11 มิ.ย. เวลา 07:40 • ความคิดเห็น
จำได้ว่าตอนเด็ก .ที่ยังไม่มี ถนนหนทาง ไปไหนมาไหน ยังใข้เรือ ใช้เกวียน ก็มี ถนนลาดยาง ก็มีเฉพาะในตัวเมืองจังหวัด ออกนอกตัวเมืองไป ก็เป็นถนนดิน ถนนลูกรังบางที่ก็ไม่มี โรงพยาบาล ก็มีแต่โรงพยาบาล จังหวัด ขาวบ้านที่ ห่างไกล .ก็มีเรื่องราวหมอตำแย หมอชาวบ้าน ที่เค้าทอดถ่ายความรู้ กันมา . คนพวกนี้ไม่มีใบรับรองอะไร ก็เป็นหมอชาวบ้าน
ในสมัยที่ มีพวกไอ้เสือปล้น ก็มีคนที่ถูกยิง แต่ไม่ตาย เค้่าก็ไปอาศัย หมอชาวบ้านนั่นแหละช่วยรักษา หมอเถื่อนช่วยรักษา พอเวลาผ่านไป มันก็ หมอที่ชาวบ้าน เคยพึ่ง ยามยากไปมา ก็ไม่สะดวก จะไปโรวพยายาม ก็ .ระยะทางไกล สมมุติว่า ใกล้คลอด กว่าจะถึงโรงพยาบาล ก็คง .คลอดกลางทาง คนเหล่านี้ กลายเป็นหมอเถื่อน ตามกฏหมาย เค้าก็เลย เก็บตัว เก็บตำรับตำรา รุ่นลูกรุ่น ก็ไปเรียนหนังสือ ตามภาคบังคับ วิขาที่เค้าสืบทอดกันมา ก็ค่อยๆสูฃญหายไปไหน
ยิ่งมาสมัยนี้ .เราก็สังเกต ดูยาไทย ค่อยๆหายไป บางร้านก็ต้องปิด กิจการ เพราะว่า เครื่องหมาย การเก็บรักษา เค้าว่า ไม่ดีพอ ตามมาตรฐาน ที่ว่า ตามยุคสมัย .เค้าก็ถูกเบิกใบอนุญาต . แหม น่าเสียดาย เราไปนอนนวด มีคนผู้ชายนวด เตียงข้างๆ เค้าพูดว่า มาละๆ ได้เวลา ตามตัวขึ้นเป็นผื่น ปรเมาณชั่วโมงก็หาย . เค้ากินยา ฝรั่ง ที่หมอสั่งมาเป็นสิบปี ก็ไม่หาย เราก็เลยขอดูหน่อย . เราก็ นี่เค้าเรียกว่า ประดงลม บอกเค้าไป ยามากิน ไม่ถึงอาทิตย์ เค้าก็บอกว่าเค้าหายแล้ว
กลับมา ทีเรื่องโรงพยาบาล คราวที่แม่ เราป่วยเป็นอัมพฤกษ์ ก็ด้วย การผัดกระเพรา กลิ่มมันแรง แค่จามนิดเดียว เส้นข้างขวา ก็หลบ อ่อนเปลี้ย มีอาการเป็นอัมพฤกษ์ กล้ามเนื้อ ที่เอว เหมือน ไปสำลี คล้ายอย่างนั้น ปวดแสบปวดร้อน ด้วยปลายประสาทอักเสบ คราวนี้ มีคน เคยบอกเรื่องราว ที่เส้นมันตึง ที่หมอนวดเค้าว่า เส้นมาหลบ เค้าก็จับดึงเส้นนั้น ให้ออกมาอยู่ในตำแหน่งเดิม เราก็พยายามทำ
ตอนที่ไปเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล ไปนอนพัก เฝ้าแม่ ที่อาคาร ผู้ป่วยหญิง ก็อาศัยผ้าขาวม้า ปูนอนใต้เตียง เพราะเตียงมันวางชนกันแน่น อากาศก็อึดอัด ทั้งคนเฝ้า คนป่วย ก็ต้องทนเอา ไม่สะดวกสบาย หมอก็มาดูตเช้าหน่อย ใช้เวลา เตียงละ คนนาที .แล้วก็เดินผ่านไป
มันก็สนุกที่ไปนอน เฝ้าคนป่วย ที่ห้องผู้ป่วยรวม เอ้า ตอนตีหนึ่ง ตีสอง มีเสีย เอะอะโวยวาย เกิดขึ้น ..เรา ก็ไปคุยกับพระ ที่ป่วยอยู่ .ท่านก็บอกว่า แหม..ไอ้ตอนดึก มันมีคน ที่เรียกว่า เจ้ากรรมนายเวรมา แบกท่อนไม้ มากระหน่ำตี คนป่วย .ไอ่คนป่วยก็ร้อง เพราะถูกตี ญาติที่เศร้าก็ ไม่ต้องนอนกันล่ะ
นานเราก็ไปโรงพยาบาล ก็เห็นคนป่วย มารอกันมากมาย . เราก็เคยคุยกับพระ เรื่องราวอย่างนี้ ก็คุยว่า ที่เจ็บป่วยกัน มากกว่าครึ่งมาจากเรื่องราวไสยาศาสตร์ ที่คนสมัยนิยมชมชอบ หาตัวช่วย ให้ร่ำรวยๆ อยากมีกรรมให้มากขึ้น มันดูเลยมีกรรม มีกายเจ็บป่วย การที่เป็นกรรมเกิดขึ้น .ไม่รู้จะแก้อย่าง เพราะคน อยากมีกรรม
ตอนที่แม่เป็นอัมพฤกษ์ พระที่เรานับถือ ยอกว่า โยมมาอยู่วัด ปฏิบัติธรรม ขอรับเวทนาแม่ที่ป่วย .เราก็สงว่า ทำได้หรือ ท่านก็บอกว่า ทำได้ ทำกายนิ่งจิตเฉย กราบพระ ขอปฏิบัติธรรม เดินจงกรมขอรับเวทนาแม่มา เพร่ะที่ตัวเรามีธาตุพ่อแม่อยู่ เราทำได้ .เค้าเรียกตอบแทนพระคุณพ่อแม่ทางจิต เราก็ไปทำ .วันแรก แม่ตื่นเช้า ลุกทำกับข้าวหุงข้าวเป็นปกติ แล้วยังไปเดินตามตลาดอีก นี่ก็ ที่เค้า ประพฤติปฏิบัติธรรม ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ แม่เรา ก็กลับมาเป็นปกติ
ที่เขียนนี้ ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องเรื่องราว พัฒนาอะไร เขียนเป็นเรื่องราวที่ว่า เจ็บป่วย เพราะคนมีกรรม. บางที่เราก็มานั่งคิด เอ .สมัยก่อน คนเค้าอยู่ได้ยังไง ร่างกายมันก็มีเจ็บมีป่วย รบกัน ก็เอามีอีดาบหอกฟันกัน เค้ารักษากันอย่าไร เค้าจะไม่มีปัญญาดูแล ออกลูกออกหลาน มาจนถึงยุคสมัยนี้ เค้าจะไม่มีความรู้ดูแลเ่ลนหรือ . แล้วความรู้เหล่านั้น มันหายไปไหนหมด
เวลาไปโรงพยาบาล ที่หน้าโรงพยาบาล มีศาล มีน้ำหวาน เจียวแดง พวงมาลัย เต็มไปหมด เราไปที่โรงพยาบาลดัง ที่หนึ่ว เราก็ไม่นั่งเล่น ตรงใกล้ ศาล เมื่อกลับมาบ้าน ก็นั่งสวดมนต กเห็นเป็นภาพท่าน มายืน ตัดำ ..ก็สงสัย ว่าตัวท่านทำไมถึงดำ หากบอกชื่อท่าน ก็หลายคนกอาจได้เคยได้ยิน
. เราไปถามพระ ทำไมท่านตัวดำ พระท่านก็บอกว่า มีแต่คนเอากรรมไปแปะตัวท่าน บนบานศาลกล่าว มีพวงมาลัย . น้ำหวาน . โอ้ย สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้แปรสภาพเป็นบุญ .เวลาคนมาบนบาน ท่านก็เมตตา ไปต่อรองกับเจ้ากรรมนายคนป่วย บางคนเค้าก็ยอม บางคนก็ไม่ยอม เหมือนไปบอกเค้าเฉย ไม่มีอาหารไปให้ ไม่มีบุญไปให้ เค้่าก็ไม่มีแรงที่จะลุกออกตรกกายคนป่วย ก็อยู่ด้วยกันต่อไปละกัน
เราก็เลย คุยกันว่า บอกน้องที่ตอนแม่ป่วย ก็ทำบุใสบาตร ให้เจ้าที่โรงพยาบาลเค้าด้วย เค้าจะได้มีบุญ แล้วก็ควไม่เสียหายอะไร แค่สละเวลาทเจียดเงินนิดหน่อย ไปซื้อของทำบุญใส่บาตร เอ้า .
..จะใส่บาตร ก็กลัว อี กลัวคนที่ครองผ้าเหลือง .เอ้า.งั้นก็.. มองที่ผ้าเหลือง ให้ทะลุไปถึงพระพุทธเจ้า เราก็นอบน้อม ทำบุญผ่านเครื่ิองหมายธรรม ไปถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำบุญถวายท่าน. ผ่านเครื่องหมายธรรม ที่มีผู้ครองมา ให้เราทำบุญใส่บาตร ไม่ไปยึดถ่อ ที่ตัวบุคคล ทำบุญเสร็จก็กรวดน้ำ ให้เจ้าที่ โรงพยาบาล น้องเค้าก็ไปทำ บอกกล่าว แม่เค้าก็หลับสบาย ได้พักผ่อน ไม่มีอะไรมารบกวน
ที่เขียนนี้ เรื่องราวของกรรม ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องประเทศเป็นแผ่นดิน เค้าอยู่เฉย ใครไปเดินไปเดินมา บนแผ่นดีน เค้าก็ไม่ว่าอะไร ส่วนเรื่องราว จะพัฒนาวัตถุสิ่งของ สิ่งอำนวย เบาเทา ความทุกข์เดือดร้อน นั่นมันเรื่องราวของคนทำกันเองทั้งนั้น แล้วเวลาที่เห็น พวงมาลัย แขวงตรงหน้าศาลโรวพยาบาล คนเค้าไม่รู้จะ หวังอะไรช่วย ก็นี่ละกัน พวงมาลัย จัดไป . ลงทุนน้อย .หวังลมๆแล้ง.. ก็ได้ลมไป…
แผ่นดินนี้ ก็มีคนมาเกิด แล้วตาย มาสร้างเรื่องดีก็มี มาทำลาย มาโกง คดโกง มันก็มาเรื่อย ว่าแต่ยุคนี้ คนมาเกิดคงน้อยลงไป งานผดุงครรภ์ก็ลดน้อยลง อีกหน่อย นักเรียนก็ลดน้อยลงไป มันมาถึงยุค ข้าวยกหมากแพง คนก็จะมาเกิด เค้าก็ชลอไป ให้ผ่านยุค ที่เค้ากำลัง เข่นฆ่ากันไปก่อน .แก่งแย่งกัน .แย่งสมบัติ ที่ทำกิน กันไปก่อน.
แล้วจำนวน ตัวเลขประชากรไทย เราว่า อีกสิบข้างหน้า สว ที่มีจำนวน คงจะจาก นอนลงไป แล้วก็หายตัวไปอีกมาก . บ้านช่อง คงจะทิ้งร้างอีกเยอะ .หมอก็น่าเยาภาระลงไป โรงพยาบาล ก็ไม่จะแออัด .ถึงเวลานั้น .
โฆษณา