8 มิ.ย. เวลา 00:00 • ไลฟ์สไตล์

100 ข้อคิดจากหนังสือ Sapiens

นานๆ ครั้งจะมีหนังสือที่ออกมาเขย่าความสนใจให้กับคนทั่วโลกได้ หนังสือเล่มนั้นต้องมีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างที่กระตุกความคิดขั้นพื้นฐานบางอย่างของผู้อ่านร่วมกัน ซึ่งความคิดนั้นต้องไม่แยกเขาแยกเรา อาจจะเป็นคำถามที่ว่า มนุษย์มาจากไหน เราคือใคร เราอยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว และคำถามอื่นๆ
หนังสือเล่มนั้นคือ “Sapiens: A Brief History of Humankind (เซเปียนส์ ประวัติย่อมนุษยชาติ)” เขียนโดย Yuval Noah Harari (ยูวัล โนอาห์ แฮรารี) นักประวัติศาสตร์ นักคิด และนักเขียน ชาวอิสราเอล
ถึงแม้หนังสือเล่มนี้จะสร้างกระแสนักอ่านระดับโลกอยู่นาน ผมเองกลับเพิกเฉยเสียงเหล่านั้นด้วยอคติส่วนตัวว่า หนังสือเล่มนี้ก็คงเหมือนๆ กับนักสือแนวประวัติศาสตร์ทั้งหลายที่เคยอ่านมาคิดไว้ก่อนว่าคงน่าเบื่อมาทรงนักวิชาการพูดหน้าชั้นเรียน
แต่คนใกล้ตัวยุยงหนักเข้าผมก็ซื้อมาอ่านก็พบว่า “Sapiens มันดีกว่าที่คิดหรือฟังมา” หากเราได้อ่านด้วยตัวเองซึมซับเนื้อหาอย่างตั้งใจ
หนังสือชวนให้คิดตามได้มากมาย ค้นหาว่าสุดท้ายมนุษย์อย่างเราต้องการอะไรกันแน่ เราสบายกว่ามนุษย์ในอดีตจริงหรือ เราให้ความเป็นธรรมต่อสัตว์เผ่าพันธ์อื่นเพียงพอหรือไม่
บางอารมณ์ผมก็อดสงสารสัตว์ที่ผมกินเข้าไปเหมือนกันครับ
คนดังระดับโลกที่แนะนำให้อ่าน "Sapiens"
Bill Gates (บิล เกตส์)
Barack Obama (บารัค โอบามา)
Mark Zuckerberg (มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก)
Ray Dalio (เรย์ ดาลิโอ)
James Cameron (เจมส์ คาเมรอน)
คนดังในไทยที่แนะนำให้อ่าน "Sapiens"
คุณ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ 
คุณ พอล ภัทรพล 
คุณ เคน - นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ 
คุณ CK (ซีเค เจิง หรือ CK Cheong)
เฮียวิทย์ - ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน
เหตุผลหลักที่หนังสือเล่มนี้มักถูกแนะนำโดยกลุ่มผู้นำระดับโลก หรือคนดังในไทยก็ตาม คือการที่ตัวหนังสือไม่ได้มุ่งเน้นแค่การบอกเล่าเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ตามลำดับเวลา แต่เป็นการวิเคราะห์เชิงจิตวิทยาพฤติกรรม สังคมวิทยา และเศรษฐศาสตร์ ว่า
ทำไมมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ถึงสามารถร่วมมือกันเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ สร้างระบบเงินตรา ศาสนา กฎหมาย และระบบทุนนิยมขึ้นมาขับเคลื่อนโลกได้ครับ
ข้อคิด 100 ข้อคิดจากหนังสือ “Sapiens: A Brief History of Humankind (เซเปียนส์ ประวัติย่อมนุษยชาติ)”
ผมขอแบ่งข้อคิดทั้งหมดออกเป็นสี่ส่วน ตามยุคสมัยและการปฏิวัติครั้งสำคัญของมนุษยชาติครับ
ส่วนที่ 1: การปฏิวัติการรับรู้ (The Cognitive Revolution)
1. ไม่ได้มีแค่เรา: เมื่อ 100,000 ปีก่อน มีมนุษย์อย่างน้อย 6 สายพันธุ์อาศัยอยู่บนโลก ไม่ได้มีแค่โฮโมเซเปียนส์ (Homo sapiens)
2. จุดอ่อนกลายเป็นจุดแข็ง: เซเปียนส์ไม่ได้แข็งแกร่งทางกายภาพที่สุดเมื่อเทียบกับสัตว์อื่น แต่มีจุดเด่นเรื่องสมองและการรวมกลุ่ม
3. การปฏิวัติการรับรู้: เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 70,000 ปีก่อน เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เซเปียนส์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ครองโลก
4. ภาษาสร้างชาติ: พัฒนาการทางภาษาที่ซับซ้อนทำให้เซเปียนส์สามารถสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูล และวางแผนร่วมกันได้
5. พลังของการ "นินทา": การนินทาช่วยให้เซเปียนส์สร้างความไว้ใจและขยายกลุ่มสังคมให้ใหญ่ขึ้น (ระดับ 150 คน)
6. เรื่องแต่งและจินตนาการ: จุดเด่นที่สุดที่แยกเราจากสัตว์อื่นคือ ความสามารถในการพูดและเชื่อใน "สิ่งที่ไม่มีอยู่จริง"
7. ตำนานรวมใจ: เทพเจ้า ศาสนา และตำนาน เป็นเครื่องมือที่รวบรวมคนแปลกหน้าจำนวนมากให้ร่วมมือกันได้
8. ความร่วมมือที่ยืดหยุ่น: เซเปียนส์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ร่วมมือกันในระดับคนหมู่มากได้อย่างยืดหยุ่น
9. บริษัทและกฎหมายคือเรื่องแต่ง: สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่จริงทางกายภาพ แต่เป็น "จินตนาการร่วม" ที่เราทุกคนตกลงที่จะเชื่อ
10. วิวัฒนาการทางวัฒนธรรม: หลังการปฏิวัติการรับรู้ การเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์ไม่ได้รอแค่ยีนอีกต่อไป แต่วัฒนธรรมพัฒนาแซงหน้าชีววิทยา
11. คนหาของป่าล่าสัตว์มีความรู้กว้าง: มนุษย์โบราณมีทักษะและรู้ลึกซึ้งเรื่องธรรมชาติรอบตัวมากกว่าคนยุคปัจจุบันหลายคน
12. ชีวิตที่ยืดหยุ่น: สังคมนักล่าสัตว์อาจมีเวลาว่างมากกว่า และมีอิสระมากกว่าคนในยุคเกษตรกรรม
13. โภชนาการที่ดีกว่า: อาหารของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์มีความหลากหลายและครบถ้วนกว่าชาวนาที่กินแต่ข้าวหรือธัญพืช
14. โลกไร้โรคระบาด: การอยู่เป็นกลุ่มเล็กและเคลื่อนย้ายบ่อย ทำให้โรคระบาดร้ายแรงในอดีตมีน้อยมาก
15. ฆาตกรต่อเนื่องระดับโลก: เซเปียนส์เป็นต้นเหตุของการสูญพันธุ์ของสัตว์ขนาดใหญ่ (Megafauna) ในทุกทวีปที่เดินทางไปถึง
16. ภัยพิบัติทางนิเวศ: การอพยพของมนุษย์คือคลื่นแห่งการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุดที่เกิดจากฝีมือสิ่งมีชีวิตเดียว
17. การสูญพันธุ์ของสายพันธุ์อื่น: นีแอนเดอร์ทัลและมนุษย์สายพันธุ์อื่นค่อยๆ หายไปเมื่อเซเปียนส์ขยายอาณาเขต (อาจเกิดจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือการกลืนกิน)
18. บรรทัดฐานที่เปลี่ยนไว: พฤติกรรมของมนุษย์เปลี่ยนได้ภายในไม่กี่ชั่วอายุคนโดยไม่ต้องรอการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม
19. ไฟคือพลังอำนาจ: การควบคุมไฟทำให้มนุษย์สามารถปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ป้องกันตัว และส่องสว่าง
20. ไฟเปลี่ยนสรีระ: การใช้ไฟทำอาหารช่วยลดเวลาเคี้ยวและย่อย ทำให้ลำไส้สั้นลงและพลังงานถูกส่งไปพัฒนาสมอง
21. สมองใหญ่กินพลังงานสูง: ขนาดสมองที่ใหญ่ขึ้นต้องแลกมาด้วยการใช้พลังงานถึง 25% ของร่างกาย
22. เดินสองขา คลอดยาก: การยืนตัวตรงทำให้เชิงกรานแคบลง มนุษย์จึงต้องคลอดลูกในขณะที่ทารกยังไม่สมบูรณ์และพึ่งพาตัวเองไม่ได้
23. ทารกที่อ่อนแอสร้างสังคม: ความจำเป็นต้องดูแลทารกที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นานหลายปี บังคับให้มนุษย์ต้องมีทักษะทางสังคมที่แข็งแกร่ง
24. สัญชาตญาณดั้งเดิมในโลกใหม่: สมองของเรายังคงเป็นสมองของคนหาของป่าล่าสัตว์ แม้จะอยู่ในโลกยุคอุตสาหกรรม (เช่น การตะกละกินของหวาน)
25. เผ่าพันธุ์ที่โดดเดี่ยว: การทำลายสายพันธุ์อื่นจนหมด ทำให้เซเปียนส์คิดว่าตัวเองแยกขาดและสูงส่งกว่าธรรมชาติ
อาวุธที่ทรงพลังที่สุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่ใช่หอกหรือดาบ แต่คือความสามารถในการร่วมกันเชื่อใน “เรื่องที่ไม่มีอยู่จริง”
ส่วนที่ 2: การปฏิวัติเกษตรกรรม (The Agricultural Revolution)
26. การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่: การปฏิวัติเกษตรกรรมเมื่อ 10,000 ปีก่อน ไม่ใช่การก้าวกระโดดสู่ความสบาย แต่เป็นกับดัก
27. พืชทำให้เราเชื่อง: มนุษย์ไม่ได้ทำให้ข้าวสาลีเชื่อง แต่ข้าวสาลีต่างหากที่ "ใช้" มนุษย์ให้ถางป่า รดน้ำ และดูแลมัน
28. ทำงานหนักขึ้น สุขภาพแย่ลง: ชาวนาทำงานหนักกว่านักล่าสัตว์ แต่ได้สารอาหารที่จำกัดและทำลายกระดูกสันหลัง
29. ประชากรพุ่งแต่รายบุคคลแย่ลง: เกษตรกรรมเพิ่มจำนวนการสืบพันธุ์ของดีเอ็นเอมนุษย์ แต่คุณภาพชีวิตของแต่ละคนลดลง
30. บ่อเกิดโรคระบาด: การอยู่เป็นหลักแหล่งและความแออัดร่วมกับสัตว์เลี้ยง ทำให้เกิดโรคระบาดที่แพร่จากสัตว์สู่คน
31. การสะสมและความเหลื่อมล้ำ: การมีเสบียงอาหารนำไปสู่การสะสมทรัพย์สิน และเป็นจุดเริ่มต้นของชนชั้นทางสังคม
32. ชนชั้นปกครองเกิดจากเสบียงส่วนเกิน: ชาวนาทำงานหนักเพื่อสร้างอาหารส่วนเกิน ซึ่งถูกริบไปโดยชนชั้นสูงและนักบวช
33. จุดเริ่มต้นของความกังวล: ชาวนาเริ่มมีความวิตกกังวลต่ออนาคต (สภาพอากาศ, ฝน, แมลง) อย่างที่คนยุคก่อนไม่เคยมี
34. ชีวิตที่น่าเศร้าของสัตว์เลี้ยง: วัว หมู และไก่ ประสบความสำเร็จทางวิวัฒนาการสูงสุด (มีจำนวนมหาศาล) แต่วิถีชีวิตกลับเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน
35. แนวคิดเรื่อง "บ้าน": การแบ่งแยกดินแดน อาณาเขต และการยึดติดกับสถานที่อยู่อาศัยเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง
36. หมู่บ้านสู่เมือง: การเกษตรทำให้เกิดการรวมกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น จากหมู่บ้าน สู่เมือง และกลายเป็นอาณาจักร
37. ระเบียบจินตนาการ (Imagined Orders): สังคมขนาดใหญ่รอดพ้นจากความวุ่นวายได้เพราะมี "เรื่องแต่ง" (เช่น กฎหมาย ศีลธรรม) ควบคุมไว้
38. ไม่มีระบบใดเที่ยงธรรมโดยธรรมชาติ: ระเบียบทางสังคมไม่ได้มาจากสวรรค์หรือธรรมชาติ แต่สร้างขึ้นโดยคนเพื่อรักษาอำนาจ
39. ติดอยู่ในกรงจินตนาการ: เราเกิดมาก็ถูกสอนให้เชื่อในระเบียบจินตนาการ จนมันฝังรากลึกในวิธีคิดและสถาปัตยกรรม
40. ระบบปิตาธิปไตย (Patriarchy): การกดขี่เพศหญิงและการให้ความสำคัญกับเพศชาย เกิดขึ้นตามมาในเกือบทุกสังคมเกษตรกรรม
41. ความเชื่อเรื่องเพศคือวัฒนธรรม: ไม่มีเหตุผลทางชีววิทยาที่สมเหตุสมผลพอว่าทำไมผู้ชายจึงครองอำนาจเหนือผู้หญิงตลอดประวัติศาสตร์
42. ธรรมชาติ vs ผิดธรรมชาติ: ในทางชีววิทยา สิ่งที่เกิดขึ้นได้คือธรรมชาติ สิ่งที่วัฒนธรรมห้ามต่างหากคือการสร้างข้อจำกัดขึ้นเอง
43. ภาษาเขียนถูกประดิษฐ์ขึ้น: เพราะสมองมนุษย์ไม่สามารถจดจำข้อมูลภาษีและหนี้สินของอาณาจักรขนาดใหญ่ได้
44. การบันทึกเปลี่ยนวิธีคิด: ระบบการเขียนทำให้มนุษย์เริ่มคิดแบบเป็นหมวดหมู่ มีตรรกะ และเป็นระบบราชการ
45. คณิตศาสตร์คือภาษาสากล: ตัวเลขกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการจัดการข้อมูลและบริหารรัฐ
46. วัฒนธรรมคือปรสิต: บางครั้งวัฒนธรรมก็แพร่กระจายและทำลายล้างผู้คน เหมือนกับไวรัสจิตวิทยา
47. สังคมคือการร่วมมือที่มาพร้อมความรุนแรง: เพื่อปกป้องเสบียงและดินแดน สงครามในยุคเกษตรกรรมจึงนองเลือดกว่าในอดีต
48. ระบบทาสเฟื่องฟู: ความต้องการแรงงานในการเกษตรและการก่อสร้าง นำไปสู่การค้าและการกดขี่มนุษย์ด้วยกันเอง
49. ผู้สร้างแต่ไม่ได้เสวยสุข: ผู้ใช้แรงงานคือคนสร้างความมั่งคั่งของโลก แต่ประวัติศาสตร์กลับจดจำเฉพาะชนชั้นสูงและกษัตริย์
50. ไม่อาจหวนกลับ: ทันทีที่มนุษย์ก้าวเข้าสู่เกษตรกรรมและประชากรเพิ่มขึ้น เราก็ไม่สามารถกลับไปเป็นคนล่าสัตว์ได้อีก
เราคิดว่าเราเพาะปลูกเพื่อสร้างความสบาย แต่แท้จริงแล้ว ความสบายนั้นเองที่ขังเราไว้ในกรงของการทำงานหนักที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ส่วนที่ 3: การรวมเป็นหนึ่งของมนุษยชาติ (The Unification of Humankind)
51. ทิศทางของประวัติศาสตร์: ประวัติศาสตร์มนุษย์มุ่งไปสู่การรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวเสมอ
52. โลกเล็กลง: วัฒนธรรมเดี่ยวระดับโลกกำลังก่อตัวขึ้น ผ่านโครงข่ายที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน
53. 3 ระบบรวมศูนย์: สิ่งที่รวบรวมมนุษย์เข้าด้วยกันคือ เงินตรา จักรวรรดิ และศาสนา
54. เงินคือระบบความเชื่อใจสากลสูงสุด: แม้แต่คนที่ไม่เชื่อในศาสนาเดียวกันหรือเกลียดกัน ก็ยังเชื่อในสกุลเงินเดียวกัน (เช่น ดอลลาร์)
55. เงินแปรสภาพทุกสิ่ง: เงินเป็นสื่อกลางที่แปลงทรัพยากรทุกอย่างให้เป็นตัวเลข และเชื่อมโยงคนแปลกหน้าเข้าหากัน
56. ด้านมืดของเงิน: แม้เงินจะสร้างความร่วมมือ แต่ก็ทำลายล้างสายใยครอบครัวและศีลธรรมส่วนตัวได้เมื่อทุกอย่างถูกตีราคา
57. จักรวรรดิคือผู้ประสานความต่าง: รูปแบบการปกครองแบบจักรวรรดิประสบความสำเร็จที่สุดในการกลืนกินและหลอมรวมคนหลากวัฒนธรรม
58. มรดกเลือดของจักรวรรดิ: แม้จักรวรรดิจะล่มสลาย แต่วัฒนธรรม ภาษา และระบบที่ทิ้งไว้กลับกลายเป็นรากฐานของรัฐอิสระในปัจจุบัน
59. เราคือลูกหลานจักรวรรดิ: วัฒนธรรม "ดั้งเดิม" ที่เราหวงแหน ล้วนเป็นมรดกตกทอดจากจักรวรรดิที่เคยมารุกรานในอดีต
60. ศาสนาเสริมความชอบธรรม: ศาสนาช่วยยืนยันว่า "ระเบียบจินตนาการ" ไม่ได้มาจากมนุษย์ แต่มาจากพระเจ้าหรือกฎจักรวาล
61. ศาสนาที่ยิ่งใหญ่ต้องมี 2 องค์ประกอบ: 1. เป็นสากล (เชื่อว่ามีกฎเดียวครอบคลุมทุกสิ่ง) 2. ต้องเผยแผ่ (พยายามโน้มน้าวให้ทุกคนเชื่อ)
62. วิวัฒนาการทางศาสนา: เปลี่ยนจากวิญญาณนิยม (Animism) สู่พหุเทวนิยม (Polytheism) และเอกเทวนิยม (Monotheism)
63. เอกเทวนิยมมักสร้างความขัดแย้ง: การเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวมักนำไปสู่การไม่ยอมรับความเชื่ออื่น และเกิดสงครามศาสนา
64. ศาสนาที่ไม่มีเทพเจ้า: อุดมการณ์สมัยใหม่ เช่น ทุนนิยม เสรีนิยม สังคมนิยม นาซี ทำหน้าที่ทางสังคมเหมือนกับศาสนาทุกประการ
65. ลัทธิมนุษยนิยม (Humanism): ศาสนาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกยุคใหม่ ที่ยกย่อง "คุณค่าของมนุษย์" เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุด
66. ประวัติศาสตร์ไม่ได้ทำเพื่อมนุษย์: ไม่มีหลักฐานว่าการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเพื่อทำให้ชีวิตมนุษย์ดีขึ้นเสมอไป
67. ระบบความโกลาหลระดับ 2: ประวัติศาสตร์คาดเดาไม่ได้ เพราะเมื่อเราพยากรณ์อะไรบางอย่าง ผู้คนก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงมัน
68. ศึกษาอดีตเพื่อปลดแอกอนาคต: เราเรียนประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพื่อพยากรณ์อนาคต แต่เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ และเรามีทางเลือกอื่น
69. โลกของการค้า: การค้าเป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว
70. คุณค่าสากลร่วมกัน: ปัจจุบันแทบทุกประเทศทั่วโลกยอมรับระบบรัฐชาติ ระบบเศรษฐกิจ ทุนนิยม และแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน
71. การต่อสู้ในกรอบเดียวกัน: ความขัดแย้งในปัจจุบัน ไม่ใช่การชนกันของวัฒนธรรมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่เถียงกันด้วยภาษาและคุณค่าเดียวกัน
72. หมดยุคชาตินิยมโดดเดี่ยว: ไม่มีประเทศใดในปัจจุบันที่สามารถอยู่รอดได้โดยไม่พึ่งพาระบบเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยีระดับโลก
73. จักรวรรดิระดับโลก: โลกปัจจุบันกำลังถูกปกครองโดยเครือข่ายของรัฐ ทุนนิยมระดับชาติ องค์กรอิสระ และบริษัทยักษ์ใหญ่
74. ปัญหาระดับโลก: วิกฤตอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บีบบังคับให้มนุษยชาติต้องรวมตัวกันแก้ปัญหาข้ามพรมแดน
75. สงครามลดความสำคัญ: ในโลกยุคใหม่ ผลกำไรจากการทำสงครามยึดดินแดนมีน้อยกว่าการร่วมมือทางการค้า สันติภาพจึงให้ผลตอบแทนดีกว่า
อาณาจักร ศาสนา และบริษัทมหาศาล ล้วนขับเคลื่อนด้วยเวทมนตร์เดียวกัน นั่นคือ “ความเชื่อใจ” ของคนแปลกหน้านับล้าน
ส่วนที่ 4: การปฏิวัติวิทยาศาสตร์และอนาคต (The Scientific Revolution & Future)
76. การค้นพบ "ความไม่รู้": การปฏิวัติวิทยาศาสตร์เมื่อ 500 ปีก่อน เริ่มต้นจากจุดที่มนุษย์กล้ายอมรับว่า "เราไม่รู้ทุกสิ่ง" (Ignorance)
77. เปิดประตูสู่การสำรวจ: การยอมรับความไม่รู้ นำไปสู่การตั้งสมมติฐาน สังเกต และค้นคว้าหาความจริงใหม่ๆ โดยไม่พึ่งพารักษาคัมภีร์โบราณ
78. อำนาจคู่กับความรู้: วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ไม่ได้ค้นคว้าเพื่อความรู้เพียงอย่างเดียว แต่มุ่งสร้าง "เทคโนโลยี" ที่ขยายอำนาจมนุษย์
79. พันธมิตรที่น่ากลัว: วิทยาศาสตร์ ทุนนิยม และลัทธิจักรวรรดินิยม ร่วมมือกันสร้างมหาอำนาจให้ชาวยุโรปครองโลกในศตวรรษที่ 18-20
80. สำรวจเพื่อยึดครอง: นักสำรวจชาวยุโรปเดินทางพร้อมกับทหารและนักวิทยาศาสตร์ เพื่อแสวงหาความรู้ไปพร้อมๆ กับขยายดินแดน
81. ทุนนิยมขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์: งานวิจัยและเทคโนโลยีส่วนใหญ่เกิดขึ้นได้เพราะมีเป้าหมายทางเศรษฐกิจ หรือเพื่อเพิ่มผลกำไร
82. พายที่ขยายตัวได้ตลอด: ทุนนิยมตั้งอยู่บนความเชื่อใหม่ที่ว่า เศรษฐกิจสามารถเติบโตขึ้นได้เรื่อยๆ ซึ่งต่างจากอดีตที่เชื่อว่าความมั่งคั่งมีจำกัด
83. ความเชื่อมั่นในอนาคต (Credit): ระบบสินเชื่อเกิดจากการที่คนเชื่อว่าอนาคตจะดีกว่าปัจจุบัน จึงกล้าให้กู้ยืมและลงทุนล่วงหน้า
84. การปฏิวัติอุตสาหกรรม: คือการค้นพบวิธีแปลงพลังงานรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่ง (เช่น ความร้อนเป็นพลังงานกล)
85. ปลดล็อกขีดจำกัด: มนุษย์ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยพลังงานจากกล้ามเนื้อคนหรือสัตว์อีกต่อไป เมื่อเรารู้จักใช้ถ่านหิน น้ำมัน และไฟฟ้า
86. เกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรม: เครื่องจักร ปุ๋ยเคมี และเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้โลกผลิตอาหารได้ล้นเหลือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
87. ลัทธิบริโภคนิยม (Consumerism): เมื่อของผลิตได้เยอะ จึงต้องสร้างค่านิยมใหม่ให้ผู้คน "ซื้อและบริโภค" สิ่งที่ไม่ได้จำเป็นจริงๆ
88. ทุนนิยมคู่บริโภคนิยม: คนรวยลงทุนเพื่อขยายกิจการ (Capitalism) ส่วนคนทั่วไปซื้อสินค้าเพื่อความสุข (Consumerism)
89. สลายครอบครัวและชุมชน: รัฐและตลาด (ทุนนิยม) เข้ามาแทนที่บทบาทของการดูแลในครอบครัวและชุมชนท้องถิ่น (มีประกัน ตำรวจ โรงเรียน)
90. ปัจเจกชนผู้โดดเดี่ยว: เราได้รับอิสรภาพในการเลือกชีวิตตนเองมากขึ้น แต่ก็แลกมากับความโดดเดี่ยวที่ขาดชุมชนอุ้มชู
91. เผด็จการของตารางเวลา: นาฬิกาและตารางเวลาแบบอุตสาหกรรม เข้ามาควบคุมกิจวัตรประจำวันของมนุษย์ทุกฝีก้าว
92. ความรุนแรงลดลง: สถิติโลกแสดงให้เห็นว่ายุคของเรามีความสงบสุขที่สุด อัตราการตายจากสงครามและความรุนแรงน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์
93. คำถามสำคัญเกี่ยวกับความสุข: มีเทคโนโลยีมากมาย แต่เรามีความสุขเพิ่มขึ้นกว่าคนยุคหาของป่าล่าสัตว์จริงหรือ?
94. ความสุขคือความคาดหวังที่บรรลุผล: ความสุขไม่ได้มาจากวัตถุที่เพิ่มขึ้น แต่มาจากความสอดคล้องระหว่าง "สิ่งที่เราอยากได้" กับ "สิ่งที่เรามี"
95. ชีววิทยาของความสุข: แท้จริงแล้วความสุขเป็นเพียงปฏิกิริยาเคมีในสมอง (เซโรโทนิน, โดปามีน, ออกซิโทซิน) ไม่ใช่สถานะภายนอก
96. โครงการกิลกาเมช (Gilgamesh Project): วิทยาศาสตร์สมัยใหม่กำลังมุ่งหน้าสู่เป้าหมายสูงสุดคือ การเอาชนะความตายและความแก่ชรา
97. การออกแบบอย่างชาญฉลาด (Intelligent Design): มนุษย์กำลังก้าวเข้ามาแทนที่วิวัฒนาการตามธรรมชาติ ด้วยการตัดต่อพันธุกรรมและวิศวกรรมชีวภาพ
98. การสร้างชีวิตที่ไม่มีชีวิต: ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และไซบอร์กกำลังทำลายเส้นแบ่งระหว่างชีววิทยาและเทคโนโลยี
99. จุดจบของโฮโมเซเปียนส์: อนาคตมนุษย์อาจอัปเกรดตัวเองจนกลายเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง (Homo Deus)
100. คำถามที่น่ากลัวที่สุด: เรากำลังจะกลายเป็นเทพเจ้าที่สามารถสร้างสรรค์หรือทำลายล้างได้ตามใจชอบ แต่คำถามคือ "เราต้องการให้ตัวเองต้องการอะไร?" (What do we want to want?) เพราะเรามีอำนาจล้นฟ้า แต่กลับสับสนและไม่รู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร
สิ่งที่น่ากลัวกว่ามนุษย์ที่ทรงอำนาจดั่งเทพเจ้า คือมนุษย์ที่ทรงอำนาจแต่ไม่รู้เลยว่า “แท้จริงแล้วตัวเองต้องการอะไร”
หนังสือ “Sapiens: A Brief History of Humankind (เซเปียนส์ ประวัติย่อมนุษยชาติ)” เป็นหนังสือทรงคุณค่าในการครอบครอง มีไว้ติดบ้าน เนื้อหาอ่านซ้ำได้ไม่ขึ้นกับกาลเวลา ทำให้เราได้ซึมซับและระลึกถึงความเป็นมนุษย์ที่อาจหลงลืมอะไรไปในหลายปีของแต่ละคน
หนังสือดีก็มีออกกันมาเรื่อยๆ แต่หนังสือทรงคุณค่านานๆ จะออกมาสักครั้ง
แล้วพบกันอีกครับ
JohnWis
*****
โฆษณา