3 มี.ค. เวลา 15:59 • ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์หลังม่านดนตรี ตอนที่1 California – วิมานลวงใต้เงาทองคำ

เคยสงสัยไหมครับ ว่าทำไมหลายบทเพลงในตำนานถึงได้ 'หมกมุ่น' กับชื่อรัฐอย่าง California นัก?
คุณน่าจะเคยได้ยิน..
เพลงร็อคอมตะอย่าง Hotel California ของ Eagles
เพลงป๊อปท่วงทำนองกินใจอย่าง California Dreaming ของ The Mamas and The Papas
และอีกหลายเพลงมีชื่อเพลงหรือกล่าวถึง 'California'
อย่าง Hotel California นี่เป็นที่สงสัยกันว่าเนื้อเพลงพูดถึงอะไร หากอ่านตรงตัวแล้วเหมือนจะพูดถึงโรงแรมอะไรสักอย่าง.. แต่สำหรับผู้เขียน..เข้าใจว่า มันเป็นการสรุป 'สภาวะติดกับดักแห่งวิมานลวง' ครับ
ย้อนไปในยุคสมัยที่ชาวยุโรปเข้าไปตั้งรกรากในทวีปอเมริกาเหนือ.. สมัยนั้นเขาล่องเรือออกไปจากทวีปยุโรปด้านซ้าย ออกทะเลไปยาวๆ จะไปบรรจบกับฝั่งขวา (East coast: New York, Virginia, Pennsylvania) ของอเมริกาพอดี
ผู้คนก็ตั้งรกรากอยู่กันไปไดัสักพัก.. จนกระทั่งมันเกิดวิกฤตขึ้น ทั้งเรื่องทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกสูบไป การทำไร่ยาสูบและฝ้ายซ้ำๆ มานาน ทำลายดินจนกลายเป็นปลูกอะไรไม่ขึ้นอีกต่อไป ไหนจะระบบเศรษฐกิจที่เรียกว่า ต้มยำกุ้ง ของอเมริกาเลย ทำให้ผู้คนเริ่มอดอยาก เป็นหนี้ ทุกข์ทรมาน
จนเกิดความคิด 'หนีไปตายเอาดาบหน้า' ดีกว่า
สมัยนั้นไม่ได้มีกฎหมายเรื่องที่ดินใหม่ๆ ที่ชัดเจน แต่มีการกระทำที่รู้กันที่เรียกว่า
'Stake a Claim' คือการปักป้ายจองที่ครับ
ถ้าคุณเดินทางไปถึงที่ดินรกร้างใหม่ๆ ที่ไม่มีใครจองไว้ คุณสามารถเอาป้าย 4 อัน เขียนชื่อ แล้วปักจองรอบทิศทางไว้เลย.. มีเงื่อนไขแค่ว่า คุณต้องทำมาหากินอะไรสักอย่างในพื้นที่นี้ ไม่ใช่จองไว้แล้วตัวไม่อยู่...
เหมือนจะง่าย..แต่แฝงมาด้วยอันตรายครับ.. คิดสภาพ.. ในยุคที่ไม่มีตำรวจ ถ้ามีคนมาปักป้ายซ้อนกัน ต้องทำไง? คำตอบคือ ใช้อาวุธไงครับ การแย่งชิง ความรุนแรง ใครดีใครได้ เป็นเรื่องปกติมากๆ ในสมัยนั้น
และเมื่อที่ทำกินมันเริ่มหมด ผลคือ ต้องขยายเข้าไปอีก มุ่งหน้าสู่ West..
ในยุคใหม่เรามีเครื่องบินนั่งข้ามมหาสมุทร ข้ามน้ำข้ามแผ่นดินกันง่ายๆ แต่ยุคนั้นการ มุ่งสู่ West ของอเมริกา มันยากลำบากยิ่งกว่าการไปชมพูทวีปของไซอิ๋วซะอีกครับ..
การเดินทางไปแคลิฟอร์เนียนั้นใช้เวลากว่า 180 วันและต้องฟันฝ่าผืนทะเลทรายข้ามรัฐเป็นเดือนๆ ไหนจะเผชิญกับโรคอหิวาที่ระบาดในแหล่งน้ำระหว่างทาง และจุดปราบเซียนคือ Sierra Nevada ที่หากคุณมาไม่ทันฤดูหนาวละก็.. หิมะจะถล่มจนไปต่อไม่ได้
จุดนี้เคยมีตำนาน ชื่อ Donner Party ด้วยนะครับ ซึ่งเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมดำมืดของอเมริกาเลย..คือ การกินเนื้อมนุษย์เพื่ออยู่รอดจากสภาวะที่โหดร้ายของ Sierra Nevada ครับ ไว้มีโอกาสจะนำมาเล่าสู่กันฟัง
ว่ากันว่าเส้นทางเส้นทางนี้มีคนตายเฉลี่ย 10-15 คนต่อไมล์ (เปรียบหลักกิโลบ้านเราก็คือ ทุก 100 เมตรจะมีศพคนตาย)
คำถามคือ.. ลำบากขนาดนี้ ทำไมยังมีคนตะเกียกตะกายเดินฝ่าไปกันอีก?
คำตอบคือ.. แคลิฟอร์เนียตอนนั้น.. มี 'ทองคำ' ครับ
หลังจาก James Marshall บังเอิญพบประกายสีเหลืองในลำน้ำเมื่อปี 1848 โลกทั้งใบก็คลั่ง แคลิฟอร์เนียกลายเป็น 'เครื่องแม่เหล็ก' ขนาดมหาศาลที่ดูดเอาความโลภของมนุษย์จากทั่วสารทิศมาไว้ที่นี่
ผู้คนต่างแห่กันไป 'ขุดทอง' บ้างทิ้งลูก ทิ้งเมีย ทิ้งงาน ทิ้งชีวิตที่ฝั่ง East เพื่อมาเดิมพันกับก้อนโลหะสีทองในฝั่ง West
ยุคนี้แหละครับคือต้นกำเนิดของคำว่า 'Gold Rush' -- ยุคตื่นทอง -- สมัยของการแสวงหาการรวยทางลัดโดยการขุดทอง
แต่..ชีวิตมันไม่เคยง่ายหรอกครับ..
ท้ายที่สุด คนที่รวยจาก Gold Rush ในแคลิฟอร์เนียนั้นมีเพียง 5% และไม่ใช่คนที่ถือพลั่วไปขุด แต่เป็น 'พ่อค้า' ครับ
ในขณะที่นักแสวงโชคนับแสนกำลังร่อนทองจนหลังขดหลังแข็งและตายลงด้วยความหิวโหย คนที่รวยตัวจริงคือ 'คนขายอุปกรณ์' ครับ
พวกพ่อค้าที่กว้านซื้อจอบเสียมมาโก่งราคาให้นักขุดทองนั่นแหละ.
มีชายชื่อ Levi Strauss ที่รวยเละจากการขายกางเกงผ้าใบที่ทนทานพอจะใส่ลงหลุมขุดทอง (ใช่ครับ จุดกำเนิด กางเกงยีนส์ Levi's 501 ที่โด่งดัง เริ่มต้นที่นี่แหละ ไว้ผมจะเล่าในโอกาสถัดไปนะครับ!)
แคลิฟอร์เนีย กลายเป็นวิมานลวงของจริง ที่ล่อคนรากหญ้ามาติดกับดักแห่งความฝัน..
ลองนึกภาพตามนะครับ... ในยุคที่ทองคำหายากยิ่งกว่าน้ำใจคน คุณอาจจะร่อนทองทั้งวันได้มูลค่าเพียง 1-2 ดอลลาร์ แต่ค่าครองชีพใน 'วิมาน' แห่งนี้กลับพุ่งสูงเสียดฟ้า
• กาแฟ ถ้วยละ 1 ดอลลาร์ (ในขณะที่ฝั่ง East ขายกันไม่กี่เซนต์)
• ไข่ไก่ ฟองละ 1 ดอลลาร์ (ราคาเท่ากับค่าแรงรายวันของกรรมกรในนิวยอร์ก)
• รองเท้าบูท สักคู่ อาจต้องใช้ทองที่คุณขุดมาทั้งอาทิตย์เพื่อแลกมันมา
นี่คือม่านลวงที่โหดเหี้ยมที่สุดครับ แคลิฟอร์เนียไม่ได้แค่หลอกให้คุณเดินมาตาย แต่มันยังหลอกให้คุณ "ทำงานหนักเพื่อเอาเงินมาคืนให้ระบบ" ผ่านค่าเช่าที่พัก ค่าอุปกรณ์ และค่าอาหารราคาแพงมหาศาล
เหล่านักแสวงโชคเปรียบเสมือน 'หนูตะเภา' ในกรงสีทอง พวกเขาคิดว่าตัวเองกำลังขุดเพื่อ 'อิสรภาพ' แต่ความจริงเขากำลังขุดเพื่อจ่ายหนี้ให้กับร้านค้าของ Levi Strauss หรือนายธนาคารที่นั่งจิบไวน์รออยู่ในเมือง
และม่านลวงของทองคำแห่งนี้.. ก็ถูกส่งไม้ต่อมายัง Hollywood ในเวลาต่อมา...
จากยุคที่คนยอมตายเพื่อ 'ก้อนทอง' สู่ยุคที่คนยอมแลกทุกอย่างเพื่อ 'ชื่อเสียง'
คนรุ่นเก่าเดินทางมาแสวงหาทองคำ คนรุ่นใหม่อีกครึ่งศตวรรษก็เดินทางมาแสวงหาชื่อเสียง
แคลิฟอร์เนียยังคงทำหน้าที่เป็น 'โรงรับจำนำจิตวิญญาณ' ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเหมือนเดิม
พอจะเห็นเรื่องราวแล้วใช่ไหมครับ? ว่าแคลิฟอร์เนียนั้นเป็นเมืองแบบใดในอดีต...
กลับมาที่ การเชื่อมโยงกับบทเพลง ที่ตั้งต้นไว้..
California Dreaming จึงเป็นเหมือนภาพบรรยาย บทโศก ที่กล่าวถึงความหวังและความฝัน ที่เป็นเหมือนยาเสพย์ติด ให้เราคนึงหา แม้มันอาจจะไม่มีอยู่จริง..
Hotel California คือภาพ ที่ชี้ให้เห็นถึงกับดัก แห่งความฝันนั้น ที่คุณไปแล้วอาจจะรุ่งหรือร่วง (This could be heaven or this could be hell)
แต่มันก็เป็นสถานที่ที่น่าดึงดูดใจ ที่ซึ่งความหวังและความฝันนั้นหอมหวาน (such a lovely place) ทำให้เราติดบ่วงมันไม่มีที่สิ้นสุด (We are all prisoners here. You can check out anytime you like but you can never leave)
หาก California Dreamin' คือความหวัง และ Hotel California คือกับดัก...
After the Gold Rush - Neil Young คือ "เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ทองหมดไปแล้ว" มันพูดถึงธรรมชาติที่ถูกทำลาย ผืนดินที่เหวอะหวะ การแสวงหาโชคและชื่อเสียงอย่างหน้ามืดตามัว และความเศร้าสร้อยของคนที่ตระหนักได้ว่า 'วิมาน' ที่เขาเคยฝันถึง มันได้พังทลายลงไปต่อหน้าต่อตาแล้ว
สุดท้ายแล้ว แคลิฟอร์เนียในโลกของดนตรีจึงไม่ได้มีแค่เฉดเดียว... มันเริ่มต้นด้วยเสียงสวดอ้อนวอนในฤดูหนาวที่นิวยอร์ก (California Dreamin') ก่อนจะกลายเป็นงานเลี้ยงสุดระยิบระยับที่ล็อกกุญแจขังคุณไว้ตลอดกาล (Hotel California) และจบลงด้วยเสียงถอนหายใจท่ามกลางซากปรักหักพังของเหมืองร้าง (After the Gold Rush)
ทองคำอาจจะหมดไปจากลำน้ำนานแล้ว แต่ 'ความลุ่มหลง' ในวิมานแห่งนี้ไม่เคยจางหาย... แคลิฟอร์เนียยังคงเปิดประตูต้อนรับแขกหน้าใหม่อยู่เสมอ เพียงแต่มันมีราคาที่ต้องจ่าย ซึงนั่นอาจเป็น 'ชีวิต' ของตนเอง
ในตอนหน้า... เราจะขยับพิกัดไปยังเมืองที่ได้ชื่อว่าเปราะบางแต่สวยงามที่สุดอย่าง San Francisco เมืองที่ไม่ได้สร้างอยู่บนพื้นดินที่มั่นคง แต่สร้างอยู่บน 'ซากเรือ' และ 'เศษเสี้ยวของความตาย'
แล้วคุณจะรู้ว่า... ทำไมเราถึงต้องทิ้งหัวใจไว้ที่นั่น (I Left My Heart in San Francisco)"
โฆษณา