26 พ.ค. เวลา 07:09 • ประวัติศาสตร์
อำเภอบางกล่ำ

ตอนที่ 38 ความอัปยศและวาระสุดท้ายของอัสนีบาต เมื่อสุลต่านถูกขังในกรงหนึ่งเหตุการณ์ในหลากหลายบันทึก

วันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1402 ณ ทุ่งอังการา อัสนีบาตบาเยซิดที่1 ได้ถูกล้อมจับและกลายเป็น "เชลยศึก" ของติมูร์เลง นี่คือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์คที่สุลต่านออตโตมันถูกจับเป็นเชลยขณะยังมีชีวิตอยู่เป็น ครั้งแรกและครั้งเดียว ในประวัติศาสตร์จักรวรรดิยาวนาน 600 ปี
4
ช่วงเวลา 8 เดือนนับจากถูกจับจนถึงวันสิ้นพระชนม์ (มีนาคม 1403) เต็มไปด้วยเรื่องราวความอัปยศที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์โลกด้วยมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:
1. บันทึกฝั่งออตโตมัน: โศกนาฏกรรม ศักดิ์ศรี และบาดแผลทางใจ
🟥สำหรับชาวออตโตมัน เหตุการณ์นี้คือแผลเป็นทางประวัติศาสตร์ที่อัปยศที่สุด บันทึกของพวกเขาพยายามรักษาสถานะและเกียรติยศของสุลต่านไว้ให้มากที่สุด แต่ก็ซ่อนความรันทดไว้ไม่มิด
🟥พงศาวดารออตโตมันบางฉบับบันทึกว่า บาเยซิดสิ้นพระชนม์จากอาการป่วย (โรคหอบหืด หรือ โรคเกาต์) ผสมกับความตรอมใจ แต่บันทึกหลายฉบับที่ได้รับการยอมรับมากกว่า ระบุว่าพระองค์แอบซ่อน "ยาพิษไว้ในแหวน" และตัดสินใจปลิดชีพตนเองเพื่อหนีความอัปยศที่จะถูกติมูร์พากลับไปแห่ประจานที่เมืองซามาร์คันด์
บาเยซิดแอบซ่อน "ยาพิษไว้ในแหวน" และตัดสินใจปลิดชีพตนเองเพื่อหนีความอัปยศ ตามบางบันทึกในฝั่งออตโตมัน
🟥สิ่งที่ทำร้ายจิตใจบาเยซิด (และชาวออตโตมัน) มากที่สุด ไม่ใช่การแพ้สงคราม แต่คือการที่ โอลิเวรา เดสปินา (Olivera Despina) เจ้าหญิงเซอร์เบียผู้เป็นพระมเหสีอันเป็นที่รัก ถูกทหารติมูริดจับตัวไป บันทึกระบุว่าติมูร์บังคับให้โอลิเวราทำหน้าที่รินเหล้าและปรนนิบัติในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะต่อหน้าบาเยซิด
ติมูร์ให้โอลิเวราทำหน้าที่รินเหล้าในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะต่อหน้าบาเยซิด
🟥ความอัปยศจากการที่ "มเหสีของสุลต่านถูกหยามเกียรติ" เป็นแผลใหญ่มาก ส่งผลให้เกิดธรรมเนียมใหม่ในราชสำนักออตโตมันนับแต่นั้นมา คือ สุลต่านออตโตมันจะ "ไม่แต่งงานอย่างเป็นทางการ" อีกเลย (เพื่อไม่ให้มีตำแหน่งมเหสีเอกที่จะตกเป็นเชลยแล้วเสียเกียรติยศชาติ) แต่จะใช้วิธีมีทายาทกับนางสนมในฮาเร็มแทน (จนกระทั่งสุลต่านสุไลมานมาทำลายกฎนี้ด้วยการแต่งงานกับพระนางฮูร์เรมในอีกกว่าศตวรรษต่อมา)
สุลต่านกับนางสนมในฮาเร็ม
🏰 2. บันทึกฝั่งยุโรป: ตำนานกรงเหล็กและการสะใจ
🟩สำหรับยุโรปตะวันตกที่เคยถูกบาเยซิดข่มขู่และทำลายทัพครูเสดจนพินาศ ข่าวการพ่ายแพ้ของพระองค์คือ "สวรรค์มาโปรด" บันทึกของยุโรปจึงเต็มไปด้วยการใส่สีตีไข่ เติมแต่งความสะใจ และสร้าง "ตำนาน" ที่แพร่หลายที่สุด:
🟩ตำนาน "กรงเหล็ก" นักเขียนและนักเดินทางชาวยุโรปเล่าลือกันว่า ติมูร์ขังบาเยซิดไว้ในกรงเหล็ก (หรือกรงทองเหลือง) เหมือนสัตว์เดรัจฉาน และลากจูงไปตามเมืองต่างๆ เพื่อประจาน ตำนานนี้โด่งดังมากจนกวีชาวอังกฤษ คริสโตเฟอร์ มาร์โลว์ (Christopher Marlowe) นำไปเขียนบทละครเรื่อง Tamburlaine the Great ในศตวรรษที่ 16
สุลต่านในกรงเหล็ก เป็นตำนานที่แพร่หลายอย่างมากในบันทึกฝั่งยุโรป
🟩อีกบันทึกในฝั่งยุโรปเขียนว่า ติมูร์ใช้หลังของสุลต่านบาเยซิดเป็น "ที่เหยียบสำหรับปีนขึ้นหลังม้า" และบังคับให้พระมเหสีโอลิเวราแก้ผ้าเปลือยเปล่าเสิร์ฟอาหารในงานเลี้ยง
🟩คำถามคือ ทำไมยุโรปถึงบันทึกแบบนี้? ชาวยุโรปต้องการเห็น "บทลงโทษจากพระเจ้า" ต่อผู้นำมุสลิมที่โอหัง การเขียนให้บาเยซิดถูกทรมานอย่างน่าสมเพช เป็นทั้งโฆษณาชวนเชื่อและการเยียวยาปมด้อยของคริสเตียนที่เคยแพ้บาเยซิดมาตลอด
🌪️ 3. บันทึกฝั่งติมูริดและโลกอาหรับ: ความจริงที่อยู่ตรงกลาง
หากเราหันไปดูพงศาวดารของฝ่ายติมูริด (เช่น Zafarnama โดย Sharaf al-Din Ali Yazdi) หรือบันทึกของนักประวัติศาสตร์อาหรับและไบแซนไทน์ ความจริงดูเหมือนจะอยู่กึ่งกลางระหว่างความมีเกียรติและความอัปยศ
บันทึกฝั่งติมูรกล่าวถึงการต้อนรับสุลต่านอย่างสมเกียรติ
🟦บันทึกฝั่งผู้ชนะระบุว่า เมื่อบาเยซิดถูกจับตัวมา ติมูร์ได้ลุกขึ้นยืนต้อนรับ ให้ความเคารพในฐานะกษัตริย์มุสลิมด้วยกัน และปลอบใจว่า "ชัยชนะและความพ่ายแพ้เป็นพระประสงค์ของอัลลอฮ์" ติมูร์ยังอนุญาตให้บาเยซิดอยู่ร่วมกับลูกชายและมเหสีได้ในเต็นท์ส่วนตัว
🟦แต่สถานการณ์สถานการณ์แย่ลง เป็นเพราะ บาเยซิดพยายามหลบหนี (โดยมีการขุดอุโมงค์ใต้เต็นท์ด้วยความช่วยเหลือจากผู้ภักดี) เมื่อติมูร์จับได้ เขาจึงต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด
🟦นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ชี้ว่า สิ่งที่ยุโรปแปลผิดว่าเป็น "กรงสัตว์" แท้จริงแล้วคือ เกี้ยวหุ้มด้วยลูกกรง (Tahtırevan) ซึ่งเป็นพาหนะปิดทึบที่มีลูกกรงหน้าต่าง ใช้สำหรับเคลื่อนย้ายนักโทษวีไอพีหรือสตรีในราชสำนัก เพื่อป้องกันการหลบหนีและป้องกันไม่ให้ใครมาลอบสังหารระหว่างที่กองทัพติมูร์เคลื่อนที่ ไม่ใช่การขังในกรงเดรัจฉานแบบที่ยุโรปจินตนาการ
🟦เมื่อบาเยซิดสิ้นพระชนม์ที่เมืองอัคเชฮีร์ (Akşehir) ในปี 1403 มีบันทึกว่าติมูร์ถึงกับหลั่งน้ำตา เพราะติมูร์ตั้งใจจะใช้บาเยซิดเป็นหุ่นเชิดปกครองอนาโตเลีย ติมูร์ได้อนุญาตให้เจ้าชายมูซา (พระโอรสของบาเยซิด) นำพระศพของพระบิดากลับไปฝังอย่างสมเกียรติที่เมืองบูร์ซา (Bursa) เมืองหลวงเก่าของออตโตมัน
พระศพบาเยซิดถูกนำกลับไปยัวเมืองบูร์ซาเพื่อฝังอย่างสมเกียรติ
🚩บทสรุป: จุดจบของบาเยซิดที่ 1 คือตัวอย่างที่ชัดเจนของคำว่า
"ประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยผู้พบเห็น (ที่แฝงไปด้วยอคติ)" สำหรับยุโรป มันคือนิทานสอนใจเรื่องความเย่อหยิ่ง สำหรับติมูริด มันคือสัญลักษณ์แห่งชัยชนะอันเบ็ดเสร็จ และสำหรับออตโตมัน มันคือความอัปยศที่เจ็บปวดลึกซึ้งจนเปลี่ยนโครงสร้างการแต่งงานของราชวงศ์ไปตลอดกาล ทิ้งไว้เพียงตำนานของอัสนีบาตคำราม ที่เงียบงันกลางทุ่งอังการา
ทุกประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยผู้พบเห็น...
🚩แม้ประวัติศาสตร์ ของบาเยซิดที่1 จะจบลงที่ทุ่งอังการานำพาจักรวรรดิออตโตมันที่ตอนนั้นมีอายุ 102 ปี ร่วมลงสู่หุบเหวแห่งการฆ่าฟัน ในช่วงที่จักรวรรดิเปราะบางที่สุดนี่คือบททดสอบครั้งใหญ่ของผู้สืบทอดที่มีสิทธิในบังลังก์ห้วงเวลานี้ไม่มีพื้นที่การเจรจา ทุกฝ่ายแค่ต่างลับดาบสายตาประเมินว่าใครจะชักดาบฟาดฟันก่อนกัน…
ตอนที่ 39 จากรุ่งโรจน์สู่กลียุค: ยุคแห่งความแตกแยกของออตโตมัน (Ottoman interregnum 1402-1413)

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา