกำจัดความไร้ระเบียบอยู่เสมอ
แม้ว่าจุดจบของร่างกายคือการแตกสลาย
แต่คุณสามารถชะลอการแตกสลายนั้นได้ด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ และพักผ่อนให้เพียงพอ
แต่สิ่งที่ซับซ้อนและสำคัญกว่าการจัดระเบียบร่างกาย คือ "การจัดระเบียบจิตใจ"
เพราะ จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
ต่อให้ร่างกายของคุณจะเป็นระเบียบมากแค่ไหน แต่ถ้าจิตใจของคุณยุ่งเหยิง เต็มไปด้วยอารมณ์แย่ ๆ โฟกัสกับอะไรไม่ได้
ร่างกายที่เป็นระเบียบมันก็แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย
"Psychic Entropy" หรือ ความไร้ระเบียบทางจิต มันเป็นสภาวะที่จิตยุ่งเหยิง ไม่เป็นระเบียบ
ซึ่งมันจะแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกไม่สบายใจ วิตกกังวล วอกแวก จดจ่อกับอะไรไม่ได้
ดังนั้น วิธีการสวนกระแสความไร้ระเบียบทางจิต หรือวิธีการจัดระเบียบจิต จึงมีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือ :
1) กำหนดเป้าหมายให้กับจิต
เพราะไม่ว่าคุณจะรู้ตัวหรือไม่ แต่ลำพังตัวจิตเองมันก็มีความพยายามที่จะ "จัดระเบียบตัวมันเอง" อยู่แล้ว
เหมือนกับที่จักรวาลสร้างหลุมดำขึ้นมาเพื่อจัดระเบียบตัวมันเอง
ธรรมชาติของจิตคือ มันมีความพยายามที่จะไขว่คว้าและค้นหาเป้าหมายโดย default ของมันเองอยู่แล้ว
ไม่เชื่อคุณก็ลองสังเกตคนบนรถไฟฟ้า คนบนรถเมล์ หรือคนที่กำลังรออะไรบางอย่างอยู่ดูสิ
ดูสิว่าคนส่วนใหญ่เขากำลังทำอะไรกันอยู่
ใช่ พวกเขากำลังนั่งเล่นโทรศัพท์ หรือไม่ก็กำลังอ่านอะไรบางอย่างอยู่
นั่นเป็นเพราะจิตมันพยายามที่จะหาอะไรมาโฟกัสหรือเกาะเกี่ยวอยู่เสมอ เพราะมันไม่อยากอยู่นิ่ง ๆ เงียบ ๆ
เพราะ "ความเงียบ" คือสถานที่ที่ดีที่สุด ที่จะทำให้ความไร้ระเบียบเริ่มก่อตัว
ความคิดเกี่ยวกับอนาคตที่ไม่แน่นอน ความจำเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีต มันมักจะกลับมาหลอกหลอนคุณในช่วงที่จิตมันเงียบ ๆ ว่าง ๆ แบบนี้นี่แหละ
ดังนั้น ในเมื่อจิตมันต้องเกาะเกี่ยวหรือโฟกัสกับอะไรบางอย่างอยู่เสมอ แทนที่จะปล่อยให้จิตไปเกาะกับสิ่งที่ไม่ดีหรือไม่มีประโยชน์
มันจะไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าคุณจะหาสิ่งที่ดีและมีประโยชน์มาให้มันโฟกัส
มันจะไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าให้จิตไปเกาะและโฟกัสกับสิ่งที่จะทำให้ชีวิตของคุณดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ชีวิตของคุณอยู่ที่เดิม หรือแย่ลง
ดังนั้น หาเป้าหมายที่ดีต่อชีวิตคุณให้จิตจดจ่อซะ หรืออาจจะเป็น routine หรือกิจวัตรประจำวันที่จะทำให้ชีวิตของคุณก้าวไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ก็ได้
รีบทำซะตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่จิตจะไปจดจ่อกับสิ่งไม่ดี ที่กำลังทำให้โลกในตอนนี้ยุ่งเหยิงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน
2) ฝึกสติและสมาธิ
วิธีที่ 2 ในการจัดระเบียบจิตคือ การฝึกสติและสมาธิ
จริง ๆ แล้วการฝึกสติและสมาธิก็เป็นการหาอะไรมาให้จิตโฟกัสเหมือนกับการกำหนดเป้าหมายให้กับจิตนั่นแหละ
แต่ความแตกต่างของมันอยู่ที่ การกำหนด "เป้าหมายชีวิต" มันคือการกำหนดเรื่องภายนอกให้จิตได้จดจ่อ
แต่ "การฝึกสติและสมาธิ" มันคือการกลับมาเวิร์คกับตัวจิตโดยตรง
เพราะ "การฝึกสติ" คือการฝึกให้จิต 'กลับมา' โฟกัสกับสิ่งสำคัญตรงหน้า หลังจากที่เผลอไปเกาะกับเรื่องที่ยังไม่สำคัญอื่น ๆ
ส่วน "การฝึกสมาธิ" คือการฝึกให้จิตเกาะอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งตลอดเวลาและติดต่อเนื่องกันมากที่สุด
ดังนั้น การฝึกสติกับสมาธิจึงเป็นเหมือนการเสริมสร้างสกิลให้กับจิตโดยตรงนั่นเอง
ซึ่งวิธีการฝึกสติและสมาธิก็มีหลายวิธีมาก ๆ ศาสตร์ที่เน้นหนักเรื่องนี้อย่าง "พุทธศาสนา" ก็ได้เสนอวิธีการไว้มากมาย
ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอยู่กับลมหายใจ ฝึกอยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ฝึกอยู่กับความรู้สึก ฝึกอยู่กับความคิดเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
แต่ถ้าเป็นอันที่เป็นที่นิยมมากที่สุดก็คงจะเป็นการฝึกอยู่กับลมหายใจใช่ไหม
ซึ่งจริง ๆ ก็เข้าใจได้ ว่าทำไมถึงต้องเป็นลมหายใจ
เพราะ "ลมหายใจ" คือสิ่งที่อยู่กับเราตลอดเวลา ตั้งแต่วินาทีแรกที่เราลืมตาดูโลก ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต
พระพุทธเจ้าก็เลยแนะนำให้ฝึกเอาจิตมาโฟกัสอยู่กับลมหายใจ เพื่อลดความยุ่งเหยิงตามธรรมชาติของจิต
แต่ในยุคนี้นอกจากลมหายใจก็มี "โทรศัพท์" นี่แหละ ที่อยู่กับเราแทบจะตลอดเวลา จิตก็เลยไปเกาะกับโทรศัพท์แทน
เพราะโลกเสมือนในโทรศัพท์มันน่าตื่นเต้นเร้าใจกว่าลมหายใจตั้งเยอะ
แต่สุดท้ายแล้ว มันก็ต้องเป็นตัวคุณเองนั่นแหละ ที่ต้องไปหาว่า ต้องฝึกให้จิตไปเกาะกับอะไรมันถึงจะดีต่อชีวิตของคุณมากที่สุด
ดังนั้น หลักการในการ "จัดระเบียบจิตและชีวิต" คือ คุณต้องหาอะไรให้จิตจดจ่อหรือโฟกัส
เพื่อที่จิตจะได้ไม่ไปเกาะเกี่ยวหรือจดจ่อกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์หรือสิ่งที่ส่งผลเสียต่อชีวิตคุณ โดยที่คุณไม่รู้ตัว
— เรื่องเล่าบนดาวโลก
พัฒนาตัวเอง
วิทยาศาสตร์
จิตวิญญาณ
บันทึก
3
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
เรื่องของจิต
3
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย