Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
JWanderlust
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 12:03 • ท่องเที่ยว
โขดหินอุลูรู
เดินรอบโขดหินยักษ์ ก่อนปิดวันด้วยแสงสุดท้ายกลางทะเลทราย
Chapter 89/5: Exploring Uluru and a Beautiful Sunset Dinner
และแล้วก็เดินทางมาถึงตอนจบของทริป Red Center แล้วค่ะ วันนี้จะพาไปเก็บความยิ่งใหญ่ของ Uluru ให้เต็มตาด้วยการเดินวนรอบหินยักษ์ในตำนาน ก่อนจะปิดท้ายด้วยมื้อค่ำสุดพิเศษท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติก โดยมี Uluru เป็นฉากหลังที่น่าจดจำ
วันนี้เราต้องออกจากที่พักประมาณ 05.15 เพื่อไปทัวร์ Uluru Morning Guided Base Walk กัน โดยทัวร์นี้จะเป็นการเดินรอบฐานหิน Uluru แบบเต็มรอบระยะทางประมาณ 10 กิโล ซึ่งเราจะได้เห็น Uluru กันแบบใกล้ๆ และได้เรียนรู้ความหมายทางวัฒนธรรมของชนเผ่า Anangu ไปพร้อมๆ กันด้วย
เรามาถึงจุดออกสตาร์ทตอนเวลา 05.40 อากาศยามเช้าสดชื่นเหมือนเคย (ตื่นแต่ไก่โห่ทุกวัน อยู่ไทยยังไม่เคยต้องตื่นเช้าขนาดนี้เลย 😂)
เริ่มเดินกันจากตรงนี้
ในเส้นทางเดินนี้จะมีบางจุดที่เป็น "Sensitive Site" หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าพื้นเมือง Anangu ที่เราจะไม่สามารถถ่ายรูปหรือถ่าย VDO ได้ โดยจะมีป้ายแบบนี้ บอกเป็นระยะๆ
นี่คือเส้นทางที่เราจะเดินกันเช้านี้ โดยเราจะเดินแบบทวนเข็มนาฬิกาไปทางขวากัน
เดินเข้าไปใกล้ๆ จะเห็นผิวหน้าหินที่เป็นแผ่นๆ แบบนี้
หินที่ดูเหมือนลอกเป็นแผ่นๆ แบบนี้ เกิดจากน้ำฝนที่ไหลตามผิวหินจนเกิดการกัดเซาะเป็นร่อง บวกกับสภาพอากาศที่กลางวันร้อนจัดและกลางคืนเย็น ทำให้หินขยายและหดตัวซ้ำๆ จนเกิดการแตกร้าวและลอกออกเป็นชั้นๆ ตามธรรมชาติ
เราเดินมาถึง Mala Walk & Ancient Caves เส้นทางมาลาและถ้ำโบราณแล้วค่ะ
Ancient Caves
บริเวณนี้จะเป็นโพรงหินขนาดใหญ่ มันก็เลยถูกใช้เป็นที่พักอาศัยชั่วคราว เอาไว้หลบแดดและประกอบกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันของชาว Anangu และยังเป็นโรงเรียนที่ผู้อาวุโสจะใช้เป็นสถานที่สอนทักษะการเอาชีวิตรอดให้กับเด็กๆ ด้วย
เรายังเห็นร่องรอยภาพวาดของชนพื้นเมืองได้ตามผนังหินเหล่านี้
จุดต่อไปที่ไกด์พาไปดูคือ Tjilpi Pampa Kulpi หรือ Old People's Cave หมายถึงถ้ำของผู้เฒ่า เป็นพื้นที่ที่ผู้อาวุโสจะมาใช้เวลาร่วมกัน
เรายังคงเห็นคราบดำๆ บนเพดาน นี่คือคราบควันไฟจากการใช้ชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองในอดีต
Tjilpi Pampa Kulpi
เดินต่อไปเราจะเจอกับ Kantju Gorge หรือช่องเขา Kantju
เป็นช่องเขาที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำ ด้านในจะมีแอ่งน้ำที่ช่วยกักเก็บน้ำฝนให้ทั้งคน สัตว์ และพืชได้ใช้น้ำร่วมกัน จุดนี้ถือเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ของชนพื้นเมืองเพราะเป็นแหล่งน้ำหลักที่ใช้กันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว
คราบสีดำที่เห็นนี้เกิดจากน้ำฝนจากยอดหินด้านบนที่ตกลงมาสู่ด้านล่าง นานวันเข้าก็เกิดการเจริญเติบโตของสาหร่าย (Algae) ตามแนวที่น้ำไหลผ่านทำให้เกิดเป็นร่องน้ำสีดำขึ้น ซึ่งฝนที่นี่จะตกหนักเป็นช่วงๆ พอฝนตกน้ำก็จะไหลบ่าลงมาตามผิวหิน ทำให้ดูเหมือนน้ำตก ซึ่งจะเกิดแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น นักท่องเที่ยวที่โชคดีมาเวลาที่ฝนตกก็จะได้เห็นการเกิดน้ำตกธรรมชาตินี้
มีตำนานศักดิ์สิทธิ์เล่าว่า บริเวณนี้เป็นสถานที่เกิดการต่อสู้ระหว่าง Kuniya (งูหลามผู้หญิง) และ Liru (งูพิษสีน้ำตาลผู้ชาย) ซึ่งชาวพื้นเมืองเชื่อว่ารอยแตกของหินที่เห็นนั้น คือร่องรอยการต่อสู้ที่เกิดขึ้นนั่นเอง
ภาพด้านล่างอธิบายให้เรารู้ว่า Kapi หรือน้ำ เป็นหัวใจของทุกชีวิตใน Uluru
หลังฝนตก ธรรมชาติที่ดูเงียบสงบจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ทั้งกบ พืช และสิ่งมีชีวิตต่างๆ จะต้องเร่งวงจรชีวิตของตัวเองก่อนที่น้ำจะหายไป สะท้อนให้เห็นว่าน้ำทุกหยดมีค่าและเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและความเชื่อของชาว Anangu
ถ้ำต่อไปที่เราเจอเต็มไปด้วยภาพเขียนสีโบราณ (Rock Art) เป็นรูปสัญลักษณ์ต่างๆ ซึ่งเกี่ยวกับ Tjukurpa หรือเรื่องเล่าการกำเนิดโลก ซึ่งชนพื้นเมืองยังคงใช้สอนลูกหลานมาจนถึงปัจจุบันนี้
Rock Art
ตลอดทางที่เดินเราจะได้เห็นแต่ละด้านของ Uluru ที่มีความแตกต่างกันทั้งรูปร่างและความโค้งมน ยิ่งเวลาแสงแดดส่องกระทบบนเนื้อหินยิ่งเปล่งแสงสีส้มสวยมาก
ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทาง Mala Walk ค่ะ
บริเวณนี้จะมีป้ายบอกเล่าเรื่องราวความเชื่อเกี่ยวกับ Tjukurpa ที่อธิบายถึงการกำเนิดโลก แนวทางการใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติและสถานที่ต่างๆ
เราเดินมาถึงประมาณครึ่งทางแล้วค่ะ ซึ่งเราจะแวะกินอาหารเช้ากันตรงจุดจอดรถตรงนี้
ทัวร์จัดเตรียมอาหารเช้าง่ายๆ ให้พวกเรา มีทั้งผลไม้ ซีเรียล แครกเกอร์ ขนมปัง คุ้กกี้ ชา กาแฟ ซึ่งก็ช่วยให้อิ่มเล็กๆ และมีแรงเดินต่อได้
หลังจากพักกันประมาณครึ่งชั่วโมง เราก็จะไปเดินส่วนที่เหลือกันต่อค่ะ
วันนี้อากาศดีมากๆ แต่ก็ยังมี Bush Fly มากวนใจนิดหน่อย ดีที่เอามุ้งส่วนตัวมาด้วย
เรามาถึงอีกหนึ่ง Highlight ของ Uluru Base Walk แล้วค่ะ ที่นี่คืออีกหนึ่งพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า Kapi Mutitjulu หรือ Mutitjulu Waterhole
ที่นี่คือแหล่งน้ำถาวรทางธรรมชาติที่มีความสำคัญกับทุกชีวิตในพื้นที่นี้ ทำให้สัตว์ป่าและนกนานาชนิดแวะเวียนมาอาศัยและใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำแห่งนี้อยู่เสมอ
Kapi Mutitjulu
นอกจากนั้นยังมีความเชื่อว่าที่นี่เป็นที่อยู่ของ Wanampi หรืองูน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับตำนาน Kuniya ที่เล่าไปก่อนหน้านี้ด้วย
ถือเป็นหนึ่งในจุดที่สวยงามและสงบที่สุดของเส้นทางนี้เลยค่ะ
หลังจากเดินตามเส้นทางต่อไป เราจะเห็นรูปร่างของหินที่ดูแปลกตาขึ้น ลักษณะเป็นลวดลายคล้ายเส้นยาวลงมาเหมือนทางน้ำไหล ซึ่งเกิดจากชั้นหินที่เอียงตัวขึ้นจากแรงดันของเปลือกโลก และถูกกัดเซาะโดยน้ำและลมเป็นเวลานานจนเกิดเป็นลวดลายอย่างที่เห็น สวยมากเลย
หินด้านนี้ดูคล้ายปลาวาฬเลย
จากตรงนี้เราก็เดินกันครบรอบแล้วค่ะ เป็นการเดินที่สนุกมากอีกครั้ง ได้เห็นธรรมชาติที่สวยแปลกตา ได้ฟังเรื่องราวที่น่าสนใจ และได้เดินท่ามกลางอากาศที่เย็นสบายยามเช้า ถึงจะเหนื่อยนิดหน่อยเพราะเดินถึง 10 กิโล แต่สิ่งที่ได้รับคุ้มค่ามากค่ะ
การมา Uluru Base Walk ในวันนี้ทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า Uluru ไม่ได้เป็นเพียงแค่ก้อนหินขนาดใหญ่มหึมา แต่เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความหมายทางวัฒนธรรมและความเชื่อที่ยังคงมีชีวิตอยู่ของชนพื้นเมือง
การได้มาสัมผัสที่นี่ ได้เห็นวิถีชีวิตของชนพื้นเมืองตั้งแต่เมื่อหลายพันปีที่แล้ว ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่าการต้องใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ต้องพึ่งพาธรรมชาติแทบทุกอย่าง ต้องอยู่ในพื้นที่แห้งแล้งและกันดาร ที่ต้องรอคอยว่าเมื่อไหร่ฝนจะตกลงมา เป็นเรื่องที่ยากมาก
แต่ด้วยความเชื่อ ความเคารพ และความผูกพันกับธรรมชาติที่ชาว Anangu มีมาอย่างยาวนาน ทำให้พวกเขาสามารถปรับตัวและดำรงวิถีชีวิตนี้สืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นได้
และหลังจากกลับมาถึงที่พักเราก็พบว่า
รองเท้าถึงกับตุยกันไปเลย
น้องรองเท้าได้ขอลาออกไปแล้วค่ะ ☠️ พื้นรองเท้าร่อนออกมาตอนไหนไม่รู้เลย ดีที่ยังลากมาได้จนจบทริป 😂
ช่วงกลางวันเราแวะไปที่ Arkani Theatre ที่อยู่ในรีสอร์ต เพราะวันนี้เค้ามีกิจกรรมสนุกๆ ให้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับอาหารพื้นเมืองของชาวอะบอริจิน (Bush Food Experience) เพื่อให้เราได้เข้าใจว่าในพื้นที่แห้งแล้งแบบ Uluru นี้ ชนพื้นเมืองสามารถเอาชีวิตรอดได้ยังไง
Bush Food Experience
ซึ่งอาหารก็มีทั้ง พืชป่า เมล็ดพืช สมุนไพร ผลไม้พื้นเมือง ไปจนถึง หนอน และจิ้งจก และสุดท้ายพวกเราได้ชิมด้วย ไม่ได้ชิมจิ้งจกนะ…ชิมผลไม้ค่ะ 😁 เป็นกิจกรรมฆ่าเวลาที่สนุกดี
มาถึงทัวร์สุดท้ายที่เราตั้งใจเอามาไว้ท้ายสุด เพื่อเป็นการบอกลาทริป Red Center ของเรา กับ Wintjiri Wiru Sunset Dinner เป็นทัวร์ที่รวมการชมพระอาทิตย์ตกดิน ทานอาหารเย็นที่เสิร์ฟในตระกร้าปิกนิกน่ารักๆ และชมการแสดง Drone Light Show กลางทะเลทรายค่ะ
รถโรงแรมพาเรามาสถานที่เดิมที่เราเคยมาชม Sunrise Journey จากนั้น พนง. ก็จะเริ่มเสิร์ฟอาหารซึ่งมีทั้งเครื่องดื่ม และ Canapé ที่เป็นของว่างรองท้อง
มากันแบบจุกๆ
พอได้เวลา พนง. ก็มาเชิญแขกไปนั่งชมการแสดงที่อัฒจันทร์ ซึ่งปกติจะต้องเป็นโชว์โดรนนับร้อยลำบินขึ้นสู่ท้องฟ้า และสร้างภาพที่ถ่ายทอดเรื่องราวตามความเชื่อ Tjukurpa พร้อมเสียงบรรยายและดนตรีประกอบ
แต่ปรากฎว่า…วันนั้นลมแรงเกินไปจนโดรนขึ้นไม่ได้ ทีมงานพยายามอยู่หลายรอบมาก และสรุปว่าไม่สามารถบินโดรนได้จริงๆ เลยเหลือแค่การแสดงด้วยแสงสีเสียงแบบ Sunrise Journey ที่เราได้ดูเมื่อวันก่อน 🥲 และเนื่องจากการแสดงนี้เกี่ยวกับ Tjukurpa ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ นักท่องเที่ยวจึงไม่สามารถถ่ายรูปหรือถ่าย VDO การแสดงได้เลย น่าเสียดายไปอี๊ก 😭
มาดูที่เรื่องอาหารกันดีกว่า ทางโรงแรมเตรียม Hamper หรือตะกร้าปิกนิกแบบนี้ให้คนละ 1 ใบ
Hamper น่ารักๆ
ข้างในมีทั้งของคาวของหวานมาให้ครบ เครื่องดื่มก็เติมไม่หยุด ซึ่งก็ช่วยชดเชยความเสียใจที่ไม่ได้ดูโดรนได้เล็กน้อย 😁
ทานไปชมการแสดงไป และยังได้เห็นพระอาทิตย์ที่กำลังค่อยๆ ตกดินอยู่ข้าง Uluru แค่นี้ก็ฟินละค่ะ
แล้วเห็นเป็นตะกร้าเล็กๆ แบบนี้ แต่อาหารให้กันมาจุกๆ เราได้ชิมเนื้อจิงโจ้กับเนื้ออีมูด้วย และได้ค้นพบว่าเนื้อจิงโจ้อร่อยมาก หอมๆ เค็มๆ เหมือนแฮมเลยค่ะ
พอการแสดงจบลง ทุกคนก็ยังคงเพลิดเพลินกับความงามของวิวที่อยู่ตรงหน้า บรรยากาศมันช่างดีจริงๆ
แล้วก็ได้เวลากลับที่พักละค่ะ
วันสุดท้ายเราก็ยังคงต้องตื่นเช้ากันเหมือนเดิมเพราะต้อง Check-out ออกจากโรงแรมตอน 07.30 รถโรงแรมมาส่งนักท่องเที่ยวขึ้นเครื่องบิน พร้อมกับรอรับนักท่องเที่ยวชุดใหม่เข้ามา
สนามบินนี้ถึงจะเล็ก จะเค้าใช้ก๊อกน้ำของ Dyson ด้วยนะ 🤩
บ๊ายบาย Uluru
เป็นยังไงกันบ้างคะกับทริปเที่ยวดินแดนกลางทะเลทราย Red Center ประเทศออสเตรเลียของเรา
ซึ่งในทริปนี้เราได้พาไปทำความรู้จักกับหินยักษ์ Uluru และกลุ่มโดมหิน Kata Tjuta พาไปเดินชมโชว์แสงไฟนับหมื่นดวงที่ Field of Light เดินเทรลเรียกเหงื่อสนุกๆ ที่ Kings Canyon ขึ้นเครื่องบินเล็กชมวิวมุมสูงของแลนด์มาร์กสำคัญๆ รวมถึงเริ่มต้นเช้าวันใหม่กับ Sunrise Journey และปิดท้ายด้วยดินเนอร์พร้อมการแสดงแสงสีเสียงที่ Wintjiri Sunset Dinner
เอาจริงๆ เราก็ไม่คิดมาก่อนว่าการมาเที่ยวครั้งนี้มันจะสมบุกสมบันขนาดนี้ ไม่ว่าจะต้องตื่นแต่เช้าตี 4 ตี 5 เกือบทุกวัน ต้องใช้ชีวิตกลางทะเลทรายร้อนๆ ทีละ 3–4 ชั่วโมง เดินจนรองเท้าพังไปคู่นึง แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่สนุกและคุ้มค่ามากๆ
หวังว่าการเดินทางครั้งนี้จะทำให้ทุกคนได้เห็นเสน่ห์ของดินแดนกลางทะเลทรายแห่งนี้ไปพร้อมกับเรานะคะ
สุดท้าย !!! ใครที่กำลังวางแผนไปเที่ยวทะเลทราย เราได้สรุปอุปกรณ์ที่จำเป็นไว้ให้ในตอน 89/2 แล้ว สามารถกดเข้าไปอ่านในลิงก์ด้านล่างได้เลยค่ะ
เรียนรู้เพิ่มเติม
blockdit.com
[JWanderlust] Kings Canyon เส้นทางไฮไลต์กลางทะเลทรายออสเตรเลีย Chapter 89/2: Kings Canyon Rim Walk in Australia’s Red Centre
Chapter 89/2: Kings Canyon Rim Walk in Australia’s Red Centre
ขอบคุณที่เข้ามาเดินทางด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในการเดินทางครั้งต่อไปนะคะ 😊
ไลฟ์สไตล์
เที่ยวต่างประเทศ
ออสเตรเลีย
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย