14 พ.ค. เวลา 08:01 • ไลฟ์สไตล์

เรากำลังโกหกตัวเองอยู่หรือไม่?

ในบางสถานการณ์ที่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ได้เป็นไปตามความเชื่อที่เราคิดไว้แต่ต้น ผลักดันให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด(Cognitive dissonance) ซึ่งหากเราเลือกที่จะฝืนหลอกตัวเองต่อไป อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายตามมาได้
หนังสือ Mistakes Were Made (But Not by Me) ของ Carol Tavris อาจจะเป็นคู่มือที่อธิบายพฤติกรรมนี้ของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด โดยเฉพาะในตลาดการเงิน ที่ความเสียหายจำนวนมากไม่ได้เกิดจากข้อมูลที่ไม่เพียงพอ แต่เกิดจากการที่มนุษย์เราไม่อยากยอมรับว่าตัวเองผิดพลาดมากกว่า
# นักลงทุนไม่ได้แพ้ตลาดเสมอไป แต่อาจแพ้ Ego ของตัวเอง
นักลงทุนจำนวนมากมักมีการเริ่มต้นที่ดี ทั้งการศึกษางบการเงิน วิเคราะห์อุตสาหกรรม การสร้าง thesis อย่างรอบคอบ แต่หลังจากลงทุนไปแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ หุ้นตัวนั้นไม่ได้เป็นแค่ “สินทรัพย์” มันเริ่มกลายเป็น ความเชื่อ ศักดิ์ศรี ตัวตน หลักฐานว่าตัวเองฉลาดกว่าผู้อื่น
และเมื่อราคาหุ้นสวนทางกับความเชื่อ ความเจ็บปวดที่เกิดจึงไม่ได้มาจากการขาดทุน แต่คือการโทษตัวเองว่าเราอาจคิดผิดมาตั้งแต่ต้น
# ตลาดหุ้นคือสนามทดสอบ Cognitive Dissonance
แนวคิดหลักของหนังสือเล่มนี้ คือ “cognitive dissonance” หรือภาวะที่ความเชื่อกับความจริงขัดแย้งกัน
นักลงทุนทุกคนเคยเจอสถานการณ์นี้:
เชื่อว่าหุ้นดี → แต่ราคาลง
เชื่อว่าผู้บริหารเก่ง → แต่งบเริ่มแย่
เชื่อว่า valuation ถูก → แต่ธุรกิจเสื่อมถอย
ในช่วงเวลานั้น นักลงทุนมีสองทางเลือก
  • ​ทางแรก : ปรับความเชื่อให้เข้ากับความจริง
ยอมรับว่า thesis อาจผิด ประเมินผิดพลาด หรือ ตลาดเห็นบางอย่างก่อนเรา
ซึ่งทางเลือกนี้ เป็นทางเลือกที่เจ็บปวดต่อ ego เป็นอย่างมาก
  • ​ทางที่สอง : ปรับ "คำอธิบาย" เพื่อปกป้องตนเอง
การสร้างคำแก้ตัว เช่น รายย่อย panic เอง,
ตลาดยังไม่เข้าใจ, เดี๋ยวก็กลับมา, VI ต้องอดทน, ยิ่งลงยิ่งถูก ซึ่งบางครั้งประโยคเหล่านี้อาจจะถูกก็จริง แต่ปัญหาคือนักลงทุนจำนวนมากใช้มันเพื่อปกป้อง ego จนลืมค้นหาว่าความจริงคืออะไร
# ความผิดพลาดใหญ่ มักเริ่มจากการไม่ยอมรับผิดเล็ก ๆ
การขาดทุนหนักๆไม่ได้เกิดจากการวิเคราะห์พลาดครั้งแรก แต่เกิดจากการปฏิเสธว่าตัวเองอาจพลาด
นักลงทุนจึงมัก
average down โดยไม่ทบทวน thesis
อ่านเฉพาะบทวิเคราะห์ที่สนับสนุนตัวเอง
ปิดกั้นความเห็นต่าง
ยึดติดกับราคาเดิม
เปลี่ยน “การลงทุน” เป็น “การปกป้องศักดิ์ศรี”
ซึ่งสิ่งนี้อันตรายมากในตลาดทุน เพราะตลาดไม่เคยสน ego ของใคร
# ยิ่งลงทุนลงแรงมาก ยิ่งยอมรับผิดยาก
นี่คือเหตุผลที่หุ้นบางตัวกลายเป็น “หลักยึดเหนี่ยวจิตใจ” เมื่อคนถือมาหลายปี, เชียร์ให้คนรอบข้างซื้อตาม, ทุ่มเวลาศึกษาอย่างมหาศาล หรือผูกชื่อเสียงตนเองกับหุ้นตัวนั้น
การขายออกจึงไม่ใช่แค่การขายหุ้นแต่มันคือการยอมรับว่าตัวเองผิดพลาด
มนุษย์จึงมักเลือก “รักษาภาพลักษณ์ตัวเอง” แทน “รักษาเงินทุน”
# นักลงทุนที่เก่งจริง ไม่ได้แม่นเสมอไป
คุณสมบัติสำคัญที่นักลงทุนระดับโลกหลายคนมีร่วมกัน คือ เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว เมื่อข้อมูลเปลี่ยนแปลงไป
เช่น Charlie Munger เคยพูดว่า:
“คนที่ฉลาดที่สุด คือคนที่ทำลายความเชื่อเดิมของตัวเองได้”
เพราะในโลกการลงทุน ความสามารถที่สำคัญไม่ใช่การทำถูกตลอด แต่คือการรู้ว่าเมื่อไหร่ตัวเองผิดพลาดและลดขนาดความเสียหายได้เร็วพอ
# ตลาดให้รางวัลกับความจริง ไม่ใช่ความมั่นใจ
หลายครั้ง นักลงทุนที่มั่นใจที่สุด อาจเป็นคนที่เสี่ยงที่สุด เพราะความมั่นใจสูง มักทำให้ใช้ leverage มากเกินไป, ไม่ใช้การ hedge เพื่อป้องกันพอร์ต, ไม่รับฟังความเห็นต่าง
ในทางกลับกัน นักลงทุนที่อยู่รอดยาวนาน มักมีลักษณะตรงข้าม คือ ถ่อมตัวต่อความไม่แน่นอน, เปิดรับข้อมูลใหม่, พร้อมยอมรับความผิดพลาด
# บทเรียนสำคัญที่สุด
ตลาดทุนไม่ได้ลงโทษคนที่ผิดเสมอไป เพราะทุกคนผิดพลาดได้ แต่ตลาดมักลงโทษคนที่ “ต้องการเป็นคนถูก” มากเกินไป
เมื่อ ego ใหญ่กว่าความจริง นักลงทุนจะเริ่มบิดข้อมูล, หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง, ปฏิเสธความเสี่ยง และเพิ่มเดิมพันเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองถูก
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความเสียหายครั้งใหญ่
สุดท้ายแล้วศัตรูที่อันตรายที่สุดของนักลงทุน
จึงไม่ใช่ตลาด แต่คือกลไกปกป้อง ego ภายในของตนเอง
โฆษณา