27 มี.ค. เวลา 04:27 • การเมือง

EP.4 | ถอดรหัสรัฐธรรมนูญ 2008: "ค่ายกลทางกฎหมาย" ที่ทำให้กองทัพเมียนมาไม่มีวันแพ้

​ภาพข่าวที่ชาวโลกคุ้นเคยในปี 2015 และ 2020 คือภาพประชาชนชาวเมียนมาออกมาเฉลิมฉลองชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรค NLD ภายใต้การนำของ นางออง ซาน ซูจี ชัยชนะที่ถล่มทลายราวกับพายุที่พัดพาระบอบทหารให้พ้นไปจากแผ่นดิน
​แต่ทำไม... สุดท้ายแล้วอำนาจที่แท้จริงถึงยังคงอยู่ในมือของคนในเครื่องแบบ? และทำไมรถถังถึงกลับมาวิ่งบนถนนย่างกุ้งได้อีกครั้งในปี 2021 โดยอ้างว่า "ทำตามกฎหมายทุกประการ"?
​คำตอบทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่กำลังพล แต่อยู่ในเอกสารปกสีเขียวหนาเตอะที่ชื่อว่า "รัฐธรรมนูญปี 2008" นี่ไม่ใช่แค่กฎหมายสูงสุด แต่มันคือ "สถาปัตยกรรมทางการเมือง" ที่ถูกออกแบบมาอย่างแยบยลที่สุด ใช้เวลาสถาปนาร่างนานถึง 14 ปี เพื่อสร้าง "ประชาธิปไตยแบบควบคุมได้" และรับประกันว่ากองทัพ (Tatmadaw) จะไม่มีวันสูญเสียอำนาจ ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาหน้าไหนก็ตาม
ลองมาถอดรหัส 4 กลไกสำคัญ ที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นค่ายกลที่พลเรือนไม่มีวันเจาะแตกกันครับ
รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ฉบับปัจจุบัน ประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. 2551 (2008) เป็นฉบับที่ยกร่างโดยรัฐบาลทหาร
​รหัสที่ 1: "โควตา 25%" มนต์ดำที่สะกดการแก้กฎหมาย
​ตามหลักประชาธิปไตยสากล ใครชนะเลือกตั้งได้ที่นั่งมากที่สุดก็จะได้จัดตั้งรัฐบาล แต่ในรัฐสภาเมียนมา กองทัพได้เขียนกติกาจองที่นั่ง V.I.P. ไว้ล่วงหน้า
​รัฐธรรมนูญกำหนดให้ 25% ของที่นั่งในสภา (ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) ต้องมาจาก "ทหารที่แต่งตั้งโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด" เท่านั้น ไม่ต้องลงเลือกตั้ง ไม่ต้องหาเสียง ใส่เครื่องแบบเดินเข้าสภาได้เลย
​ทำไมต้องเป็นตัวเลข 25%?
เพราะรัฐธรรมนูญหมวดการแก้ไขกฎหมาย ระบุไว้ชัดเจนว่า "การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากสภา มากกว่า 75% ขึ้นไป" (ย้ำว่า มากกว่า 75%)
​นั่นหมายความว่า ต่อให้พรรคพลเรือนจะชนะการเลือกตั้งได้ที่นั่งไปถึง 75% ถ้วน ก็ยังไม่สามารถแก้กฎหมายได้ หากไม่มีทหารอย่างน้อย 1 คนยกมือเห็นด้วย... โควตา 25% จึงเป็น "สิทธิยับยั้ง (Veto)" อำนาจเด็ดขาดที่ทำให้กองทัพแช่แข็งโครงสร้างประเทศไว้ได้ตลอดกาล
รหัสที่ 2: รัฐซ้อนรัฐ กับ "3 กระทรวงที่ห้ามพลเรือนแตะต้อง"
​แม้ฝ่ายพลเรือนจะชนะการเลือกตั้งและได้เป็นรัฐบาล แต่พวกเขาจะได้บริหารแค่งานด้านเศรษฐกิจ สาธารณสุข หรือการศึกษาเท่านั้น เพราะหัวใจของความมั่นคงถูกล็อกเอาไว้แล้ว
​รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย) มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการแต่งตั้งรัฐมนตรี 3 กระทรวงหลัก โดยที่ประธานาธิบดีไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ได้แก่:
1) ​กระทรวงกลาโหม: คุมกำลังทหารและอาวุธทั้งหมด
2) ​กระทรวงมหาดไทย: คุมตำรวจ ตำรวจตระเวนชายแดน และการบริหารราชการส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ (หมายความว่า ข้าราชการท้องถิ่นฟังคำสั่งทหาร ไม่ใช่รัฐบาลพลเรือน
3) ​กระทรวงกิจการชายแดน: คุมพื้นที่การสู้รบกับกลุ่มชาติพันธุ์
​โครงสร้างนี้ทำให้กองทัพกลายเป็น "รัฐซ้อนรัฐ" รัฐบาลพลเรือนไม่มีอำนาจสั่งการทหารหรือตำรวจได้เลยแม้แต่น้อย หากเกิดเหตุประท้วง รัฐบาลพลเรือนไม่สามารถสั่งตำรวจให้หยุดปราบปรามประชาชนได้ เพราะตำรวจขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทยที่ทหารคุมอยู่
​รหัสที่ 3: "มาตรา 59(ฉ)" กำแพงสั่งตัดเพื่อสกัด ออง ซาน ซูจี
​กองทัพรู้ดีว่าความนิยมของ ออง ซาน ซูจี นั้นมหาศาลเกินกว่าจะต้านทานได้ พวกเขาจึงสร้างกับดักส่วนตัวไว้ใน มาตรา 59(ฉ) ​มาตรานี้ระบุคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง "ประธานาธิบดี" ว่า... จะต้องไม่มีคู่สมรส หรือบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นพลเมืองของประเทศอื่น
อองซานซูจี สมรสกับดร.ไมเคิล อริส ชาวอังกฤษ มีบุตรชาย 2 คน คือ อเล็กซานเดอร์ และคิม อริส
​เนื่องจากอดีตสามีของ ออง ซาน ซูจี (ไมเคิล อริส) และลูกชายทั้งสองคนเป็นชาวบริติช กฎหมายข้อนี้จึงถูกเขียนขึ้นมาเพื่อปิดประตูไม่ให้เธอขึ้นเป็นประมุขของรัฐโดยเฉพาะ (จนทำให้พรรค NLD ต้องเลี่ยงบาลีด้วยการตั้งตำแหน่ง "ที่ปรึกษาแห่งรัฐ" ขึ้นมาเพื่อให้เธอมีอำนาจบริหารในภายหลัง)
​รหัสที่ 4: สวิตช์รีเซ็ตประเทศ "อำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน"
​นี่คือไม้ตายก้นหีบที่กองทัพเก็บซ่อนไว้ และนำมาใช้จริงในเช้ามืดวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021
​ตาม มาตรา 417 และ 418 ระบุว่า หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจทำให้สหภาพแตกแยก หรือเสียอธิปไตย ประธานาธิบดีมีอำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และ "โอนอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ทั้งหมด ไปให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด"
กองทัพเมียนมา ยึดอำนาจจากรัฐบาลฯ NLD เมื่อ 1 ก.พ. 64 เป็นสาเหตุให้เกิดการต่อต้าน และความขัดแย้งทั่วประเทศ
​แม้กฎหมายจะบอกว่าประธานาธิบดี (ซึ่งเป็นพลเรือน) ต้องเป็นคนประกาศ แต่กลไกของสภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติ (NDSC) ที่มีทหารครองเสียงข้างมาก ก็สามารถสร้างเงื่อนไขบีบบังคับให้เกิดการใช้มาตรานี้ได้เสมอ
​นี่คือเหตุผลที่กองทัพเมียนมามักจะอ้างเสมอว่า การยึดอำนาจในปี 2021 "ไม่ใช่การรัฐประหาร" แต่เป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญปี 2008 ที่เขียนเอาไว้ทุกประการ
​บทสรุป: สนามเด็กเล่นที่มีเจ้าของ
​รัฐธรรมนูญปี 2008 ไม่ใช่สะพานที่ทอดพาเมียนมาไปสู่ประชาธิปไตย แต่มันคือ "สนามเด็กเล่น" ที่กองทัพสร้างขึ้นมา โดยอนุญาตให้พลเรือนเข้ามาวิ่งเล่น จัดการเลือกตั้ง และตั้งรัฐบาลได้ตราบเท่าที่กองทัพยังรู้สึกปลอดภัย
​แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พลเรือนเริ่มชนะขาดลอยเกินไป และทำท่าจะรื้อสนามเด็กเล่นแห่งนี้... เจ้าของสนามก็พร้อมจะดึงสวิตช์ปิดไฟ และยึดทุกอย่างกลับคืนมาในชั่วข้ามคืน
​ตราบใดที่ "ค่ายกลทางกฎหมาย" ฉบับนี้ยังไม่ถูกฉีกทิ้ง ประชาธิปไตยในเมียนมาก็จะเป็นได้เพียงเงา ที่ทาบทับอยู่บนรองเท้าบูตของกองทัพเท่านั้น.
1
​หากบทความนี้ช่วยให้คุณเข้าใจความซับซ้อนของการเมืองเมียนมาได้ชัดเจนขึ้น ฝากกดไลก์ กดแชร์ และกดติดตามเพจ "ถอดรหัสเมียนมา" ไว้ด้วยนะครับ ใน EP หน้า เราจะพาไปเจาะลึกเรื่องอะไร รอติดตามได้เลยครับ!
​#ถอดรหัสเมียนมา #เมียนมา #พม่า #การเมืองเมียนมา #ประวัติศาสตร์ #รัฐธรรมนูญ2008 #อองซานซูจี #กองทัพเมียนมา #มินอ่องหล่าย #ประชาธิปไตย #สารคดีการเมือง
โฆษณา