25 พ.ค. เวลา 06:14 • ประวัติศาสตร์

ตอนที่ 37 ยุทธการอังการา (1402): มหาศึกสั่นสะท้าน การแปรพักตร์ และหายนะของ อัสนีบาต

ยุทธการอังการา เกิดขึ้นในวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1402 ที่ทุ่งทชูบุค (Çubuk) ใกล้เมืองอังการา (เมืองหลวงของตุรกีในปัจจุบัน) เป็นการปะทะกันระหว่าง
2
จักรวรรดิติมูริด นำโดย จอมพิชิตไร้พ่าย "ติมูร์เลง" (Timur) และ จักรวรรดิออตโตมัน นำโดย สุลต่านบาเยซิดที่ 1 "อัศนีบาต" นี่คือการปะทะสงครามระดับมหาอำนาจที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งทวีปเอเชียและยุโรป
🚩 สาเหตุแห่งยุทธการ
สงครามนี้ไม่ได้เกิดจากการแย่งชิงดินแดนโดยตรง แต่เกิดจาก "อัตตาและศักดิ์ศรี" และนโยบายการและพื้นที่ขยายอำนาจที่ทับซ้อนกัน
3
🟧 สุลต่านบาเยซิดให้ที่ลี้ภัยแก่ศัตรูของติมูร์ (เช่น ผู้นำเผ่าแกะดำ) ในขณะที่ติมูร์ก็รับอุปถัมภ์เจ้าเมืองชาวเติร์กในอนาโตเลียที่ถูกบาเยซิดยึดอำนาจมา นั้นนำไปสู่การทูตผ่านจดหมาย
🟧 ทั้งสองฝ่ายตอบโต้กันด้วยจดหมายที่รุนแรง ติมูร์เตือนบาเยซิดอย่าโอหังและให้ส่งตัวผู้ลี้ภัยมา บาเยซิดตอบกลับด้วยการด่าทอไปถึงภรรยาของติมูร์ และท้าทายให้ยกทัพมาเจอกัน
🟧 ฝั่งของติมูร์มีเมกะโปรเจคใหญ่ที่จะยกทัพไปตี "ราชวงศ์หมิง" (ตรงกับสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ) ของจีน แต่เขาต้องแน่ใจก่อนว่าแนวหลังทางทิศตะวันตก (ออตโตมัน) จะไม่เป็นภัยคุกคาม เขาจึงตัดสินใจเบนทัพมาขยี้บาเยซิดก่อน
ทั้งสองกองทัพเผชิญหน้ากันที่ทุ่งทชูบุค เหนือเมืองอังการา
🟦กำลังรบแต่ละฝ่าย (มหาทัพแห่งยุค)
ตัวเลขกำลังพลในสมรภูมินี้ยิ่งใหญ่มาก และเป็นการรวมชาติพันธุ์นักรบจากครึ่งโลก
3
🌪️ กองทัพติมูริด (ประมาณ 140,000 นาย):
🟦 ประกอบด้วย: ทหารม้าธนูชาวมองโกล/ทาทาร์ที่เคลื่อนที่เร็ว, ทหารม้าเกราะหนัก, และทีเด็ดคือ ช้างศึกหุ้มเกราะ 32 เชือก ที่ยึดมาจากอินเดีย (นำมาใช้ข่มขวัญทัพม้าออตโตมัน)
⚡ กองทัพออตโตมัน (ประมาณ 85,000 นาย):
🟦 ประกอบด้วย: ทหารราบเยนิเชรีชั้นยอด (Janissaries), ทหารม้าสิปาฮี, ทหารม้าเกราะหนักชาวเซิร์บ 5,000 นาย (นำโดยสเตฟาน ลาซาเรวิช ผู้จงรักภักดี), และ ทหารเกณฑ์ชาวตุรกี จากอดีตรัฐเบย์ลิกในอนาโตเลียที่บาเยซิดเพิ่งยึดมาได้ (ซึ่งเป็นจุดอ่อนถึงตายในภายหลัง)
🗺️ แนวทางยุทธการ: เล่ห์เหลี่ยม ปาฏิหาริย์ และการทรยศ
สมรภูมินี้แสดงให้เห็นว่าติมูร์เป็นอัจฉริยะทางยุทธวิธีเขาวิเคราะห์บาเยซิดอย่างให้เย็นและตระเตรียมวิธีการที่ค่อยๆบั่นทอนศักยภาพทางทหารของออตโตมันทุกวิถีทาง ในทางยุทธวิธีที่เหนือกว่าบาเยซิดหนึ่งก้าวเสมอ
3
ทัพทั้งสองฝ่ายพุ่งเข้าปะทะกัน
🟩 1. บาเยซิดยกทัพไปรอรับติมูร์ที่เมืองซิวาส ซึ่งเป็นเมืองศูนย์การชายแดนออตโตมันในช่วงเวลานั้น แต่ติมูร์เดินทัพอ้อมไปด้านหลังไปยังใจกลางอนาโตเลียเพื่อตีเมืองอังการาแทน บาเยซิดต้องรีบสั่งทัพเดินกลับด้วยความเร่งรีบ เมื่อมาถึงทุ่งทชูบุคฝ่ายออตโตมันเพิ่งตระหนักว่าติมูร์ได้ยึดแหล่งน้ำ (แม่น้ำ) ไว้หมดแล้ว และแอบสั่งเปลี่ยนทางน้ำ รวมถึงทำลายแหล่งน้ำย่อย ทำให้ทัพออตโตมันที่เพิ่งเดินทัพมาถึงต้องเผชิญกับ "ความกระหายน้ำ" อย่างรุนแรงท่ามกลางฤดูร้อน
🟩2. เมื่อการปะทะเริ่มขึ้น ทัพติมูร์เปิดฉากด้วยการปล่อยช้างศึกเข้าทำลายแนวรบของออตโตมัน สร้างความแตกตื่นให้กับม้าและทหารที่ไม่เคยเห็นสัตว์ขนาดยักษ์เช่นนี้มาก่อน ทำให้ฝ่ายออตโตมันต้องพยายามอย่างมากเพื่อรักษาแนวรบไว้
ทัพช้างจากอินเดียเป็นอาวุธสงครามชีวภาพที่ออตโตมันไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน
🟩3. ในขณะที่การรบกำลังดุเดือด เจ้าเมืองชาวเติร์กที่ลี้ภัยอยู่กับติมูร์ได้ชูธงประจำตระกูลขึ้น ทันใดนั้น ทหารชาวตุรกี (จากอดีตรัฐเบย์ลิก) กว่า 1 ใน 4 ของกองทัพออตโตมัน ได้แปรพักตร์กลางสนามรบ! พวกเขาหันอาวุธกลับมาโจมตีทัพของบาเยซิดเอง (สาเหตุเกิดจากก่อนยุทธการอังการา ติมูร์ได้ลักลอบชื้อใจขุนศึกเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว) บวกกับความรู้สึกถูกกดขี่จากบาเยซิดทำให้พวกเขาขาดความภักดี
ทหารชาวรัฐเติร์กอิสระอิสระ แปรพักตร์ระหว่างสงคราม
🟩4. เมื่อเกิดเหตุการณ์ถูกทรยศกลางสนามรบ ขวัญกำลังใจเริ่มพังกองทัพออตโตมันเริ่มแตกผ่าย แม้ทัพชาวเติร์กจะทรยศแต่ทหารม้าชาวเซิร์บของสเตฟาน ลาซาเรวิช กลับเลือกสู้ตาย พวกเขาชาร์จทะลวงวงล้อมของติมูร์ได้หลายครั้ง และพยายามเกลี้ยกล่อมให้บาเยซิดหนี แต่บาเยซิดดื้อรั้นปฏิเสธ สเตฟานจึงนำเจ้าชายสุไลมาน (ลูกชายคนโตของบาเยซิด) ตีฝ่าวงล้อมหนีรอดไปได้
(เกร็ดน่ารู้: ความซื่อสัตย์ของทหารเซิร์บในศึกนี้ สร้างความประทับใจให้ติมูร์อย่างมาก ติมูร์ถึงกับเอ่ยปากชมว่า "พวกเขาสู้ราวกับสิงโต" ในขณะที่บาเยซิดต้องเจ็บปวดที่ถูกคนชาติพันธุ์เดียวกันแทงข้างหลัง
🟩5. บาเยซิดพร้อมทหารเยนิเชรีและทหารชาวเซิร์บผู้ซื่อสัตย์ราว 10,000 นาย ถอยไปตั้งรับบนเนินเขา (Catal Tepe) พวกเขาสู้จนตัวตายจนกระทั่งตกดึกจนสุดท้ายก็ต้านทานไม่ไหว บาเยซิดพยายามควบม้าหนีแต่ถูกธนูยิงม้าล้มลง และ ถูกจับเป็นเชลย ในที่สุด
การตั้งรับบนเนินเขา (Catal Tepe)
🚩ผลลัพธ์และความสูญเสีย
🟥 ความพ่ายแพ้ยับเยินของออตโตมัน: นี่คือหายนะครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ออตโตมันยุคต้น สุลต่านถูกจับเป็นเชลย (เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ออตโตมัน) แต่ความอัปยศที่ฝ่ายออตโตมันต้องเผชิญ คือความเจ็บปวดที่ติมูร์เอาคืนอย่างแสบสันต์
สุลต่านบาเยซิดถูกจับเป็นเชลย
🟥 ความสูญเสีย: ฝ่ายออตโตมันสูญเสียทหารประมาณ 15,000 - 40,000 นาย (รวมถึงผู้บาดเจ็บและถูกจับเป็นทาส) ส่วนฝ่ายติมูริดสูญเสียราว 15,000 - 25,000 นาย
💥ผลกระทบที่ส่งถึงแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ยุทธการอังการาเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ยุโรปและเอเชียไปอย่างสิ้นเชิง:
🟥 1. ฝ่ายจักรวรรดิออตโตมัน (The Ottoman Empire)
ยุคแห่งความแตกแยก (The Interregnum 1402-1413): ออตโตมันเข้าสู่ขอบเหวล่มสลายลูกชายทั้ง 4 คนของบาเยซิดที่รอดชีวิต (สุไลมาน, อิซา, มูซา, เมห์เหม็ด) จะเปิดศึกสายเลือดทำสงครามกลางเมืองแย่งชิงบัลลังก์กันเองยาวนานถึง 11 ปี
🟥 2. ฝ่ายจักรวรรดิติมูริด (The Timurid Empire)
ติมูร์สถาปนาตนเองเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค ปลดเปลื้องภัยคุกคามทางทิศตะวันตกได้สำเร็จ
หลังจัดระเบียบอนาโตเลียเสร็จ ติมูร์เดินทางกลับซามาร์คันด์เพื่อเตรียมทัพใหญ่บุก "ประเทศจีน" (ราชวงศ์หมิง) แต่เขาป่วยตายระหว่างทางในปี ค.ศ. 1405 ทำให้โปรเจกต์บุกจีนถูกยกเลิกไป
🟥3. ฝ่ายจักรวรรดิไบแซนไทน์และยุโรปตะวันตก
การพังทลายของออตโตมันทำให้กรุงคอนสแตนติโนเปิลหลุดพ้นจากการปิดล้อม ไบแซนไทน์ได้รับ "ต่ออายุขัย" ไปได้อีกครึ่งศตวรรษ (จนถึงปี 1453) ชาวยุโรปเฉลิมฉลองและยกย่องติมูร์ (ที่เป็นมุสลิม) ประดุจผู้กอบกู้โลกคริสเตียน
🟥4. ฝ่ายรัฐเบย์ลิกในอนาโตเลีย (Anatolian Beyliks)
ติมูร์ไม่ได้ยึดอนาโตเลียไว้เอง แต่เขา "คืนดินแดน" ทั้งหมดให้กับเจ้าเมืองชาวเติร์กต่างๆ (เช่น คารามัน, อายดิน) ที่เคยถูกบาเยซิดยึดไป ทำให้อนาโตเลียกลับไปแตกแยกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อยอีกครั้ง เพื่อไม่ให้มีมหาอำนาจใดท้าทายติมูร์ได้อีก
ยุคแห่งความแตกแยกของออตโตมัน (1402-1413)
🌑 ยุทธการอังการาจบด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายบาเยซิคและออตโตมัน ซึ่งนั่นก็นำไปสู่ ความอัปยศและวาระสุดท้ายของพระองค์ มีบันทึกหลายพื้นที่บันทึกเรื่องราวช่วงเวลาสุดท้ายหลากหลายแตกต่างกันไป ตามมุมมองที่มีต่อพระองค์ ก็อย่างนำเสนอให้ได้อ่านกัน
ตอนที่ 38 ความอัปยศและวาระสุดท้ายของ "อัสนีบาต"

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา