27 มี.ค. เวลา 16:53 • การตลาด

ปรากฏการณ์ความจริงลวง ตอนที่ 1/2

คำพูดหรือข้อความที่ถูกกล่าวอย่างซ้ำ ๆ สามารถหลอกให้คนเชื่อได้อย่างไร?
ผลการทดลองของ Hasher และคณะ
ในปี ค.ศ 1977 Hasher และคณะได้ทำการทดลอง โดยให้ผู้เข้าร่วมการทดลอง ฟังข้อเท็จจริงจำนวนหนึ่ง ที่มีทั้งส่วนที่เป็นจริงและเป็นเท็จปะปนกันไป
เขาและคณะได้ทำการทดลอง 2 แบบ คือ แบบแรกจะมีการย้ำข้อเท็จจริง กับแบบที่สองจะไม่มีการย้ำข้อเท็จจริง ผลการทดลองที่ได้จะเป็นดังภาพด้านบนนี้
สิ่งที่ได้เห็นจากผลการทดลองก็คือ เมื่อมีการย้ำข้อเท็จจริง มนุษย์จะมีแนวโน้มสูงขึ้นที่จะมองว่าข้อเท็จจริงนั้น ๆ เป็นสิ่งที่จริง แม้ในความจริงแล้ว ข้อเท็จจริงนั้น ๆ อาจเป็นเท็จก็ตาม
ต่อมาในปี ค.ศ. 1992 Begg และคณะต้องการศึกษาเพิ่มเติมต่อจากของ Hasher และคณะ พวกเขาต้องการรู้ว่า สาเหตุที่การย้ำข้อเท็จจริงทำให้ข้อเท็จจริงนั้น ๆ ดูเป็นจริงมากขึ้น จะเกี่ยวข้องกับ "ความทรงจำ" (Recollection) กับ "ความคุ้นเคย" (Familiarity) อย่างไร และจะมีกระบวนการอย่างไร
พวกเขาได้ทำการทดลอง 4 ครั้ง แต่ละครั้งก็จะได้ข้อสรุปดังต่อไปนี้:
  • 1.
    "ความทรงจำ" กับ "ความคุ้นเคย" ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การทำให้ข้อเท็จจริงจดจำได้ง่ายขึ้น จะเพิ่ม "ความทรงจำ" ไม่ใช่ "ความคุ้นเคย"
  • 2.
    "ความคุ้นเคย" จะทำให้ข้อเท็จจริงดูเหมือนเป็นความจริงมากขึ้น เมื่อมี "ความทรงจำ" ที่ต่ำ ไม่ก็มี "ความทรงจำ" ที่ผิด
  • 3.
    "ความทรงจำ" ขึ้นอยู่กับเจตนาและการควบคุมเชิงกลยุทธ์ "ความคุ้นเคย" มีแนวโน้มจะทดแทน "ความทรงจำ" เมื่อพิสูจน์ความน่าเชื่อถือไม่ได้
  • 4.
    "ความทรงจำ" ที่มากและหนักแน่น สามารถลด "ความคุ้นเคย" และลดโอกาสเชื่อข้อเท็จจริงเพียงเพราะข้อเท็จจริงนั้น ๆ ถูกกล่าวย้ำ ๆ
มนุษย์จะพยายามสร้าง "ความทรงจำ" ก่อน เมื่อข้อเท็จจริงนั้นจดจำได้ง่าย "ความทรงจำ" ที่หนักแน่น จะป้องกันไม่ให้เชื่อข้อเท็จจริงที่กล่าวย้ำ ๆ ว่าเป็นจริง
แต่ถ้าหาก "ความทรงจำ" ไม่หนักแน่นพอ อาทิ พิสูจน์ความน่าเชื่อถือไม่ได้ "ความคุ้นเคย" ก็จะเข้ามาแทนที่ "ความทรงจำ" แล้วส่งผลให้ตัดสินว่าข้อเท็จจริงนั้น ๆ น่าเชื่อถือ เพียงเพราะเป็นสิ่งที่คุ้นเคย
มาถึงจุดนี้ จะสามารถสรุปแบบสั้น ๆ ได้ว่า "ความคุ้นเคยต่อข้อเท็จจริง จะทำให้เราเชื่อว่า ข้อเท็จจริงนัั้น ๆ เป็นสิ่งที่จริง แต่ถ้าหากเรามีความทรงจำที่ดีพอ เราจะไม่ถูกหลอกด้วยข้อเท็จจริงที่ถูกกล่าวย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ ได้"
ถ้าอยากศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม อาทิ อยากดูว่าวิธีการทดลอง และผลการทดลองของ Begg และคณะ เป็นอย่างไรแบบละเอียด ๆ สามารถดูที่อ้างอิง "Begg, I. M., Anas, A., & Farinacci, S. (1992)" ได้ ซึ่งงานวัจัยดังกล่าว สามารถโหลดมาอ่านได้ฟรี
สาเหตุที่เราไม่อธิบายการทดลองแบบละเอียดในโพสต์ก็เพราะ มีตัวแปรจำนวนมาก อีกทั้การสรุปผลการทดลองจากตารางก็ทำได้ยาก ถ้าต้องการศึกษาจริง ๆ สามารถดูรายละเอียดคร้าว ๆ ดังภาพ 2 ชิ้นด้านล่างนี้ก่อนได้นะ
ความทรงจำ ความคุ้นชิน การแบ่งแยก
ความทรงจำ ปะทะ ความคุ้นเคย
ปล. ชื่อตัวแปรที่ตั้ง ไม่ได้เป็นไปตามงานวิจัยนะ เพราะว่าชื่อตัวแปรที่งานวิจัยใช้ตั้ง ทำให้เกิดความสับสนมากเกินไป
อ้างอิง:
Hasher, L., Goldstein, D., & Toppino, T. (1977). Frequency and the conference of referential validity. Journal of verbal learning and verbal behavior, 16(1), 107-112.
Begg, I. M., Anas, A., & Farinacci, S. (1992). Dissociation of processes in belief: Source recollection, statement familiarity, and the illusion of truth. Journal of Experimental Psychology: General, 121(4), 446.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา