1 มี.ค. เวลา 03:11 • ประวัติศาสตร์

Michelangelo-การยศาสตร์-กิจกรรมบำบัด

ฉันเป็นโรคคอพอกเพราะงานทรมานชิ้นนี้ไปแล้ว...
ท้องของฉันจุกขึ้นมาอยู่ใต้คาง
เคราของฉันชี้โด่เด่ขึ้นฟ้า
ท้ายทอยของฉันวางแหมะอยู่บนหลัง
และหน้าอกของฉันก็โก่งงอเหมือนพวกพิณ
หยดสีจากพู่กันที่อยู่เหนือหัว
ร่วงลงมาอาบหน้าฉันจนดูเหมือนพื้นโมเสกปูถนน
เอวของฉันบิดเบี้ยวจนแทบจะมุดเข้าไปในพุง
และก้นของฉันทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องถ่วงน้ำหนักเพื่อพยุงตัว
ฉันขยับตัวไปมาโดยไม่เห็นแม้แต่ก้าวของตัวเอง
ผิวหนังด้านหน้าของฉันยืดออกจนตึง
ในขณะที่ผิวหนังด้านหลังหดตัวจนยับย่น
ร่างกายของฉันคดงอเหมือนคันธนูของชาวซีเรีย
Michelangelo (1475 –1564)
ภาพวาดบนผนังและเพดานที่ Sistine Chapel (โบสถ์น้อย ขนาด 13x40x20 เมตร) ที่กรุงวาติกัน โด่งดังมาก ภาพวาดที่ดังมากๆคือ The Creation of Adam (ดูรูปด้านบน) อยู่ตรงกลางของเพดานโบสถ์
ปื 1508 Michelangelo ถูกมอบหมายโดยพระสันตะปาปาจูเลียสที่ 2 ให้วาดภาพบนเพดานโบสถ์มีพื้นที่มหาศาล (1100 ตรม) เขาใช้เวลาวาดทั้งสิ้น 4 ปี มีหยุดไปทะเลาะกับ สันตะปาปาบ้าง เพราะเขาบอกว่า เขาไม่ใช่จิตรกร(วาด) เขาเป็นประติมากร(ปั้นและแกะสลัก)
งานวาดภาพบนเพดานใช้เทคนิคที่เรียกว่า “fresco” (fresh แปลว่า สดในภาษาอิตาเลี่ยน) คือต้องฉาบปูนเปียกไปบนเพดานแล้วรีบระบายสีไปก่อนที่ปูนจะแห้ง Michelangelo ต้องใช้ความอดทนอย่างสูงทำงานแข่งกับเวลาท่ามกลางฝุนจากปูนและสีที่หยดใส่หน้าตา ตลอดเวลาที่ทำงาน สายตาของเขาเสียไปหลายปี
Michelangelo
ความยากอีกอย่างนึงของการวาดภาพที่เพดานคือความสูง เขาต้องสร้างนั่งร้านด้วยการเจาะรูที่กำแพงด้านบนเพื่อฝังคานไม้ เป็นฐานรองรับนั่งร้านลอยฟ้า และออกแบบให้โค้งตามเพดาน เพื่อให้ตัวเขาสามารถเข้าถึงพื้นผิวที่จะวาดภาพได้ในระยะที่เหมาะสมที่สุด สาเหตุที่แขวนนั่งร้านก็เพื่อให้การประกอบพิธีทางศาสนาที่ดำเนินไปได้ขณะที่เขาทำงาน แต่การแขวนนำมาซึ่งความเสี่ยงเพราะนั่งร้านสูงเกือบ 20 เมตร และมีพื้นทีการทำงานที่แคบ เต็มไปด้วยฝุ่น มีแสงสลัว เขามีอาการตากระตุก (nystagmus) เพราะเพ่งมากเกินไป
แม้จะมีนั่งร้านที่มั่นคง แต่เขาต้องทำงานในลักษณะ ยืนวาดและเงยหน้าขึ้น (ไม่ใช่การนอนวาดตามความเชื่อก่อนหน้านั้น) โดย ไหล่ มี overhead work ตลอดเวลา และ คอ และ หลัง อยู่ใน ท่าที่บิดเบี้ยว ผิดหลัก ergonomics (การยศาสตร์) ตลอด 4 ปีของการทำงาน
ท่าทางการทำงานที่ผิดหลักการยศาสตร์ คอที่เงยมากเกินไป ไหล่ต้องยกตลอดเวลา
ผลของการทำงาน 4 ปีในการทำงานในลักษณะนี้ ทำให้ Michelangelo มี ความผิดปกติ หลายอย่าง เช่น
คอและหลังที่บิดเบี้ยว เขาเล่ามาในกลอนที่เขียนถึงเพื่อน (ดูด้านบน)ว่า "ฉันเป็นโรคคอพอก" (Michelangelo เข้าใจผิดว่าเขาเป็นคอพอกที่จริงแล้วเขาหมุนคอและเงยคอจนกระทั่ง กระดูกคอหอย (larynx) ปูดโปนเหมือนเป็นคอพอก)
"เคราของฉันชี้โด่เด่ขึ้นฟ้า ท้ายทอยของฉันวางแหมะอยู่บนหลัง" (Neck hyperextension+rotation)
"หน้าอกของฉันก็โก่งงอเหมือนพวกพิณ" (ทรวงอกบิด, thoracic deformities)
"ร่างกายของฉันคดงอเหมือนคันธนูของชาวซีเรีย" เขาได้วาดภาพร่างของท่าทางที่เขาทำงานไว้ในจดหมายถึงเพื่อน (ดูรูป)
พูดง่ายๆคือ Michelangelo ยอมสละร่างกายเพื่อทำงานชิ้นนี้ให้สำเร็จ ตอนที่เขาเสร็จงานชิ้นนี้เขาอายุ 33 ปี ด้วยร่างกายทรุดโทรม แต่!! Michelangelo ก็ไม่ย่อท้อ ทำงานต่อจนอายุยืนถึง 88
Michelangelo เสก็ตภาพตัวเองขณะทำงาน
หลังจาก Sistine chapel เขาหยุดวาดภาพ กลับมาทำงานประติมากรรม (Sculpting) ที่ตนเองรัก ทำงานแกะสลักหินและไม้ ซึ่งเป็นเป็น exercise แบบนึง อาชีพประติมากรเป็นงานที่ต้องใช้แรงมหาศาล ในการเหวี่ยงค้อนและสิ่วเพื่อแกะสลักหินอ่อนมวลหลายตันเปรียบเสมือนเป็น "Heavy resistance exercise" การทำงานในลักษณะนี้ช่วยให้ muscles แข็งแรง joint movement ดีขึ้น และต้องทำงานอย่างยาวนาน เหมือนเขาได้ทำ aerobic exercise ทุกวัน ทำให้เขามีชีวิตยืนยาวถึง 88 ปี
ว่าไปแล้วการกลับมาทำประติมากรรมไม่ได้เพียงแต่ช่วยให้เขา "หาย" แต่เป็นการทำกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy) ผ่านการทำงาน ซึ่งช่วยรักษาข้อต่อและกล้ามเนื้อแขนให้ยังใช้งานได้ดี และช่วยลดสภาวะกล้ามเนื้อเกร็งค้างที่เกิดขึ้นในช่วงโครงการวาดภาพเพดานที่ Sistine Chapel
คนเป็นperfectionist ให้ทำงานที่ตนเองไม่อยากทำ ก็ทำได้ดี แม้จะมีความพิการเกิดขึ้น เขาก็หายได้จาก กิจกรรมบำบัด ทำงานที่ตัวเองรัก ❤️❤️
งานปฏิมากรรมคือกิจกรรมบำบัด ช่วยให้ Michelangelo อาการดีขึ้นจากการทำงานหนักในการวาดรูปที่ Sistine Chapel
โฆษณา