Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
6 พ.ค. เวลา 15:35 • ธุรกิจ
🛑 ทำไม “คนเก่ง” ถึงไปไม่สุด?
เมื่อ Talent กลายเป็นทั้ง “คอขวด” และ “ยาพิษ” ขององค์กร
ในโลกการทำงาน เรามักได้ยินประโยคคลาสสิกว่า
“องค์กรจะโตได้ ต้องมีคนเก่ง”
ผู้บริหารและ HR จึงทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อดึงดูด Top Talent
แต่ความจริงที่เจ็บกว่านั้นคือ…
องค์กรจำนวนมากไม่ได้แพ้ เพราะไม่มีคนเก่ง
แต่แพ้ เพราะ “มีคนเก่ง…ที่ไปต่อไม่ได้”
และบางครั้ง คนกลุ่มนี้เอง กลับกลายเป็น “คอขวด” ที่ทำให้องค์กรหยุดโต
คำถามสำคัญ คือ
“Talent ของเรากำลังขยายองค์กร…หรือกำลังกดมันไว้?”
====
🐺 1. เก่งแบบ “ศูนย์กลางจักรวาล”
คนเก่งจำนวนมากเติบโตมาจากการเป็น Star Performer
พวกเขาเคยชนะ…เพราะ “ทำเองเก่ง”
แต่เมื่อบทบาทเปลี่ยนเป็นต้องทำงานผ่านคนอื่น
จุดแข็งเดิม กลับกลายเป็นข้อจำกัด
พฤติกรรมที่เห็นชัด
* ไม่ไว้ใจทีม → เพราะไม่มีใครทำได้ “ดีเท่าเรา”
* Micromanage → ลงไปควบคุมทุก detail
* แย่งงาน → เพราะคิดว่าทำเองเร็วกว่า
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
* ทีมช้าลง เพราะทุกอย่างต้องผ่านคนเดียว
* ทีมไม่เติบโต เพราะไม่มี ownership
* ตัวคนเก่งเอง Burnout เพราะแบกทุกอย่าง
สุดท้าย
คนเก่งไม่ได้ทำให้องค์กรเร็วขึ้น
แต่ทำให้องค์กร “ติดคอขวด” อยู่ที่ตัวเขาเอง
====
📉 2. ชนะรายแมตช์…แต่แพ้ทั้งฤดูกาล
คนเก่งที่ทำงานคนเดียว มักสร้างผลงานได้ดีในระยะสั้น
แต่ในเกมระยะยาว
"Solo Player มีเพดานเสมอ"
ในระดับองค์กร ความสำเร็จไม่ได้มาจากคนที่เก่งที่สุด
แต่มาจาก “ระบบที่ทำให้คนจำนวนมากเก่งขึ้นพร้อมกัน”
คนที่ไปได้สุดทาง จึงไม่ใช่คนที่ “เก่งที่สุด”
แต่คือคนที่เปลี่ยนบทบาทจาก
ผู้เล่น → เป็น “ผู้ออกแบบทีม”
ถ้าคุณยังชนะด้วยตัวเอง
คุณกำลังชนะในเกมเล็ก
แต่กำลังแพ้ในเกมใหญ่
====
🎭 3. เก่ง…แต่ “เลือกปฏิบัติ”
หนึ่งในพฤติกรรมที่อันตรายที่สุดของคนเก่ง คือ
“Kiss up, kick down”
รูปแบบที่พบ
* ดีเฉพาะกับผู้มีอำนาจ
* ก้าวร้าวกับคนที่ไม่มี power
* ไม่ให้เกียรติทีม หรือหน้างาน
ผลลัพธ์ระยะสั้น
* ได้ visibility
* ได้โอกาส
แต่ระยะยาว
* สูญเสีย Trust จากทั้งระบบ
* ไม่มีคน support เวลาพลาด
* ทีมไม่อยากร่วมงาน
ในโลกองค์กร
Skill ทำให้คุณโตได้
แต่ Trust เท่านั้น ที่ทำให้คุณ “ยืนระยะได้”
====
🧠 4. กับดัก “น้ำเต็มแก้ว”
ศัตรูของคนเก่ง ไม่ใช่ความล้มเหลว
แต่คือ “ความสำเร็จในอดีต”
คนที่เคยชนะ จะเริ่มเชื่อว่า
* วิธีเดิมคือวิธีที่ถูก
* ประสบการณ์ > แนวคิดใหม่
แต่ในโลกปี 2026
ความรู้มีอายุสั้นลงอย่างน่ากลัว
โดยเฉพาะในยุค AI ที่เปลี่ยนเกมทุกไตรมาส
คนที่หยุดเรียนรู้ = คนที่กำลังถอยหลัง
และสิ่งที่โหดร้ายที่สุดคือ
คนที่เคยเก่งมาก…จะถูกแซงเร็วที่สุด
ถ้าเขาไม่ยอม “เริ่มใหม่อีกครั้ง”
====
☠️ 5. ยาพิษในคราบคนเก่ง
นี่คือประเภทที่องค์กรระดับโลก “ไม่ยอมรับ” มากที่สุด
High Performance + Zero Integrity
พฤติกรรม
* ใช้ความเก่งเอาเปรียบคนอื่น
* เล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง
* สร้างบรรยากาศ Toxic
ต้นทุนที่แท้จริง
* คนดีลาออก
* ทีมแตก
* Culture พัง
องค์กรอย่าง Netflix มีหลักชัดเจนว่า
“No Brilliant Jerks”
เพราะคนเก่งที่เป็นพิษ 1 คน
อาจทำให้องค์กรเสียคนดี 10 คน
====
📌 ตัวอย่างเมื่อ “คนเก่ง” กลายเป็นคอขวดของทั้งองค์กร
องค์กรไทยขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เคยดึง Top Performer จากบริษัทชั้นนำเข้ามาเป็นหัวหน้าทีม Transformation
ในช่วง 6 เดือนแรก ผลลัพธ์ดูยอดเยี่ยม
* งานเร็วขึ้น
* Presentation คมขึ้น
* ผู้บริหารพอใจมาก
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเงียบๆ คือ
* ทุกการตัดสินใจต้องผ่านคนคนเดียว
* ทีมเริ่มไม่กล้าคิดเอง
* คนเก่งในทีมทยอยลาออก
เพราะหัวหน้าคนนี้เชื่อว่า
“ถ้าจะให้ดี ต้องผ่านมือฉันก่อน”
สุดท้ายองค์กรเริ่มติดปัญหาแปลกๆ
* งานทุกอย่างเร็วในช่วงต้น…แต่ scale ไม่ได้
* ทีมเหนื่อย แต่ไม่โต
* และเมื่อคนคนนั้นลาพักหรือเปลี่ยนงาน ระบบทั้งระบบ “ชะงักทันที”
ในอีกมุมหนึ่ง Startup ขนาดเล็กแห่งหนึ่ง กลับเลือกสร้างทีมต่างออกไป
Founder ไม่ได้พยายามเป็น “คนเก่งที่สุด” ในห้อง
แต่พยายามสร้าง environment ที่ทุกคน “กล้าตัดสินใจ”
แม้ทีมจะไม่ได้มี superstar มากนัก
แต่ระบบกลับ scale ได้เร็วกว่า เพราะความรู้และอำนาจไม่ได้กระจุกอยู่ที่คนเดียว
สององค์กรนี้ต่างกันตรงไหน?
ไม่ใช่เรื่อง IQ
แต่คือ “วิธีมองความเก่ง”
องค์กรแรกมอง Talent เป็น Hero
แต่องค์กรหลังมอง Talent เป็น “ตัวเร่งให้ทั้งระบบเก่งขึ้น”
และนี่คือ controversial truth ที่ผู้บริหารจำนวนมากไม่อยากยอมรับ
"คนเก่งที่ไม่สร้างคนอื่น"
สุดท้ายอาจไม่ใช่ Asset
แต่คือ “Single Point of Failure” ของทั้งองค์กร
====
🚀 จาก Star Performer → Value Multiplier?
การเป็นคนเก่ง คือ “ใบเบิกทาง”
แต่ไม่ใช่ “คำตอบสุดท้าย”
คนที่ไปได้ไกลจริง คือคนที่
* ทำให้ทีมเก่งขึ้น
* สร้างระบบที่ scale ได้
* และยกระดับคนรอบตัว
✨ โลกไม่ได้ต้องการคนที่บอกว่า
“ฉันเก่งที่สุดในห้องนี้” แต่ต้องการคนที่ทำให้ “ทุกคนในห้องนี้เก่งขึ้น”
อย่าปล่อยให้ความเก่งของคุณ
กลายเป็น “เพดาน” ที่กดทั้งตัวเองและองค์กร
#วันละเรื่องสองเรื่อง #ExecutiveMindset #TalentManagement #Leadership #OrganizationalBehavior #FutureOfWork
====
📚 Source / Reference
* “Talent wins games, but teamwork and intelligence win championships.” (Michael Jordan): วาทะคลาสสิกที่อธิบายถึงขีดจำกัดของความสามารถเฉพาะตัว (Individual Talent) เมื่อเทียบกับพลังของการทำงานเป็นทีม (Team Synergy) ในการบรรลุเป้าหมายระยะยาว
* No Brilliant Jerks (Netflix Culture): นโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคลอันโด่งดังของ Netflix ที่ชี้ชัดว่า องค์กรยอมสูญเสียพนักงานที่เก่งกาจระดับท็อป (High Performers) หากพนักงานคนนั้นมีพฤติกรรมที่เป็นพิษต่อเพื่อนร่วมงานและวัฒนธรรมองค์กร
* Fixed Mindset vs Growth Mindset (Carol Dweck): ทฤษฎีกรอบความคิดของมนุษย์จากมหาวิทยาลัย Stanford ที่อธิบายถึงกับดักของคนเก่งที่ยึดติดกับความสามารถเดิม (น้ำเต็มแก้ว) ซึ่งจะพ่ายแพ้ให้กับผู้ที่มีความเชื่อว่าศักยภาพสามารถพัฒนาได้ตลอดเวลา
วัฒนธรรมองค์กร
ผู้นำ
hr
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย