28 มิ.ย. เวลา 15:16 • สุขภาพ
การพยายามเอาใจคนอื่นจน
ลืมดูแลใจตัวเองและเมื่อรู้สึกเครียดสะสมมากสมองอาจตอบสนองด้วยการ“ตัดการรับรู้”หรือภาวะ dissociationซึ่งเป็นกลไกป้องกันตัวเองไม่ใช่ความอ่อนแอหรือความผิดของเจ้าตัวดอก
มองเรื่องนี้ด้วยมุมมองที่นุ่มลึก
และอาศัยปัญญาอาจกล่าวได้ว่า
มนุษย์จำนวนมากต่างเติบโต
มาพร้อมกับความเชื่อที่ว่า
“ความรักต้องแลกด้วยการ
ทำให้คนอื่นพอใจ”จึงค่อยๆ
สร้างตัวตนขึ้นจากสายตาของผู้อื่นมากกว่าจากการรับรู้คุณค่าของตนเอง
เมื่อทำเช่นนี้นานเข้าใจจะเหนื่อยโดยไม่รู้ตัวเพราะชีวิตทั้งชีวิตต้องคอยตรวจจับอารมณ์ของคนรอบข้างอยู่เสมอราวกับเป็นยามเฝ้าความรู้สึกของทุกคนยกเว้นความรู้สึกของตัวเอง
เมื่อถึงวันที่แบกรับไม่ไหวสมอง
จึงเลือกปิดการรับรู้บางส่วนไม่ใช่เพื่อทำร้ายเราแต่เพื่อช่วยให้เรารอดจากความทุกข์ที่เกินกำลังรับ
ในขณะนั้นจึงไม่แปลกที่บางคน
จะรู้สึกเหมือนตัวเองลอยออกจากตัวไม่มีสมาธิหรือเหมือนจะไม่ใช่คนเดิมไป
ปะต้าคิดนะ!
การเยียวยาไม่ได้เริ่มจากการพยายาม “กลับไปเป็นคนเก่งเหมือนเดิม” หากเริ่มจากการ
เลิกทำสงครามกับตัวเองก่อน
ความเมตตาต่อตนเองไม่ใช่
ความเห็นแก่ตัวดอกแต่คือการยอมรับว่าเราเองก็เป็นมนุษย์
คนหนึ่งที่สมควรได้รับความ
อ่อนโยนเช่นเดียวกับคนอื่น
การดูแลใจตนเองจึงไม่ใช่การทอดทิ้งใครแต่เป็นการหยุดทอดทิ้งตัวเอง
ทางพุทธศาสนามีหลักที่ลึกซึ้งมากกว่าความทุกข์เกิดจากความ
ยึดมั่น เมื่อเราเผลอไปยึดติดกับบทบาทของ“คนที่ต้องทำให้ทุกคนพอใจ”
เราจึงทุกข์ทุกครั้งที่ทำไม่ได้หากค่อย ๆ เห็นว่าบทบาทนั้นเป็นเพียงบทบาทไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงใจก็จะเริ่มเบาขึ้น
ใช้การฝึกสติการกลับมารู้ว่า “ขณะนี้กำลังรู้สึกอะไร”โดยไม่
รีบผลักไสหรือแก้ไขความรู้สึก
ทุกอย่างเปรียบเหมือนเมฆบนท้องฟ้าเมฆอาจหนาแน่นเพียงใด
แต่ท้องฟ้าไม่เคยหายไป เช่นเดียวกัน ความทุกข์อาจบดบังจิตใจ แต่ไม่เคยทำลายคุณค่า
ของความเป็นมนุษย์ในตัวเรา
หาก
การเติบโตไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกคนรักเราแต่หมายถึง
การเรียนรู้ที่จะไม่ทอดทิ้งหัวใจของตัวเอง
“เมื่อเราไม่ต้องวิ่งตามการยอม
รับจากทุกคน เราจะมีแรงพอที่จะกลับมาอยู่กับตัวเอง และเมื่ออยู่กับตัวเองได้ ความสงบที่เคยออกตามหาจากโลกภายนอก ก็จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจากภายใน”
การเยียวยาไม่ใช่การกลายเป็นคนใหม่แต่คือการค่อยๆที่จะกลับมาหาตัวตนที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์คุณค่าของตนเองผ่านการทำให้ใครพอใจอีกต่อไป
โฆษณา