Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Doctor Near you (หมอใกล้คุณ)
•
ติดตาม
4 มิ.ย. เวลา 13:00 • สุขภาพ
รู้จัก "โรคเก๊าท์เทียม" (Pseudogout) อาการคล้ายเก๊าท์ แต่ไม่ใช่เก๊าท์
เมื่อพูดถึงอาการปวดข้อเฉียบพลัน ปวดแสบปวดร้อนจนขยับไม่ได้ คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึง "โรคเก๊าท์" เป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริงยังมีอีกโรคหนึ่งที่มีอาการคล้ายกันมากจนได้ชื่อว่า "โรคเก๊าท์เทียม" (Pseudogout) หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Calcium Pyrophosphate Deposition Disease (CPPD) แม้ชื่อจะคล้ายกันและสร้างความทุกข์ทรมานได้ไม่แพ้กัน แต่ทั้งสองโรคนี้มีสาเหตุและแนวทางการดูแลที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
👨⚕️ Pseudogout คืออะไร มีสาเหตุมาจากอะไร และต่างจากเก๊าท์อย่างไร?
Pseudogout (เก๊าท์เทียม) คือโรคข้ออักเสบเฉียบพลันที่เกิดจากการที่ร่างกายมี ผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟต (Calcium Pyrophosphate หรือ CPP) ไปสะสมอยู่ภายในน้ำหล่อเลี้ยงข้อและกระดูกอ่อนผิวข้อ เมื่อผลึกเหล่านี้หลุดออกมาในช่องข้อ จะกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันเข้ามาจัดการ จนเกิดปฏิกิริยาการอักเสบอย่างรุนแรงตามมา
ความแตกต่างระหว่าง "เก๊าท์แท้" กับ "เก๊าท์เทียม"
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ "ชนิดของผลึก" ที่ระคายเคืองข้อ ซึ่งนำไปสู่ตำแหน่งที่เกิดโรคและปัจจัยกระตุ้นที่ต่างกัน ดังนี้
■
โรคเก๊าท์ (Gout): เกิดจากผลึก กรดยูริก (Urate crystals) ซึ่งสัมพันธ์กับระดับกรดยูริกในเลือดสูง มักอักเสบที่ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า (ข้อ MTP) เป็นอันดับแรก และสัมพันธ์กับอาหารที่มีพิวรีนสูงหรือการดื่มแอลกอฮอล์
■
โรคเก๊าท์เทียม (Pseudogout): เกิดจากผลึก แคลเซียม (CPP crystals) ไม่เกี่ยวกับกรดยูริก และไม่สัมพันธ์กับอาหารการกิน มักเกิดการอักเสบที่ข้อขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ "ข้อเข่า" และ "ข้อมือ"
👨⚕️ ใครคือกลุ่มเสี่ยง? มักพบในคนไข้กลุ่มใด
เนื่องจากกลไกการเกิดโรคเก๊าท์เทียมสัมพันธ์กับความเสื่อมของกระดูกอ่อนและการเปลี่ยนแปลงทางระบบเผาผลาญ (Metabolism) กลุ่มเสี่ยงจึงแตกต่างจากเก๊าท์แท้อย่างชัดเจน โดยมักพบใน
●
ผู้สูงอายุ: อายุคือปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด ยิ่งอายุมากขึ้น โอกาสพบโรคนี้ยิ่งสูงขึ้น (พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป) โดยเกิดจากความเสื่อมตามวัยของเนื้อเยื่อกระดูกอ่อน
●
มีประวัติข้อเข่าได้รับบาดเจ็บ: เช่น เคยประสบอุบัติเหตุรุนแรงที่ข้อ หรือเคยผ่านการผ่าตัดข้อมาก่อน ซึ่งทำให้โครงสร้างกระดูกอ่อนผิวข้อเปลี่ยนไป
●
พันธุกรรม: ในผู้ป่วยบางรายอาจพบการส่งต่อยีนที่ผิดปกติในครอบครัว ทำให้มีแนวโน้มที่ผลึกแคลเซียมจะก่อตัวในข้อเร็วกว่าปกติ
ผู้ที่มีโรคประจำตัวทางระบบต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม เช่น
• ภาวะเหล็กเกินในร่างกาย (Hemochromatosis)
• ภาวะต่อมพาราไธรอยด์ทำงานเกิน (Hyperparathyroidism) ทำให้แคลเซียมในเลือดสูง
• ภาวะแมกนีเซียมในเลือดต่ำ (Hypomagnesemia)
• ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism)
👨⚕️ อาการของโรคและสิ่งตรวจพบเพื่อการวินิจฉัย
อาการแสดง (Symptoms)
●
ปวดข้อเฉียบพลันและรุนแรง: มักเป็นที่ข้อใดข้อหนึ่ง (Monoarthritis) โดยเฉพาะ ข้อเข่า (พบมากที่สุด) รองลงมาคือ ข้อมือ ข้อสะโพก และข้อไหล่
●
มีอาการอักเสบชัดเจน: ข้อจะบวม โต แดง ร้อน และเจ็บเสียวอย่างรุนแรงเมื่อขยับหรือสัมผัส
●
ระยะเวลาที่เป็น: อาการอักเสบเฉียบพลันมักคงอยู่ประมาณร้อยละ 5-14 วัน แล้วค่อยๆ เบาลง แต่อาจกลับมาเป็นซ้ำได้อีก หรือในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดข้อเรื้อรังคล้ายโรคข้อเข่าเสื่อมได้เช่นกัน
🔬 สิ่งตรวจพบและการวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis)
เนื่องจากอาการภายนอกคล้ายกับโรคเก๊าท์หรือข้อติดเชื้อ แพทย์จึงจำเป็นต้องพึ่งพาการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการวินิจฉัย
■
การเจาะน้ำไขข้อตรวจ (Arthrocentesis): เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด (Gold Standard) แพทย์จะเจาะน้ำไขข้อจากข้อที่บวมไปส่องกล้องจุลทรรศน์ชนิดพิเศษ (Polarized light microscope) จะพบ ผลึกรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือรูปเพชร (Rhomboid-shaped) ซึ่งหักเหแสงเป็นบวกอ่อนๆ (Weakly positively birefringent)
■
การเอกซเรย์ (X-ray): จะพบเนื้อเยื่อแคลเซียมเกาะเป็นเส้นขาวบางๆ อยู่ในบริเวณกระดูกอ่อนผิวข้อ หรือหมอนรองกระดูก เรียกว่าภาวะ Chondrocalcinosis
■
การตรวจเลือด: เพื่อหาโรคที่เป็นต้นเหตุข้างต้น (เช่น ตรวจระดับแคลเซียม พาราไทรอยด์ ธาตุเหล็ก หรือแมกนีเซียม) ไม่ใช่เพื่อหาดูระดับกรดยูริก
👨⚕️ แนวทางการรักษาและการป้องกัน
ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางการรักษาที่จะไปละลายผลึกแคลเซียมที่เกาะอยู่ตามกระดูกอ่อนให้หมดไปได้ เป้าหมายหลักในการรักษาจึงเป็นการ "ควบคุมการอักเสบ ลดปวด และป้องกันข้อถูกทำลาย"
1️⃣ การรักษาเมื่อมีอาการอักเสบเฉียบพลัน
• ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs): เป็นยากลุ่มแรกที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดและบวมอย่างรวดเร็ว
• ยาโคลชิซิน (Colchicine): สามารถใช้ในขนาดต่ำเพื่อช่วยระงับการอักเสบเฉียบพลันได้เช่นเดียวกับในโรคเก๊าท์
• การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อ (Intra-articular corticosteroid injection): ในกรณีที่คนไข้มีข้อบวมปวดรุนแรงเพียงข้อเดียว หรือมีข้อห้ามในการใช้ยาแก้ปวดชนิดกิน (เช่น มีภาวะไตเสื่อม หรือแผลในกระเพาะอาหาร) การเจาะระบายน้ำไขข้อออกแล้วฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อจะช่วยลดอาการได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
• การดูแลตัวเองเบื้องต้น: พักการใช้งานข้อที่อักเสบ ประคบเย็นเพื่อลดบวม และยกข้อให้สูงขึ้น
2️⃣ การรักษาระยะยาวและการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
• การใช้ยาป้องกัน: ในรายที่เป็นบ่อย (มากกว่า 3 ครั้งต่อปี) แพทย์อาจพิจารณาให้ยา Colchicine กินในขนาดต่ำเป็นประจำทุกวันเพื่อลดความถี่และความรุนแรงของการระบาดซ้ำ
• รักษาโรคต้นเหตุ: หากตรวจพบว่าเก๊าท์เทียมเกิดจากโรคทางเมตาบอลิซึม เช่น โรคพาราไธรอยด์โต หรือธาตุเหล็กเกิน การรักษาโรคเหล่านี้จะช่วยชะลอและควบคุมไม่ให้เก๊าท์เทียมแย่ลงได้
• การปรับพฤติกรรม: เนื่องจากโรคนี้ไม่เกี่ยวกับอาหารที่มีพิวรีนสูง ดังนั้น "ไม่จำเป็นต้องงดสัตว์ปีก ยอดผัก หรือเครื่องใน" เหมือนคนเป็นเก๊าท์แท้ แต่ควรเน้นไปที่การดูแลข้อต่อ เช่น การควบคุมน้ำหนักเพื่อลดแรงกดทับที่ข้อเข่า และการบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อให้แข็งแรงเพื่อลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บซ้ำ
การแพทย์
ความรู้รอบตัว
สุขภาพ
1 บันทึก
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย