วันนี้ เวลา 06:33 • ข่าว

สุนทรพจน์คิมจองอุนในวันต่ออายุผู้นำ โครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือไม่อาจหันหลังกลับได้อีกแล้ว

Blockdit Originals : บทความพิเศษ
พิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในระบอบการเมืองของเกาหลีเหนือ คือ การเลือกตั้งใหญ่ ที่จัดขึ้นทุก 5 ปี เป็นวันที่ชาวเกาหลีเหนือทุกคนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งต้องออกมาใช้สิทธิ์ แม้จะป่วยติดเตียง ถ้ายังจับปากกาได้ ก็จะหาวิธีพาไปเลือกตั้งจนได้
ซึ่งวันเลือกตั้ง ในบางพื้นที่ก็จะมีจัดงานร้องรำทำเพลง ให้คนเกาหลีเหนือได้แต่งตัวสวยๆออกจากบ้าน ไปเข้าคูหา ที่มีให้กาเบอร์เดียว ที่ต้องลงคะแนนว่าเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ ส่วนผลเลือกตั้ง ไม่ต้องลุ้นว่าจะได้ใครเป็นผู้นำ แค่ลุ้นว่าพรรครัฐบาลจะได้คะแนนเสียงสนับสนุนใกล้เคียงตามมาตรฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ ซึ่งมาตรฐานนั้นอยู่ที่ 99.99%
และจากผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เมื่อ 15 มีนาคม 2026 คิม จองอุน และ พรรคแรงงานเกาหลี ก็ได้รับเสียงสนับสนุนจากชาวโสมแดงไปทั้งสิ้น 99.93% กวาดที่นั่งสภาเกาหลีเรียบ 687 ที่นั่ง
ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่คะแนนเสียงที่ได้ แต่อยู่ที่คะแนนเสียงที่หายไป 0.07% นั้นมาจากการโหวต No ของประชาชนที่(กล้า)จะเห็นต่าง ที่ทำให้คะแนนเสียงรัฐบาลต่ำกว่ามาตรฐาน และนี่ยังเป็นครั้งแรกของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ที่กล้ายอมรับออกสื่อทั่วประเทศว่ามีประชาชนอย่างน้อย 0.07% ที่โหวตไม่สนับสนุนรัฐบาล
แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกัน เพราะพรรคแรงงานคุมทุกที่นั่งในสภาพร้อมใจกันสนับสนุนให้คิม จองอุน ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดอีกสมัยอย่างเป็นเอกฉันท์ นับเป็นปีที่ 78 ของระบอบคิมที่ปกครองเกาหลีเหนือมายาวนานตั้งแต่รุ่นปู่ คิม อิลซุง ในปี 1948 เป็นต้นมา
หลังทำพิธีต่ออายุผู้นำตามธรรมเนียมปฏิบัติของเกาหลีเหนือเรียบร้อยแล้ว คิม จองอุน ก็ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมาอย่างหนักแน่นว่า เกาหลีเหนือจะไม่ถอยจากโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ว่าจะเป็นวันนี้ หรือวันไหน เกาหลีเหนือจะยังคงสถานะ ชาติที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ตลอดไป
"เราไม่กำกวม ไม่คลุมเครือ และ ไม่มีช่องว่างสำหรับการเจรจา ดังนั้น โครงนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือจะไม่มีวันถอยหลังกลับอีกแล้ว และด้วยภารกิจตามรัฐธรรมนูญ เราจะขยายและพัฒนาขีดความสามารถในการป้องปรามทางนิวเคลียร์เพื่อป้องกันภัยคุกคามเชิงยุทธศาสตร์ของฝ่ายศัตรูที่มีต่อเกาหลีเหนือ"
นอกจากนี้ คิม จองอุน ยังพูดถึงเกาหลีใต้ด้วยว่า เป็นรัฐที่ถือว่าเป็นศัตรูมากที่สุด และ เมื่อใดก็ตามที่เกาหลีเหนือถูกละเมิด รัฐบาลเปียงยาง จะไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะตอบโต้ศัตรูอย่างเด็ดขาด และไร้ความปรานี
คำประกาศกร้าวในการเดินหน้าโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของคิม จอง-อุน เป็นผลจากการใช้กำลังทหารรุกรานอิหร่านของพันธมิตรสหรัฐ-อิสราเอล ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ตอกย้ำให้คิม จองอุน เห็นว่า การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เป็นทางรอดเดียวที่จะรักษาระบอบคิมให้คงอยู่ในเกาหลีเหนือได้
และไม่ใช่การแอบๆมี แอบๆพัฒนาแบบอิหร่าน ถ้าจะมี ก็ต้องมีอย่างเปิดเผยให้โลกเห็นว่า เกาหลีเหนือมีศักยภาพนิวเคลียร์ที่ทำลายล้างเป้าหมายได้จริงๆ
1
ซึ่งตรงกับความเห็นของ อังเดรย์ แลนคอฟ ศาตราจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แห่งมหาวิทยากุกมิน ในกรุงโซล ที่กล่าวว่า การลอบสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่านจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ-อิสราเอล เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าการป้องปรามตัวเองด้วยนิวเคลียร์มีประสิทธิภาพที่สุด
ดังนั้น ความหวังที่จะเจรจาให้เกาหลีเหนือยุติโครงการนิวเคลียร์ อย่างที่เคยทำในสมัยทรัมป์ 1 นั้น เลิกคุยไปได้เลย การโจมตีอิหร่านคือตะปูปิดฝาโลงตัวสุดท้ายของข้อตกลงนิวเคลียร์ในความคิดของคิม จองอุน
1
และไม่ใช่แค่เกาหลีเหนือเท่านั้น หลายประเทศในโลก ที่มีศักยภาพพอในการพัฒนานิวเคลียร์ ต่างเริ่มคิดว่า หรือเราควรจะต้องขยายคลังนิวเคลียร์ของตัวเองโดยไม่พึ่งพาสหรัฐ เพราะสงครามยุคนี้ มีการสู้รบหลายเส้า โดนโจมตีจากประเทศหนึ่ง แต่ไปแก้แค้นกับอีกประเทศหนึ่งได้ ทั้งๆที่ไม่ใช่คู่กรณีโดยตรง คำว่าพันธมิตรไม่ได้ผูกพันว่าต้องออกไปช่วยกันรบได้เสมอไป ดังนั้น หาสิ่งที่รับประกันได้มาป้องกันตัวเองดีที่สุด
1
ความพยายามหักล้างกำลังทหารชาติอื่น ด้วยกำลังทหารของตัวเองที่เหนือกว่า ตามวิสัยทัศน์ของทรัมป์ในวันนี้ ทำให้นึกถึงนิทานอิสป เรื่องเรื่องลม กับ พระอาทิตย์ ที่ต้องการประลองว่าใครจะสามารถทำให้นักเดินทางคนหนึ่งถอดเสื้อคลุมได้เร็วกว่ากัน
1
ฝ่ายลม พยายามใช้กำลังตัวเองพัดให้เสื้อคลุมหลุดจากตัวนักเดินทาง แต่ผลลัพธ์คือ นักเดินทางกลับกอดเสื้อคลุมตัวเองแน่นกว่าเดิม เพื่อจะไม่ยอมเสียเสื้อคลุมไป
ฝ่ายพระอาทิตย์ ใช้พลังความร้อน ให้อุณหภูมิสูงขึ้น เมื่อฟ้าเปิด อากาศร้อน นักเดินทางก็ยอมถอดเสื้อคลุมออกเอง โดยไม่ต้องบังคับ
โดนัลด์ ทรัมป์อาจจะไม่เคยฟังนิทานอิสปเรื่องนี้ หรือเขาเคยฟัง แต่คิดว่าทั้งลม ทั้งพระอาทิตย์ ทำแต่เรื่องเสียเวลา เลยจัดการทิ้งระเบิดตุยหมดทั้งนักเดินทางและเสื้อคลุม แล้วเก็บเศษซากเป็นหลักฐานว่า ฉันชนะแล้ว โดยทิ้งความพินาศไว้ให้ดูต่างหน้า
1
นิทานเรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่า นักเดินทางยุคนี้จำเป็นต้องมีทั้งเสื้อคลุม และอาวุธไว้พร้อมยิงสวนป้องกันตัวเองด้วยนั่นเอง
1
****************
ติดตามบทความของ "หรรสาระ" เพิ่มเติมได้ที่
Facebook - หรรสาระ By Jeans Aroonrat
Twitter - @HunsaraByJeans
Blockdit - หรรสาระ By Jeans Aroonrat
แพลทฟอร์มคุณภาพ ไม่ปิดกั้นการมองเห็นเนื้อหา
****************
แหล่งข้อมูล
โฆษณา