Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
MarketThink
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
7 ชั่วโมงที่แล้ว • การตลาด
สรุป “Marketing 7.0” การตลาดยุคใหม่ ยุค AI ที่แบรนด์จะชนะได้ ต้อง “เข้าใจคน”
Marketing 7.0 คือแนวคิดการตลาดในยุคล่าสุด ที่คิดค้นขึ้นโดย Philip Kotler ในปี 2026 นี้ โดยมาในคอนเซปต์หลักคือ Mind-Centric Marketing หรือการตลาดที่เน้นการเข้าถึงจิตใจของคน
แล้ว Marketing 7.0 จะมีรายละเอียดอะไรที่น่าสนใจบ้าง ? MarketThink สรุปให้อ่านในโพสต์นี้
ก่อนอื่น เรามาทบทวนกันก่อนว่าการตลาดในแต่ละยุค ตั้งแต่ Marketing 1.0 เป็นต้นมา ให้ความสำคัญในเรื่องใดบ้าง
- Marketing 1.0
เป็นการตลาดที่เน้นผลิตภัณฑ์เป็นหลัก (Product Centric) ขับเคลื่อนด้วยการผลิตและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์ไปสู่ผู้บริโภค
- Marketing 2.0
เป็นการตลาดในยุคที่ 2 ที่ไม่ได้เน้นแค่ผลิตภัณฑ์เป็นหลักอีกต่อไป แต่หันไปเน้นให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง คือไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่เน้นการตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากขึ้น
- Marketing 3.0
เป็นการตลาดที่ให้ความสำคัญกับความเป็น “มนุษย์” ของลูกค้า ซึ่งมีทั้งความคิด จิตใจ และจิตวิญญาณ เริ่มเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ต ในขณะที่แบรนด์ในยุคนี้เริ่มให้ความสำคัญกับสังคม และความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น
- Marketing 4.0
เป็นการตลาดในยุค Digital Marketing เน้นการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ และการใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่เอื้อต่อการแชร์ต่อ
- Marketing 5.0
เป็นการตลาดในยุค AI เพื่อทำการตลาดแบบ Personalized สำหรับลูกค้าแต่ละคน แบบเรียลไทม์
- Marketing 6.0
เป็นการตลาดในยุค Immersive Marketing ที่เน้นการสร้างประสบการณ์ที่ผสานโลกจริงและโลกเสมือนเข้าด้วยกัน โดยใช้เทคโนโลยีอย่าง AR, VR และ IoT เพื่อสร้างประสบการณ์แบบหลายสัมผัส
และในปี 2026 นี้ เราอยู่กันใน Marketing 7.0 ซึ่งเป็นแนวคิดการตลาดในยุคล่าสุด ที่ว่าด้วยแนวคิด Mind-Centric Marketing หรือการตลาดที่เน้นการเข้าถึงจิตใจของคน
โดยแนวคิดการตลาด Marketing 7.0 ในยุคล่าสุด มีที่มาจากหนังสือ Marketing 7.0 ที่ Philip Kotler บิดาแห่งการตลาดระดับโลก เขียนร่วมกับ Hermawan Kartajaya และ Iwan Setiawan
ในหนังสือเล่มนี้ ได้อธิบายนิยามของ Marketing 7.0 ไว้ว่า เป็นการตลาดที่ต่อยอดมาจาก Marketing 1.0 - 6.0 ในยุคก่อน โดยผสานการใช้เทคโนโลยี AI และ Immersive เข้ากับหลักพฤติกรรมศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรม และเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง
โดยในตอนต้นของหนังสือ ได้พูดถึงความท้าทาย ที่นักการตลาดกำลังพบ ในยุค Marketing 7.0 ไม่ว่าจะเป็น
- ความท้าทายที่เกิดขึ้นจาก AI
นักการตลาดในยุคนี้ พึ่งพา AI มากเกินไป จนมีความเสี่ยงสูญเสียทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ และความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ไม่มี
- ความท้าทายจากการทำ Performance Marketing
หรือการตลาดที่เน้นประสิทธิภาพ เน้นยอดขายที่วัดผลได้จริง จนหลงลืมการสร้างแบรนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
รวมถึงยังเกิดปัญหาค่าโฆษณาที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ และลูกค้าในปัจจุบันมีพฤติกรรมการซื้อที่น่าเป็นห่วง เพราะจะซื้อเมื่อมีโปรโมชันเท่านั้น
1
- ความท้าทายจากพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป
ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันลูกค้ามองข้ามคอนเทนต์ที่ดูรู้ว่าเป็นคอนเทนต์การตลาด ไม่สนใจโฆษณาอีกต่อไปแล้ว
ลูกค้าติดอยู่ใน Echo Chamber ของตัวเอง กลายเป็นการรวมกลุ่มคนย่อย ๆ ที่มีความชอบแบบเดียวกัน การใช้ Influencer ที่มีผู้ติดตามมาก ๆ จึงอาจไม่ได้ผลอีกต่อไป
ซึ่งจากตัวอย่างความท้าทายที่มีต่อการตลาดที่เกิดขึ้น Marketing 7.0 จึงให้ความสำคัญไปกับการเข้าถึงจิตใจของคน มากกว่าการตลาดในยุคก่อน ๆ หรือเรียกว่า “Mind-Centric Marketing”
โดยเนื้อหาหลักของ Marketing 7.0 ในหนังสือเล่มนี้ จะแบ่งออกเป็นหลายส่วนสำคัญ ได้แก่
The Cognitive Compass
เป็นแนวคิดสำคัญของ Marketing 7.0 ของ Philip Kotler ว่าด้วยการทำความเข้าใจและเข้าถึงจิตใจของคน เพื่อใช้ในการวางแผนการตลาด
โดยในแนวคิดนี้ ได้พูดถึงเฟรมเวิร์กที่น่าสนใจ คือ The Cognitive Map เป็น Funnel ที่ใช้ทำความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่
- The Attention Triggers คือ อะไรที่ดึงดูดความสนใจได้ทันที
- The Social Connectors คือ อะไรที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกเชื่อถือ และสะท้อนตัวตน
- The Reward Motivators คือ อะไรที่กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อ
The Stimuli Quadrants
ส่วนถัดมาเป็นการทำความเข้าใจสิ่งเร้า ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของคน และมีอิทธิพลต่อการทำการตลาด โดยเรียกว่า The Stimuli Quadrants ซึ่งมีองค์ประกอบหลักทั้งหมด 4 ส่วน ได้แก่
1. Brand Storytelling
การใช้กลยุทธ์ Storytelling หรือการเล่าเรื่องราวของแบรนด์ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจของลูกค้า โดยแบ่งออกเป็น 3 กรณี คือ
- Attention-Decision การเล่าเรื่องแบบกระชับ ใช้สำหรับสินค้าที่ตัดสินใจซื้อง่าย
- Conflict-Resolution การเล่าเรื่องสร้างปมให้ขัดแย้ง สร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ โดยให้ลูกค้าเป็นตัวเอกที่ผ่านอุปสรรคโดยมีแบรนด์เป็นผู้ช่วย
- Pain-Gain การเล่าเรื่องที่เน้นการเปรียบเทียบ เหมาะกับสินค้าที่ต้องใช้เหตุผลสูง
2. Value Proposition
เป็นการใช้ “คุณค่า” เป็นปัจจัยกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ โดยมีความเกี่ยวข้องกับจิตวิทยาต่าง ๆ เช่น
1
- Loss Aversion ใช้ความกลัวการสูญเสียมากระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อ
- Halo Effect อคติทางความคิด ที่ทำให้ลูกค้าอนุมานว่าสินค้าของเราดี
3. Selling Approach
ใช้กลยุทธ์การเสนอขาย ที่เรียกว่า SELL ได้แก่
- Signal Credibility สร้างความน่าเชื่อถือ
- Elevate the Pitch สร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับเป้าหมาย
- Lessen Doubt ลดความลังเล และปิดจุดเสี่ยง
- Lead to Action วางขั้นตอนที่ชัดเจนให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
4. Customer Experience
ใน Marketing 7.0 แนะนำให้สร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า เป็นหนึ่งในสิ่งเร้าที่กระตุ้นการตัดสินใจของลูกค้า
หลักการสำคัญคือ ให้ทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เพื่อเปลี่ยนจากความรู้สึก “ประหยัดเวลา” เป็น “การใช้เวลาอย่างคุ้มค่า” โดยแบ่งออกเป็น
- การสร้าง Wow Moments เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า
- ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อกระตุ้นประสบการณ์ และสร้างความประทับใจให้แบรนด์ เช่น การออกแบบเสียงและกลิ่นให้กับแบรนด์ เพื่อสร้างเอกลักษณ์
- ออกแบบประสบการณ์ที่แชร์ต่อได้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกมีตัวตนในสังคม และถ่ายทอดต่อไปยังคนอื่น ๆ ได้
ทั้งหมดนี้ก็คือ การสรุปเนื้อหาเบื้องต้นจากหนังสือ Marketing 7.0 ของ Philip Kotler บิดาแห่งการตลาดระดับโลก ที่พูดถึงการตลาดในยุค Mind-Centric Marketing หรือการตลาดที่เน้นการเข้าถึงจิตใจของคน
marketing
การตลาด
31 บันทึก
17
39
31
17
39
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย