เป็น “ซึมเศร้า” ก็รักษาได้

Volume : ฉบับที่ 60 เดือนเมษายน 2569
Column : Health Station
Writer Name : นพ.กานต์ จำรูญโรจน์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
โรคซึมเศร้า ไม่ใช่ความอ่อนแอทางจิตใจ และไม่ใช่เพียงอารมณ์เศร้าชั่วครั้งชั่วคราวที่แค่ “ทำใจให้สบาย” ก็หายได้ แต่ทางการแพทย์ โรคซึมเศร้าคือ ภาวะที่อารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจนเป็นกลุ่มอาการที่ผิดปกติไปจากเดิมของผู้ป่วย เป็นอยู่นานติดต่อกัน และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตด้านต่าง ๆ อย่างชัดเจน โดยมีเหตุปัจจัยสำคัญมาจากผลรวมของทั้งร่างกาย จิตใจ และสภาพแวดล้อม
ข่าวดีก็คือ แม้โรคซึมเศร้าจะเป็นโรคเรื้อรัง แต่ก็สามารถรักษาให้หายหรืออาการลดน้อยลงจนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ ซึ่งแนวทางการรักษาในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้
1. การป้องกันโรคซึมเศร้า
การป้องกันโรคซึมเศร้ามีความสำคัญอย่างมากไม่น้อยไปกว่าการรักษา การป้องกันไม่ใช่การพยายามไม่ให้มีความเศร้า แต่คือการสร้างเสริม ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (resilience) เพื่อให้ใจเรารับมือกับความเครียดซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นการเกิดโรคซึมเศร้าได้อย่างเหมาะสม
• ฝึกสังเกตร่างกายและจิตใจตนเอง (check-in) รับรู้อาการทางกาย อารมณ์ และความคิด เพื่อดูแลตนเอง ในส่วนที่สามารถทำได้ และเรียนรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ ด้วยใจที่เปิดรับ
• สร้างสายสัมพันธ์ทางสังคม (social connection) ที่ช่วยเหลือเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน
• หมั่นดูแลตนเอง (self-care) ทั้งทางกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ เช่น ออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจ นอนหลับให้เพียงพอ สื่อสารกับคนที่รัก และเชื่อมโยงกับสิ่งที่จิตใจให้คุณค่าความสำคัญ
• หลีกเลี่ยงสิ่งเสพติด เช่น สุรา ยาเสพติด และการติดเชิงพฤติกรรม (การพนัน อินเทอร์เน็ต สื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น) สิ่งเหล่านี้อาจดูเหมือนช่วยให้ผ่อนคลายในระยะสั้น แต่ถ้าทำเป็นประจำจนติดในระยะยาว สุขภาพจิตจะถดถอยลง
2. การรักษาด้วยยา
การรักษาในปัจจุบันโดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการระดับปานกลางถึงรุนแรง คือการใช้ยาต้านเศร้า (antidepressants) เพื่อปรับสมดุลสารสื่อประสาทในสมอง เช่น serotonin, norepinephrine และ dopamine ช่วยปรับการทำงานของสมองให้สามารถควบคุมอารมณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ในปัจจุบันยาต้านเศร้ามีหลายชนิด และหลายกลไกการออกฤทธิ์ ทั้งนี้ยาไม่ได้ออกฤทธิ์ทันที โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นผลชัดเจนใน 2-4 สัปดาห์ ดังนั้นความอดทนในช่วงแรกจึงสำคัญมาก และหากผู้ป่วยอาการดีขึ้นหลังกินยา ก็ห้ามหยุดยาเองโดยฉับพลัน เพราะอาจทำให้เกิดอาการถอนยาหรืออาการโรคซึมเศร้ากลับมาเป็นซ้ำได้ การปรับลดหรือหยุดกินยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของจิตแพทย์เท่านั้น
3. การทำจิตบำบัด
การทำจิตบำบัด เปรียบเสมือนการเข้ารับการรักษาบาดแผลทางกายเวลาประสบอุบัติเหตุ เพียงแต่สำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้านั้น บาดแผลสำคัญคือบาดแผลทางใจ ซึ่งการสำรวจบาดแผล ล้างแผล ดูแลรักษาแผลร่วมกันระหว่างผู้ป่วยและนักจิตบำบัด (อาจเป็นจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้ที่ผ่านการรับรองการทำจิตบำบัด) โดยผ่านการพูดคุย ทำแบบฝึกหัดทางจิตใจ และนำไปฝึกปฏิบัติในชีวิตประจำวัน จะช่วยเยียวยาโรคซึมเศร้าได้
4. นวัตกรรมการรักษาสำหรับโรคซึมเศร้าที่ยากแก่การรักษา
ในกรณีที่รักษาเบื้องต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น การแพทย์ปัจจุบันมีีนวัตกรรมที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เช่น
• การใช้ยาร่วมกันมากกว่า 1 ชนิด ร่วมกับการทำจิตบำบัด หากผู้ป่วยกินยาต้านเศร้าชนิดหนึ่งแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น นี่เป็นเรื่องที่พบได้ในการรักษา ในทางการแพทย์มีตัวเลือกยาต้านเศร้าหลายชนิด และสามารถใช้ยามากกว่า 1 ชนิดร่วมกันได้ พร้อมทั้งทำจิตบำบัด ซึ่งจะช่วยให้ผลการรักษาดียิ่งขึ้น ทั้งนี้การกินยาต้านเศร้าต้องอยู่ภายใต้ การดูแลของจิตแพทย์ นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการพัฒนายาชนิดใหม่ ๆ เพื่อรักษาโรคซึมเศร้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
• Electroconvulsive Therapy (ECT) การรักษาด้วยการกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีความปลอดภัยสูงมาก และใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูง
• Transcranial Magnetic Stimulation (TMS) การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระตุ้นสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่เจ็บและไม่ต้องดมยาสลบ
5. การดูแลเชิงสังคม
สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อจิตใจและสุขภาพจิตอย่างมาก การป้องกันและดูแลรักษาโรคซึมเศร้าจะประสบความสำเร็จมากขึ้น หากสังคมส่งเสริมด้านต่าง ๆ เหล่านี้
• สร้างสังคมที่รับฟังโดยลดการตัดสิน ไม่จำเป็นต้องรีบหาทางออกแก้ไขปัญหาให้เสมอไป เพียงคอยรับฟังซึ่งกันและกันว่ารู้สึกอย่างไรบ้างก็เพียงพอแล้ว หลีกเลี่ยงการตัดสิน เปรียบเทียบ ส่งเสริมการเปิดรับความแตกต่างให้มากขึ้น
• สังเกตสัญญาณเตือนความเสี่ยงการฆ่าตัวตายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เช่น หากผู้ป่วยพูดเรื่องความตาย หรือการสั่งเสีย แนะนำให้เข้าไปถามไถ่ และพูดคุย เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัยที่จะเล่าความทุกข์ในใจ การถามเกี่ยวกับความอยากฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตนเองไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยอยากทำมากขึ้น ในทางกลับกันผู้ป่วยมักรู้สึกว่ามีคนข้าง ๆ ที่พร้อมที่จะรับฟังและช่วยเหลือ และหากรู้สึกว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ให้พาผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในที่ที่สะดวกทันที
• สังคมไทยควรลดตราบาปของโรคซึมเศร้า ไม่เรียกผู้ป่วยว่า “บ้า” หรือ “เรียกร้องความสนใจ” การเจ็บป่วยทางใจก็เหมือนการเป็นโรคทางกาย คือเป็นเรื่องสุขภาพที่ควรดูแลรักษาซึ่งเกิดได้กับทุกคน
• ในที่ทำงานขององค์กรต่าง ๆ ควรสนับสนุนเรื่องการดูแลสุขภาวะ โดยเฉพาะทางจิตใจ หรือสวัสดิการที่ครอบคลุมการรับบริการทางสุขภาพจิต เพื่อให้บุคลากรเข้าถึงการดูแลได้สะดวก
• การร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมทางกายภาพของชุมชนที่อยู่ก็มีความสำคัญอย่างมาก เพราะความเครียดไม่ได้มาจากเพียงปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ แต่ยังมาจากเรื่องอื่น ๆ เช่น มลภาวะ สภาพอากาศแปรปรวนอย่างสุดขั้ว การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ
การรักษาโรคซึมเศร้าหลาย ๆ วิธีนั้นอยู่ในสิทธิการรักษาประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ประกันสังคม และสิทธิข้าราชการ ดังนั้น สามารถเข้ารับการรักษาได้โดยแทบไม่มีค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลตามสิทธิ นอกจากนี้ยังมีช่องทางอื่น ๆ เพื่อขอรับความช่วยเหลือ เช่น สายด่วนสุขภาพจิต 1323 แอปพลิเคชันและทางเลือกใหม่ และกลุ่มช่วยเหลือต่าง ๆ
เมื่อเราดูแลตัวเอง ร่วมกับการรักษาทางการแพทย์ และร่วมกันสร้างสังคมที่สนับสนุนดูแลซึ่งกันและกัน ปัญหาจากโรคซึมเศร้าจะลดลงอย่างแน่นอน
โฆษณา