Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Written Again and Again
•
ติดตาม
10 มิ.ย. เวลา 00:00 • ไลฟ์สไตล์
เจาะลึก คุณนักอ่าน (Deep Inside the Reader)
นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร
ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี
Quote นี้ดูแรง เหมือนบูลลี่คนไม่อ่านหนังสือยังไงก็ไม่รู้ แต่ก็แฝงความหมายดี ผมคิดว่าไม่น่าบูลลี่นะ เป็นข้อความกระตุ้นให้คิดกันมากกว่า อย่าไปคิดเยอะเลย
การอ่านไม่ใช่ทักษะที่มีมาแต่เกิดของมนุษย์ มันถูกฝึกฝนขึ้นมาภายหลังการเติบโตของเรา การฟัง การออกเสียง ถือเป็นทักษะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่การอ่านและการเขียนจะเป็นทักษะที่ต้องฝึกขึ้นมาหลังจากนั้นจากการสั่งสอนทางสังคม
คำว่า “นัก” ที่ใช้นำคำกิริยาหมายความว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำสิ่งนั้น นักอ่านจึงมีความหมายในภาพรวมว่า ผู้ที่มีความชื่นชอบและเชี่ยวชาญในการอ่านหนังสือ
การอ่านไม่ใช่ทักษะซับซ้อนอะไรมาก แต่นักอ่านก็ไม่ได้เป็นกันง่ายๆ นะครับ แค่อ่านออกยังไม่ถือเป็นนักอ่าน คงต้องมีอะไรมากกว่านั้น ต้องเป็นคนที่รักการอ่านและอ่านมามากจนสามารถกลั้นความคิดแล้วถ่ายทอดออกมาสู่ผู้อื่นได้
ไม่ใช่ว่าใครจะเป็นนักอ่านกันได้ง่ายๆ ถ้าวิถีชีวิตและความชอบไม่สอดคล้องกัน เพราะถ้าใครไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่ชอบดูภาพเคลื่อนไหวมากกว่า ชอบการพูดคุยมากกว่า ไม่ได้ใช้ชีวิตไปกับการอ่านหนังสือ มีสิ่งอื่นน่าสนใจมากกว่า ผู้คนเหล่านี้ก็จะไม่ใช้นักอ่านถึงแม้จะอ่านอะไรอยู่บ้างแต่ก็นักอ่านตัวจริงอยู่มาก
กว่าจะเป็นนักอ่านต้องผ่านบททดสอบเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าเราเป็น นักอ่านแล้วหรือยัง
เมื่อเราเข้าสู่ความเป็นนักอ่านอย่างเต็มตัว เราจะมีคุณสมบัติบางอย่างเพิ่มเติมเข้ามา สิ่งเหล่านี้หลายคนอาจไม่ได้สังเกตุแม้แต่ตัวเราเองก็ตาม
เรามาเจาะลึกคุณนักอ่านกันดีกว่าว่า พวกเขามีคุณสมบัติหรือสิ่งใดที่น่าสนใจบ้าง
ปรารถนาการรอบรู้ (Literacy) และเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)
ความคาดหวังของนักอ่านคือความรู้จากประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญของผู้เขียนที่ถ่ายทอดออกมาในหนังสือ
ผู้ที่มีความรู้จนอิ่มตัวมักหาหนทางถ่ายทอดความรู้ของตนออกมาเป็นหนังสือเพื่อจารึกบนโลกสร้างความภาคภูมิใจในชีวิต นักอ่านหลายคนผันตัวเองมาเป็นนักเขียนด้วยความปรารถนานี้
นักอ่านก็ปรารถนาที่ผู้เชี่ยวชาญในวงการต่างๆ เขียนหนังสืออกมาให้เราได้รับรู้ความเชี่ยวชาญจากเขาเหล่านั้นเช่นกัน
ผู้เชี่ยวชาญบางคนเขียนไม่เก่งก็อาจใช้ผู้อื่นเขียนขึ้นแทนตัวเอง (Ghost Writer) ก็ได้ เรานักอ่านก็เพียงเสาะหาเรื่อที่อยากรู้หรือกวาดตามองหาความรู้ใหม่ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ถูกใจก็จ่ายเงินซื้อ
มีความสามารถในการสร้างแบบจำลองสถานการณ์ในความคิด (Mental Simulation)
หากเราอ่านหนังสือมามากพอทักษะนี้จะเกิดขึ้นเองอัตโนมัติ ในระหว่าที่อ่านสมองจะสร้างภาพประกอบทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพได้มากกว่าการจำเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจะเป็นหนังสือนิยายที่อธิบายสิ่งต่างๆ จนเราเห็นภาพในความคิด
นักเขียนเก่งๆ จะสามารถโน้มน้าวให้เราจิตนาการภาพที่ผู้เขียนต้องการสื่อ ความลื่นไหลของเนื้อหาที่เรียงร้อยเรื่องราวเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้ามีจุดสะดุดขึ้น ภาพที่จินตนาการจะผิดเพี้ยนยากต่อความเข้าใจ บางครั้งถ้าการร้องเรียงแย่มากอาจถึงขึ้นทำลายภาพที่สร้างไว้พังลงได้
การสร้างแบบจำลองสถานการณ์ในความคิดช่วยให้เราย่นเวลาการเรียนรู้เรื่องบางเรื่องผ่านประสบการณืของผู้เขียน การอ่านหนังสือจะถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
มีความสามารถในการเชื่อมโยงข้ามศาสตร์ (Cross-Disciplinary Integration)
ความสารถนี้เป็นทักษะขั้นสูงที่เปลี่ยนนักอ่านจากการเป็นเพียง "ผู้รับข้อมูล" (Passive Consumer) ให้กลายเป็น "นักคิดวิเคราะห์" (Active Synthesizer) แทนที่จะมองความรู้เป็นไซโลที่แยกขาดจากกัน โดยนักอ่านมักจะคิดต่อไปได้อีกว่า “หลักการนี้เอาไปอธิบายศาสตร์อื่นได้อย่างไร”
นักอ่านกลุ่มนี้จะมองเห็น "โครงข่าย" (Latticework) ที่เชื่อมโยงศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกัน เรื่องที่ไม่น่าเกี่ยวกันก็สามารถเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างสมเหตุสมผล ไม่ใช่การมั่ว แต่อ่านเพื่อหาจุดร่วมและนำไปประยุกต์ใช้กับเรื่องอื่นได้อีก
พื้นฐานเหล่านี้ต้องเกิดจากการอ่านสะสมของศาสตร์หลายๆ แขนงรวมถึงความเข้าใจในศาสตร์เหล่านั้นเป็นอย่างดีมานาน ทำให้สมองมีการพัฒนาโครงข่ายเหล่านี้ขึ้นมารองรับ
รอเพียงการปะติดปะต่อการเชื่อมโยงกันในภายหลังนี้ อาจเป็นเหตุผลให้ผู้เขียนนิยายสามารถสร้างตัวละครที่มีความสามารถในหลายๆ ด้านในเนื้อเรื่อง
มีความคุ้นชินในภาวะลื่นไหล (Flow State)
การอ่านหนังสือที่ระดับความยากพอดีกับทักษะ จะทำให้นักอ่านเข้าสู่ภาวะลื่นไหล (Flow State) ซึ่งเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่เกิดสภาวะแห่งความสุข ที่ใครได้สัมผัสแล้ว ทำให้ ลืมความหิว ลืมเวลา และจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะอย่างสมบูรณ์แบบ (รายละเอียดเชิงลึกหาอ่านได้จากหนังสือ Flow)
ในภาวะลื่นไหลนักอ่านสามารถอ่านหนังสือได้หลายชั่วโมงต่อเนื่องกัน ซึ่งต้องแยกให้ออกว่าหนังสืออ่านสนุกจนวางไม่ลงหรือผู้อ่านเข้าสู่ภาวะลื่นไหลกันแน่ การอ่านอย่างต่อเนื่องช่วยทำให้ผู้อ่านเกิดสมาธิได้บ่อยซึ่งช่วยให้จิตใจสดชื่นถอนสิ่งมัวหมองลงได้
มีความใจเย็นช่วยลดความผิดพลาดในการตัดสินใจจากสัญชาติญาณลงได้มาก
นักอ่านเป็นผู้ฝึกความอดทนในการอ่านหนังสือมาหลายปีแล้วในชีวิต ทำให้คุ้นชิดกับการคอยได้มาก ไม่ด่วนตัดสินใจอย่างวู่วาม
ลองสังเกตุดูได้ เป็นไปได้ว่าเหล่านักอ่านเคยฝึกสถานการณ์บางอย่างล่วงหน้ามาแล้วจึงไม่ค่อยตระหนกเมื่อเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ภาพลักษณ์ที่มักสื่อสารออกมาของนักอ่านคือการเป็นคนใจเย็นนี่แหละ ลองนึกภาพผู้สูงอายุนอนเอนกายอ่านหนังสือบนเก้าอี้โยก เป็นพร็อพพื้นฐานในละครทั่วโลกเลยก็ว่าได้
มีความเข้าใจผู้อื่น (Empathy) และลดอัตตา (Ego) ตัวเอง
การอ่านคือการฝึกเป็นผู้ฟังที่ดีในรูปแบบหนึ่ง เมื่อเราเปิดหนังสือ เราไม่สามารถพูดแทรกหรือโต้เถียงกับผู้เขียนได้ในทันที เรามีหน้าที่ต้องติดตามและพยายามทำความเข้าใจตรรกะหรือเจตนาที่ซ่อนอยู่จนกว่าจะจบหน้ากระดาษ
การฝึกฝนนี้ช่วยลดความคุ้นชินในการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง และสอนให้เราเปิดใจรับฟังอย่างลึกซึ้งและใส่ใจผู้อื่นมากขึ้นในชีวิตจริง
การที่นักอ่านมักจะมีความเข้าใจผู้อื่นสูงและมีอัตตา ที่ลดลงนั้น เป็นผลมาจากกระบวนการทำงานของสมองและจิตใจขณะที่เปิดรับตัวอักษร
กระบวนการเหล่านี้ทำงานคล้ายกับการจำลองสถานการณ์จริง ซึ่งช่วยดัดแปลงและขัดเกลาวิธีที่เรามองโลกได้ในหลายมิติ
ยิ่งอ่านมากเท่าไหร่ เรายิ่งค้นพบว่ามีสิ่งที่เราไม่รู้อีกมหาศาล ความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ ที่หลั่งไหลเข้ามา จะคอยย้ำเตือนถึงขีดจำกัดของตัวเอง ซึ่งเป็นเครื่องมือชั้นดีในการจัดการกับอัตตาของตัวเองทำให้เรากลายเป็นคนที่พร้อมจะเรียนรู้จากผู้อื่นอยู่เสมอ
การอ่านเรื่องราวที่มีตัวละครหรือชีวประวัติ การได้เข้าไปนั่งในความคิดของคนอื่น ทำให้เกิดการฝึกฝน "ความเห็นอกเห็นใจ" (Empathy) อย่างลึกซึ้ง มีความเข้าใจความซับซ้อนของมนุษย์ มองเห็นที่มาที่ไปของพฤติกรรม มากกว่าจะตัดสินคนอื่นในทันที
การอ่านจึงเปรียบเสมือนการเดินทางออกจากตัวเองชั่วคราว เพื่อไปทำความเข้าใจมนุษย์คนอื่น แล้วกลับมาพร้อมกับความอ่อนโยนในจิตใจที่มากขึ้น
มีความสามารถในการกลั่นกรองเพื่อสร้างสรรค์ (The Urge for Distillation and Output)
เมื่อนักอ่านรับข้อมูลเข้าไปจนถึงจุดที่อิ่มตัว ลึกๆ แล้วจิตใจของนักอ่านจะเรียกร้องกระบวนการ "ย่อยและส่งออก" (Synthesize) เพื่อเป็นผลลัพธ์บางอย่างที่มีคุณค่าด้วยความเต็มใจ ไม่ว่าจะเป็น งานสร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ
การรู้ว่า "อะไรควรตัดทิ้ง" การอ่านบ่อยๆ ช่วยสร้างระบบคัดกรองในสมอง ทำให้เราประเมินคุณภาพและตรรกะของข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ทำให้นักอ่านสามารถบีบอัดข้อมูลแล้วกลั่นความคิดออกมาให้เหลือสิ่งสำคัญที่สุดเพียงแนวคิดเดียวที่ทรงพลังที่สุดได้
มีความรักสันโดษ (Comfort in Solitude)
เข้าใจตรงกันก่อน ความรักสันโดษในการอ่านหนังสือ ไม่ได้เหมือนกับการเป็นคนที่มีบุคลิคภาพแบบ “Introvert” การอ่านเป็นกิจกรรมที่ต้องทำคนเดียว นักอ่านจึงต้องมีโลกส่วนตัวที่แข็งแรงเพื่อสร้างความเข้าใจในเนื้อหา
ด้วยความเคยชินเหล่านี้ก่อเกิดเป็นคนรักสันโดษในบางช่วงเวลา เพราะช่วงเวลาเหล่านั้นมีคุณค่าสำหรับนักอ่าน ทำให้เกิดความสุขในสภาวะลื่นไหล
นักอ่านหลายคนสามารถชาร์จพลังงานได้ดีที่สุดเมื่ออยู่กับตัวเองและพื้นที่ปลอดภัยทางความคิด โดยองค์ประกอบหนึ่งที่ต้องมีก็คือหนังสือ
นักอ่าน ถ้าเป็นแล้ว เลิกไม่ได้ ตลอดชีวิต
นักอ่านไม่ใช่อาชีพ แต่เป็นวิถีชีวิตแบบหนึ่งของคนกลุ่มหนึ่งที่รักการอ่าน การอ่านหนังสือไม่มีคำว่ามากเกินไปสำหรับความรู้บนโลกนี้
บางคนหวังสร้างภาพลักษณ์โดยหยิบหนังสือมาประกอบก็มี แสดงว่าการอ่านทำให้เราดูดีมีคุณค่า เราไม่ค่อยได้ยินคำติติงจากผู้ใดว่า “อย่าอ่านหนังสือให้มากนัก”
ถึงแม้นักอ่านจะอ่านหนังสือมามากมาย แต่ไม่ใช่สิ่งที่บ่งชี้ว่า ผู้นั้นจะประสบความสำเร็จหรือยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ แต่การอ่านก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้ประสบความสำเร็จระดับโลกมากมายด้วยเช่นกัน
นักอ่านไม่จำเป็นต้องอ่านอะไรตลอดเวลา ไม่ได้ยิ่งใหญ่จึงไม่ต้องสร้างภาพอะไรทั้งนั้น เราอ่านเพราะเราอยากอ่าน
ความเหมาะของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเสพการอ่านเป็นชีวิตจิตใจก็เป็นพวกหนอนหนังสือไป บางคนอ่านก่อนนอน หรือตอนพักเท่านั้น บางคนกำหนดเวลาอ่านแน่นอนในตารางเวลา
ไม่ว่าเราจะอ่านอย่างไร ถ้าเราอ่านมามากพอ เราก็จะรู้ตัวเองจากข้างในว่า
ฉันเป็นนักอ่านแล้ว
แล้วพบกันอีกครับ
JohnWis
*****
พัฒนาตัวเอง
ไลฟ์สไตล์
หนังสือ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย