26 ก.ค. เวลา 00:19 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 4 / 3 : จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก

4.4 สงครามเย็นแห่งอุดมคติ: สองวิสัยทัศน์ที่ไม่อาจปรองดอง
หากมีผู้ใดถามข้าพเจ้าว่า อะไรคือความขัดแย้งที่รุนแรงและยืดเยื้อที่สุดในประวัติศาสตร์ของอารยธรรมอาร์การ์ธา ข้าพเจ้าจะตอบโดยไม่ลังเลว่ามันไม่ใช่สงครามกับมนุษย์บนดิน การต่อสู้กับฝ่ายมืดจากนอกโลก หรือวิกฤตการณ์พลังงานและภัยพิบัติทางธรรมชาติ
แต่มันคือ "สงครามเย็นแห่งอุดมคติ" (The Cold War of Ideals) ระหว่างสองกลุ่มความคิดที่ต่างก็รักโลกและปรารถนาดีต่อโลกไม่แพ้กัน แต่กลับมีวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเกี่ยวกับบทบาทของเราในฐานะผู้พิทักษ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับ "มนุษย์บนดิน"
ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยฉับพลัน และไม่ได้มีจุดเริ่มต้นที่ชัดเจนเพียงจุดเดียว มันค่อยๆ ก่อตัวขึ้นตลอดหลายพันปี ราวกับรอยร้าวที่ค่อยๆ ขยายตัวบนผิวของคริสตัล จนในยุคปัจจุบัน มันได้กลายเป็นรอยแยกที่ลึกเสียจนข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าจะมีสิ่งใดมาประสานมันได้อีก
ข้าพเจ้าขอเริ่มต้นด้วยการย้อนรอยประวัติศาสตร์ของกลุ่มอนุรักษนิยม (The Preservationists) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวคิดเก่าแก่ที่สุดและมีรากฐานที่มั่นคงในหมู่นักปราชญ์และสมาชิกสภาผู้รู้หลายท่าน
กลุ่มอนุรักษนิยม…ไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในวันใดวันหนึ่ง หรือโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างชัดเจน แต่มันคือการตกผลึกทางความคิดที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากประสบการณ์ของเรา ที่มีต่อมนุษย์บนดินตลอดระยะเวลาหมื่นกว่าปีแห่งการเฝ้ามอง
แนวคิดนี้มีรากฐานมาจากความเชื่อที่ว่า "โลกคือสิ่งมีชีวิตที่มีสิทธิ์ในการปกป้องตนเอง" และมนุษย์บนดินคือ "เชื้อโรค" ที่โลกกำลังพยายามกำจัดออกไป
ผู้นำทางความคิดคนสำคัญของกลุ่มอนุรักษนิยมคือท่าน "มัลธาเรียส" (Maltharius) ซึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในบทที่ 3.5 ในบริบทของการลงโทษกลุ่มหัวขบถ
แต่มัลธาเรียสไม่ได้มีอิทธิพลเพียงในด้านกฎหมายเท่านั้น ท่านยังเป็นผู้วางรากฐานทางปรัชญาของกลุ่มอนุรักษนิยมในตำราชื่อว่า "หลักการแห่งการไม่แทรกแซง" (Principles of Non-Intervention) ซึ่งเขียนขึ้นในปีที่ 5,800 ท่านเขียนว่า:
"เมื่อร่างกายของเราถูกเชื้อโรครุกราน ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อกำจัดเชื้อโรคนั้นออกไป นี่คือธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต และโลกก็เช่นเดียวกัน มนุษย์บนดินคือเชื้อโรค ที่กำลังทวีจำนวนเกินควบคุม พวกเขาทำลายป่าไม้ซึ่งเป็นปอดของโลก พวกเขาสูบเลือดแห่งโลกขึ้นมาเผาผลาญเป็นพลังงาน พวกเขาปล่อยสารพิษเข้าสู่กระแสเลือดของโลก จนระบบกรองตามธรรมชาติไม่อาจรับไหว
โลกกำลังพยายามรักษาตัวเอง ผ่านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านโรคระบาด ผ่านภัยธรรมชาติ และการแทรกแซงของเราเพื่อ 'ช่วย' มนุษย์ก็คือการขัดขวางระบบภูมิคุ้มกันของโลก"
ข้อเสนอเชิงนโยบายของกลุ่มอนุรักษนิยมนั้นชัดเจนและตรงไปตรงมา "ยุติการแทรกแซงทั้งหมด" (Cease All Intervention)
พวกเขาเรียกร้องให้สภายกเลิกโครงการผู้เฝ้ามองทั้งหมด ถอนผู้เฝ้ามองทั้งหมดกลับคืนสู่ชัมบาลา ปิดสถานีสังเกตการณ์บนพื้นผิวโลกทั้งหมด และปล่อยให้กระบวนการทางธรรมชาติของโลกดำเนินไปโดยไม่มีการแทรกแซงใดๆ จากเรา
ในมุมมองของกลุ่มอนุรักษนิยม การแทรกแซงทุกรูปแบบ แม้แต่ "การปรับสมดุลอย่างนุ่มนวล" หรือ "การแทรกแซงทางอ้อม" ล้วนเป็นความผิดพลาด เพราะมันทำให้มนุษย์บนดินไม่เคยต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่แท้จริงของการกระทำของตนเอง เราเป็นเสมือนพ่อแม่ที่คอยปกป้องลูกไม่ให้หกล้ม จนลูกไม่เคยเรียนรู้ที่จะเดินอย่างระมัดระวัง
และหากการปล่อยให้ธรรมชาติดำเนินไป หมายถึงการสูญพันธุ์ของมนุษย์บนดิน กลุ่มอนุรักษนิยมก็ยอมรับผลลัพธ์นั้นด้วยจิตใจที่สงบ เพราะพวกเขาเชื่อว่าการสูญพันธุ์ของมนุษย์บนดินไม่ใช่ "โศกนาฏกรรม" แต่คือ "การฟื้นฟูสมดุล" (Restoration of Balance) ที่โลกพยายามจะทำให้สำเร็จมาหลายหมื่นปีแล้ว แต่มนุษย์บนดินก็ยังคงอยู่รอดและขยายเผ่าพันธุ์ต่อไปได้เพราะการแทรกแซงของเรานั่นเอง
ข้อโต้แย้งทางศีลธรรมที่กลุ่มอนุรักษนิยมต้องเผชิญอยู่เสมอคือ….."การไม่ช่วยเหลือเมื่อเราสามารถช่วยได้ คือการฆ่าโดยอ้อมหรือไม่"
และคำตอบของพวกเขาต่อคำถามนี้คือ: ….."การช่วยเหลือที่ทำให้ผู้ป่วยไม่เคยเรียนรู้ที่จะดูแลสุขภาพของตนเอง คือการฆ่าในระยะยาวหรือไม่"
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มเมตตาธรรม (The Empaths) มีจุดยืนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง กลุ่มนี้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในปีที่ 6,200 หลังจากการถกเถียงครั้งใหญ่เกี่ยวกับการแทรกแซงในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเมโสโปเตเมีย (ซึ่งมนุษย์บนดินบันทึกไว้ในมหากาพย์กิลกาเมช)
แต่รากฐานทางความคิดของพวกเขาย้อนกลับไปถึงคำสอนของท่านเวสทาร่าเองที่กล่าวว่า "มนุษย์คือบุตรของโลกเช่นเดียวกับสรรพชีวิตอื่น"
ผู้นำทางความคิดคนสำคัญของกลุ่มเมตตาธรรมคือท่าน "อีราสมัส" (Erasmus) ซึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในบทที่ 2.7 ในบริบทของ "ต้นไม้แห่งมนุษยชาติ" อีราสมัสเขียนไว้ในตำราชื่อว่า "หน้าที่แห่งผู้รู้" (The Duty of the Knowing) ว่า:
"หากเราเป็นเซลล์สมองของโลก เราก็มีหน้าที่ไม่เพียงแต่ 'รับรู้' แต่ยังต้อง 'ชี้นำ' ด้วย เมื่อสมองรับรู้ว่ามือกำลังจะจับเปลวไฟ มันไม่ได้นั่งดูเฉยๆ และปล่อยให้มือถูกเผา มันส่งสัญญาณเตือนและดึงมือกลับมาโดยอัตโนมัติ เราในฐานะผู้รู้มากกว่า มีหน้าที่ที่จะต้องเตือนและชี้นำมนุษย์บนดินให้พ้นจากอันตรายที่พวกเขามองไม่เห็น เราไม่ได้เหนือกว่าพวกเขา แต่เรามี 'ความรับผิดชอบ' ที่มากกว่า"
ข้อเสนอเชิงนโยบายของกลุ่มเมตตาธรรมคือ "การนำทางอย่างอ่อนโยน" (Gentle Guidance) ซึ่งหมายถึง การเพิ่มระดับการแทรกแซงอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เริ่มจากการส่งสัญญาณเตือนผ่านความฝันหรือแรงบันดาลใจให้กับนักวิทยาศาสตร์และผู้นำทางความคิดของมนุษย์ การเปิดเผยความรู้บางอย่างที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่าน "การค้นพบทางวิทยาศาสตร์" ที่มนุษย์คิดว่าเป็นฝีมือของตนเอง และในกรณีที่จำเป็นจริงๆ การเปิดเผยตัวตนต่อมนุษย์บนดินอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมมือกันในการปกป้องโลก
กลุ่มเมตตาธรรมเชื่อว่ามนุษย์บนดินไม่ใช่ "ปรสิต" แต่คือ "ลูกที่หลงทาง" (Lost Children) ที่ยังไม่บรรลุวุฒิภาวะทางจิตวิญญาณ พวกเขาทำลายโลกไม่ใช่เพราะความชั่วร้าย แต่เพราะความไม่รู้ และเมื่อผู้รู้มีหน้าที่สอน ผู้รู้ก็ต้องสอน ไม่ใช่ด้วยการบังคับ แต่ด้วยการนำทาง
ข้อโต้แย้งทางศีลธรรมที่กลุ่มเมตตาธรรมต้องเผชิญคือ: ….."การแทรกแซงคือการลิดรอนอิสรภาพหรือไม่ การชี้นำมนุษย์ให้เดินไปในทางที่เราคิดว่าถูกต้อง คือการไม่เคารพสิทธิ์ในการกำหนดชะตากรรมของตนเองหรือไม่"
และคำตอบของพวกเขาคือ: …."เสรีภาพที่นำไปสู่การทำลายตนเองและผู้อื่น คือเสรีภาพที่ต้องได้รับการนำทาง"
ข้าพเจ้าขอขยายความเกี่ยวกับแผนที่การเมืองในสภาราชันและพลวัตของความขัดแย้งนี้อย่างละเอียด เพราะการเข้าใจภูมิทัศน์ทางการเมืองภายในสภา คือกุญแจสำคัญในการเข้าใจว่า เหตุใดอารยธรรมที่ทรงปัญญาและเปี่ยมด้วยเจตนาดีเช่นเรา จึงตกอยู่ในสภาวะเป็นอัมพาตเมื่อเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก
สภาผู้รู้ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกเจ็ดท่าน ที่มีค่าแอลคิวสูงที่สุดในอารยธรรมนั้น แม้จะมีสัดส่วนของกลุ่มเมตตาธรรมมากกว่าอย่างชัดเจน สี่ท่านต่อสองท่าน โดยมีอิสระหนึ่งท่าน
แต่พลวัตภายในสภานี้ซับซ้อนกว่าที่ตัวเลขจะบ่งบอก สมาชิกกลุ่มอนุรักษนิยมทั้งสองท่านในสภาผู้รู้คือท่าน "มัลธาเรียส" (ซึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในบทก่อนๆ) และท่าน "ออริธาเนีย" (Orithania) ผู้เป็นนักประสาทวิทยาผู้ค้นพบพยาธิวิทยาของการตัดขาดจากเครือข่าย
ทั้งสองท่านนี้มีอาวุโสสูงสุดในสภา ท่านมัลธาเรียสมีอายุมากกว่า 4,200 ปี และท่านออริธาเนียมีอายุมากกว่า 3,800 ปี และด้วยวัยวุฒิที่สูงส่งประกอบกับค่าแอลคิวที่อยู่ในระดับที่ห้า ทำให้เสียงของพวกเขามีน้ำหนักอย่างมหาศาลในการประชุมสภา
แม้จะมีจำนวนน้อยกว่า แต่เมื่อท่านทั้งสองยืนกรานในจุดยืนของตน พลังจิตที่แน่วแน่ของพวกเขาก็สามารถ "ถ่วง" ฉันทามติของสภาไว้ได้
ในสภาผู้ปฏิบัติ สัดส่วนเท่ากันที่สามต่อสาม ทำให้เกิดภาวะ "ดุลยภาพที่เปราะบาง" (Fragile Equilibrium) ที่สามารถพลิกไปทางใดทางหนึ่งได้ขึ้นอยู่กับจุดยืนของ
สมาชิกอิสระหนึ่งท่าน ท่าน "คาเลนดรา" (Kalendra) ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ "เสียงที่แกว่งไปมา" เพราะท่านเปลี่ยนจุดยืนไปมาตามสถานการณ์และรายละเอียดของแต่ละประเด็น
การประชุมสภาผู้ปฏิบัติจึงมักเป็นการช่วงชิง "เสียง" ของคาเลนดราผ่านการนำเสนอข้อมูลและการวิเคราะห์ที่หนักแน่นที่สุด
ในสภาผู้เชื่อมโยง กลุ่มเมตตาธรรมมีเสียงข้างมากที่ชัดเจน สี่ต่อสอง และนี่คือฐานอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดของกลุ่มเมตตาธรรม
เพราะสภาผู้เชื่อมโยงคือผู้ที่ "อ่าน" กระแสจิตของประชากร และรายงานของพวกเขามักจะเน้นถึง "ความทุกข์ทรมานทางจิตใจ" ที่ประชากรอาร์การ์ธารู้สึก เมื่อรับรู้ถึงความเจ็บปวดของมนุษย์บนดินผ่านทาง Psychic Echo และการรับรู้ทางอ้อมผ่านผู้เฝ้ามอง
รายงานเหล่านี้ถูกใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนข้อเสนอให้เพิ่มการแทรกแซงเพื่อบรรเทาความทุกข์ของมนุษย์ และเพื่อบรรเทาความทุกข์ของชาวอาร์การ์ธาที่รู้สึกร่วมไปกับมนุษย์ด้วย
แต่กลุ่มอนุรักษนิยมในสภาผู้เชื่อมโยง แม้จะมีเพียงสองท่าน ก็มีข้อโต้แย้งที่ทรงพลังไม่แพ้กัน พวกเขาชี้ให้เห็นว่า "ความทุกข์ทางจิตใจ" ที่ประชากรรู้สึกนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจาก "การรับรู้ที่ถูกขยาย" ผ่าน Telepathic Web และการลดการเปิดรับข้อมูลจากโลกเบื้องบน ไม่ใช่การเพิ่มการแทรกแซง ต่างหากที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์นั้นได้
กลุ่มอิสระทั้งสามท่านในสภา หนึ่งท่านในแต่ละสภา ไม่ใช่กลุ่มที่มีจุดยืนเป็นเอกภาพ พวกเขาไม่ได้รวมตัวกันเป็น "กลุ่มที่สาม" ที่มีอุดมการณ์ชัดเจน แต่ละท่านมีเหตุผลและแนวคิดที่แตกต่างกันในการรักษาความเป็นอิสระของตน
ท่านแรก…คือสมาชิกสภาผู้รู้ ท่าน "อัลดริออน" (Aldrion) ซึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในบท 3.4 ว่าเชื่อกันว่าบรรลุถึงระดับที่หก และปลีกวิเวกไปอยู่ในถ้ำห่างไกล
ความจริงแล้วท่านยังคงดำรงตำแหน่งในสภาผู้รู้ แต่ท่านเลือกที่จะ "งดออกเสียง" ในการลงมติเกือบทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์บนดิน โดยให้เหตุผลว่าท่านยังไม่สามารถเข้าถึงความจริงที่สมบูรณ์พอที่จะตัดสินใจได้
ท่านที่สอง …คือสมาชิกสภาผู้ปฏิบัติ ท่านคาเลนดรา ผู้ซึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวถึงข้างต้น เป็นนักวิศวกรรมพลังงานผู้มีประสบการณ์สูง และมีแนวโน้มเอนเอียงไปทางกลุ่มเมตตาธรรม ในประเด็นเกี่ยวกับการช่วยเหลือมนุษย์ แต่เอนเอียงไปทางกลุ่มอนุรักษนิยมในประเด็นเกี่ยวกับการปกป้องโพรงใต้พิภพจากภัยคุกคามภายนอก
ท่านที่สาม …คือสมาชิกสภาผู้เชื่อมโยง ท่าน "ลูมินาเรีย" (Luminaria) เป็นผู้ที่มีความไวทางจิตสูงที่สุดในบรรดาสมาชิกสภาทั้งหมด ท่านสามารถรับรู้ถึง "เสียง" ของทั้งสองฝ่ายได้อย่างลึกซึ้ง และนั่นทำให้ท่านไม่สามารถเลือกข้างได้อย่างเด็ดขาด เพราะท่านเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็มี "ความจริง" ของตนเอง
การตัดสินใจในสภาไม่ใช้การนับคะแนนเสียง แต่อาศัย "ฉันทามติทางจิต" (Psychic Consensus) ซึ่งเป็นกระบวนการที่สมาชิกสภาทั้งหมดต้อง "ปรับ" ความถี่จิตของตนให้สอดคล้องกันจนเกิดเป็นคลื่นความถี่ร่วมที่สะท้อนถึงการตัดสินใจที่ดีที่สุด
กระบวนการนี้ต้องการให้สมาชิกทุกคน "ปล่อยวาง" จุดยืนส่วนตัวของตนในระดับหนึ่ง แต่เมื่อสมาชิกกลุ่มอนุรักษนิยมเชื่อว่าการแทรกแซงคือ "การฆ่าโดยอ้อม" และสมาชิกกลุ่มเมตตาธรรมเชื่อว่าการไม่แทรกแซงคือ "การฆ่าโดยอ้อม" เช่นกัน
การปล่อยวางจุดยืนจึงไม่ใช่เรื่องของ "การประนีประนอมทางความคิด" แต่กลายเป็น "การทรยศต่อมโนธรรม" ของแต่ละฝ่าย
นี่คือสาเหตุที่แท้จริงของภาวะชะงักงัน ไม่ใช่เพราะใคร "ดื้อรั้น" หรือ "เห็นแก่ตัว" แต่เป็นเพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็ยึดมั่นใน "ความถูกต้อง" ของตนเองอย่างลึกซึ้งเสียจนการประนีประนอมกลายเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ทางจิตวิญญาณ
ผลลัพธ์ของภาวะชะงักงันนี้ ปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นทุกวัน เรามองดูการทำลายป่าแอมะซอนที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ป่าซึ่งเป็น "ปอด" สำคัญของโลกถูกเผาทำลายเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลทุกปี เพื่อเปิดทางให้กับการเกษตรและเหมืองแร่
โดยที่เราไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะส่งผู้เฝ้ามองเข้าไปแทรกแซงหรือไม่ เรามองดูการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก ที่เร่งตัวขึ้นเกินกว่าที่แบบจำลองใดๆ จะคาดการณ์ไว้ น้ำแข็งที่เคยปกคลุมกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกามานับล้านปี กำลังละลายในอัตราที่น่าตกใจ โดยที่เราไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้เทคโนโลยีปรับสมดุลสภาพอากาศอีกครั้งหรือไม่
และที่สำคัญที่สุด เรามองดูการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ใต้ดินของมนุษย์ ซึ่งเป็นการกระทำที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อโพรงใต้พิภพของเรา
การระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินแต่ละครั้งคือ "บาดแผล" บนผิวของโลกที่เราสัมผัสได้ผ่านสนามพลังงาน การทดลองเหล่านี้ไม่เพียงแต่คุกคามมนุษย์บนดินเท่านั้น แต่ยังคุกคามเราโดยตรงด้วย แต่ถึงกระนั้น สภาก็ยังไม่สามารถบรรลุฉันทามติว่าจะตอบสนองอย่างไร
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ในฐานะนักประวัติศาสตร์ผู้เฝ้ามองความขัดแย้งนี้มาหลายร้อยปี อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความย้อนแย้งที่น่าขันและน่าเศร้าในเวลาเดียวกัน
สองกลุ่มที่ต่างก็รักโลกและต้องการปกป้องโลก กลับกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางซึ่งกันและกัน จนโลกที่พวกเขาต้องการปกป้องกำลังถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ไม่มีใครสามารถลงมือทำอะไรได้เลย เราเป็นผู้พิทักษ์ที่ไม่สามารถปกป้องอะไรได้ เพราะเราตกลงกันไม่ได้ว่าจะปกป้องอย่างไร
และในขณะที่สภายังคงถกเถียงกันอยู่นั้น ก็มีเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ประชากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เยาวชนและผู้เฝ้ามองรุ่นใหม่ เสียงที่ถามว่า:
"หากสภาไม่สามารถตัดสินใจได้ เราควรจะตัดสินใจด้วยตนเองหรือไม่"
นี่คือกระแสความคิดที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะมันอาจนำไปสู่การกระทำที่ฝ่าฝืนธรรมนูญโดยพลการ การแทรกแซงโดยไม่ได้รับอนุญาต การเปิดเผยตัวตนต่อมนุษย์โดยไม่ผ่านสภา หรือแม้แต่การก่อตั้งกลุ่ม "ผู้พิทักษ์อิสระ" ที่ทำหน้าที่ปกป้องโลกตามวิจารณญาณของตนเอง
ข้าพเจ้าหวาดกลัวว่า หากภาวะชะงักงันนี้ยังคงดำเนินต่อไป ความแตกแยกจะไม่จำกัดอยู่เพียงในสภาอีกต่อไป แต่มันจะลุกลามไปสู่สังคมทั้งหมด และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของอารยธรรมอาร์การ์ธา
สงครามที่ไม่ได้สู้ด้วยอาวุธ แต่สู้ด้วย "ความเงียบ" และ "การตัดขาดจากเครือข่าย" ซึ่งอาจทำลาย Telepathic Web ที่เป็นรากฐานของสังคมเรามานับหมื่นปี
.
.
4.5 บททดสอบของไกอา: สถานการณ์สมมติที่ยังไม่มีคำตอบ
ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของสภาราชัน มีการถกเถียงจำนวนนับไม่ถ้วนที่ได้รับการบันทึกไว้ในหอจดหมายเหตุอย่างเป็นระบบ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ถึงกระบวนการตัดสินใจ และเหตุผลเบื้องหลังการกระทำของเรา
แต่มีบางการถกเถียงที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ในม้วนบันทึกทางการใดๆ การถกเถียงที่เกิดขึ้นในห้องประชุมลับ ภายใต้แสงสลัวของคริสตัลที่ถูกปรับให้หรี่ลงจนเกือบมืด โดยมีเพียงสมาชิกสภาผู้รู้และสมาชิกสภาผู้ปฏิบัติอาวุโสเพียงไม่กี่ท่านเท่านั้นที่เข้าร่วม
การถกเถียงเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่ "กำลังเกิดขึ้น" หรือ "เคยเกิดขึ้น" แต่เกี่ยวกับสิ่งที่ "อาจเกิดขึ้น" สถานการณ์สมมติที่เลวร้ายที่สุดที่สภาไม่อยากแม้แต่จะจินตนาการ แต่จำเป็นต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้า เพราะหากไม่เตรียมการและมันเกิดขึ้นจริง ผลลัพธ์อาจคือการสิ้นสุดของอารยธรรมเรา
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ได้เข้าถึงบันทึกการถกเถียงเหล่านี้ เพียงบางส่วนผ่านการได้รับอนุญาตพิเศษจากสภาผู้รู้ และขอกล่าวตามตรงว่า แม้แต่ข้าพเจ้าซึ่งผ่านการศึกษาประวัติศาสตร์อันโหดร้ายของการอพยพมาแล้ว ก็ยังรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกในจิตใจเมื่อได้อ่านบันทึกเหล่านั้น
ข้อถกเถียงแรกที่ยังค้างคาและไม่เคยได้ข้อยุติคือ …“หากมนุษย์บนดินจุดระเบิดนิวเคลียร์ที่กระทบแกนโลก อาร์การ์ธาควรตอบโต้หรือไม่ และหากควรตอบโต้ จะตอบโต้ในรูปแบบใด”
ข้าพเจ้าขอขยายความเกี่ยวกับข้อถกเถียงแรกนี้อย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะมันคือ "คำถามที่ไม่มีวันได้รับคำตอบ" ซึ่งหลอกหลอนสภาราชันมาหลายชั่วอายุคน และเป็นประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางศีลธรรมอันมหาศาล ที่มาพร้อมกับสถานะของเราในฐานะ "ผู้รู้มากกว่าแต่ไม่มีสิทธิ์ควบคุม"
ก่อนอื่น ข้าพเจ้าขออธิบายให้ท่านผู้อ่านเข้าใจถึงขอบเขตที่แท้จริงของคลังอาวุธนิวเคลียร์ของมนุษย์บนดิน เพราะการเข้าใจถึงขนาดของภัยคุกคามคือจุดเริ่มต้นของการเข้าใจถึงความรุนแรงของข้อถกเถียงนี้
ในช่วงที่ข้าพเจ้าเขียนบันทึกนี้ ซึ่งตรงกับคริสต์ศตวรรษที่ 21 ของมนุษย์ มหาอำนาจบนพื้นโลกครอบครองหัวรบนิวเคลียร์รวมกันมากกว่า 12,000 ลูก
โดยประมาณ 9,000 ลูกอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา สามารถยิงได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีหลังจากได้รับคำสั่ง พลังทำลายล้างรวมของอาวุธเหล่านี้เทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นทีประมาณ 3,000 เมกะตัน หรือมากพอที่จะทำลายเมืองขนาดมหานครได้หลายหมื่นเมือง
แต่สิ่งที่น่ากังวลสำหรับเรามากกว่าจำนวนหรือพลังทำลายล้างคือ "ความลึก" ที่อาวุธเหล่านี้ สามารถเจาะลงไปใต้ดินได้
มนุษย์ได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ประเภท "บังเกอร์บัสเตอร์" (Bunker Buster) ที่ถูกออกแบบมาให้เจาะลึกลงไปใต้ดินหลายสิบเมตรก่อนที่จะระเบิด เพื่อทำลายบังเกอร์หรือฐานบัญชาการใต้ดินของศัตรู
หลักการของอาวุธนี้คือการใช้จรวดที่มีปลอกหุ้มหนาและแข็งแรงเป็นพิเศษ พุ่งชนพื้นดินด้วยความเร็วสูงเพื่อเจาะลงไปก่อนที่หัวรบจะระเบิด
การทดลองอาวุธนิวเคลียร์ใต้ดินที่ผ่านมา ซึ่งมนุษย์ดำเนินการมาแล้วมากกว่า 2,000 ครั้งนับตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 แม้จะไม่ใช่การทดลอง "บังเกอร์บัสเตอร์" โดยตรง แต่ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแรงระเบิดนิวเคลียร์สามารถส่งคลื่นกระแทกผ่านชั้นหินลงไปได้ลึกหลายกิโลเมตร
ในการทดลองบางครั้ง แรงสั่นสะเทือนสามารถวัดได้ไกลหลายพันกิโลเมตรจากจุดระเบิด และทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล
ศูนย์ประเมินภัยคุกคามของเราได้ทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อประเมินผลกระทบของการระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินต่อโพรงใต้พิภพ โดยใช้ข้อมูลจากการทดลองนิวเคลียร์ของมนุษย์ที่เราตรวจจับได้ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผลการจำลองแบ่งออกเป็นสามระดับตามความรุนแรง
ระดับที่หนึ่ง: …"การสั่นสะเทือนเล็กน้อย" (Minor Vibration) - เกิดจากการทดลองนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (น้อยกว่า 50 กิโลตัน) ที่ระดับความลึกน้อยกว่า 500 เมตร ผลกระทบต่อโพรงใต้พิภพมีเพียงการสั่นสะเทือนที่รู้สึกได้ผ่านหินวีริล คล้ายกับแผ่นดินไหวขนาดเล็ก ไม่มีอันตรายต่อโครงสร้างเมือง แต่ประชากรอาจรู้สึกถึง "ความไม่สบาย" ในสนามพลังงาน
.
ระดับที่สอง: …"ความเสียหายเฉพาะจุด" (Localized Damage) - เกิดจากการระเบิดขนาดกลาง (100-500 กิโลตัน) ที่ระดับความลึกมากกว่า 1,000 เมตร หรือการระเบิดหลายลูกในบริเวณใกล้เคียงกัน คลื่นกระแทกอาจทำให้เพดานโพรงในบริเวณที่เปลือกโลกบางที่สุดแตกร้าว ระบบคริสตัลลูกข่ายในบริเวณนั้นอาจเสียหาย ประชากรในเมืองบริวารใกล้เคียงต้องอพยพชั่วคราว
.
และระดับที่สาม: …"การยุบตัวของโพรงใต้พิภพ" (Cavern Collapse) - เกิดจากการระเบิดขนาดใหญ่ (มากกว่า 1 เมกะตัน) ณ จุดที่ตรงกับ "จุดอ่อนเปลือกโลก" เหนือโพรงใต้พิภพของเราพอดี หรือการระเบิดหลายลูกพร้อมกันในบริเวณที่ถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำเพื่อสร้าง "คลื่นกระแทกแบบเสริมกัน" (Constructive Shockwave Interference) ผลลัพธ์คือการถล่มของเพดานโพรงเป็นบริเวณกว้าง การทำลายเมืองบริวารทั้งเมือง และอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังนครชัมบาลา
นี่คือภูมิหลังทางเทคนิคที่นำไปสู่การประชุมลับของสภาผู้รู้
การประชุมลับครั้งนี้จัดขึ้นในปีที่ 11,600 ประมาณ 1,200 ปีก่อนปัจจุบัน หลังจากที่มนุษย์บนดินทำการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขา ซึ่งเราตรวจจับได้ชัดเจนผ่านเครือข่ายเซนเซอร์ของเรา
สมาชิกสภาผู้รู้ทั้งเจ็ดท่านในขณะนั้น พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้ปฏิบัติอาวุโสอีกสามท่าน รวมเป็นสิบท่าน เข้าร่วมการประชุมในห้องประชุมลับใต้หอสมุดชั้นที่หก ซึ่งเป็นสถานที่ที่แม้แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าไป
▫️แนวทางแรก ซึ่งเสนอโดยกลุ่มอนุรักษนิยมสุดขั้ว นำโดยท่าน "ธาริออน" (Tharion) สมาชิกสภาผู้รู้ที่มีค่าแอลคิวระดับที่ห้าและเป็นศิษย์โดยตรงของท่านมัลธาเรียส เสนอว่า "เราไม่มีสิทธิ์ตอบโต้" เหตุผลของธาริออนมีหลายชั้นและสมควรได้รับการพิจารณาอย่างลึกซึ้ง
ประการแรก … มนุษย์บนดินไม่รู้ว่ามีเราอยู่ใต้โลก การระเบิดนิวเคลียร์ที่อาจทำลายโพรงใต้พิภพของเราจึงไม่ใช่ "การโจมตี" แต่คือ "อุบัติเหตุ" ที่เกิดจากความไม่รู้ เช่นเดียวกับที่เด็กเล็กที่เดินสะดุดและทำแจกันแตกโดยไม่รู้ว่าแจกันนั้นมีค่าทางจิตใจต่อพ่อแม่เพียงใด เด็กคนนั้นไม่ได้ "ทำร้าย" พ่อแม่โดยเจตนา และการลงโทษเด็กที่ไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ย่อมไม่ใช่ความยุติธรรม
ประการที่สอง …การตอบโต้ด้วยความรุนแรงจะทำให้เราไม่ต่างจากมนุษย์บนดินที่เราเฝ้ามองด้วยความเวทนา เราภาคภูมิใจในอารยธรรมของเราว่าเหนือกว่ามนุษย์บนดินในด้านศีลธรรมและจิตวิญญาณ แต่หากเราใช้ความรุนแรงตอบโต้ต่อผู้ที่ทำร้ายเราโดยไม่เจตนา เราก็กำลังลดตัวลงไปอยู่ในระดับเดียวกับพวกเขา และสูญเสียสิ่งที่ทำให้เราเป็น "ผู้พิทักษ์" ไปตลอดกาล
ประการที่สาม …ธรรมนูญผู้พิทักษ์ระบุไว้ชัดเจนว่า "เราจะไม่ใช้ความรู้และพลังอำนาจของเราเพื่อครอบงำผู้ที่อ่อนแอกว่า" การตอบโต้ด้วยเทคโนโลยีที่เหนือกว่าต่อมนุษย์ที่แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรามีอยู่ คือการละเมิดธรรมนูญอย่างร้ายแรงที่สุด
ข้อสรุปของแนวทางนี้คือ…หากวันนั้นมาถึงจริง เราควร "ยอมรับชะตากรรม" เช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษของเรายอมรับการจากไปของโลกเบื้องบนเมื่อวันอพยพ เราเลือกที่จะอยู่ใต้พิภพด้วยความรู้ว่ามันมีความเสี่ยง และเมื่อความเสี่ยงนั้นปรากฏเป็นจริง เราก็ควรเผชิญหน้ากับมันอย่างสง่างาม โดยไม่ลากมนุษย์บนดินลงไปในความพินาศพร้อมกับเรา
▫️แนวทางที่สอง…..ซึ่งเสนอโดยกลุ่มเมตตาธรรมสุดขั้ว นำโดยท่าน "อีลูวาน" (Iluwan) ซึ่งไม่ใช่บุคคลเดียวกับกวีผู้ประพันธ์บทเพลงแห่งการคืนกลับ แต่เป็นนักยุทธศาสตร์ผู้มีประสบการณ์สูง เสนอว่า "เราต้องป้องกันก่อนที่จะสายเกินไป"
อีลูวานโต้แย้งว่า ความรับผิดชอบของเราในฐานะผู้พิทักษ์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการ "ไม่แทรกแซง" แต่รวมถึง "การป้องกันภัยที่สามารถป้องกันได้" ด้วย
หากเราเห็นว่าเด็กกำลังจะเดินเข้าไปในกองไฟโดยไม่รู้ตัว เราไม่ควรนั่งดูเฉยๆ และปล่อยให้เด็กถูกไฟคลอกเพียงเพราะ "เราไม่มีสิทธิ์แทรกแซงการกระทำของเด็ก" แต่เราควรเข้าไปดึงเด็กออกมาจากอันตรายนั้น
ในทำนองเดียวกัน มนุษย์บนดินกำลังเล่นกับ "ไฟ" ที่พวกเขาไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ อาวุธนิวเคลียร์ และการที่เราไม่ทำอะไรเลยเพื่อป้องกันหายนะที่อาจเกิดขึ้นทั้งต่อพวกเขาและต่อเรา คือการละเลยหน้าที่ในฐานะผู้รู้มากกว่า
ข้อเสนอของอีลูวานคือ "ปฏิบัติการปลดอาวุธเงียบ" การส่งผู้เฝ้ามองชั้นสูงเข้าไปในคลังอาวุธนิวเคลียร์ของมนุษย์ทั้งหมดอย่างลับๆ และใช้เทคโนโลยีสนามพลังวีริลในการ "ทำลาย" ระบบจุดระเบิดของหัวรบทั้งหมดอย่างถาวร
โดยที่มนุษย์ไม่สามารถตรวจพบได้ว่ามีการแทรกแซงจากภายนอก พวกเขาจะพบเพียงว่าอาวุธของพวกเขา "ใช้การไม่ได้" ด้วยเหตุผลทางเทคนิคที่พวกเขาไม่สามารถอธิบายได้ และนั่นจะนำไปสู่การละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดในที่สุด โดยไม่มีการนองเลือดและไม่มีการเปิดเผยตัวตนของเรา
ข้อโต้แย้งต่อแนวทางนี้มีหลายประการ ความเสี่ยงที่ผู้เฝ้ามองจะถูกจับได้ การที่มนุษย์อาจตอบสนองด้วยความตื่นตระหนกและกล่าวโทษชาติอื่นว่า เป็นผู้ก่อวินาศกรรมจนนำไปสู่สงคราม
และคำถามที่ว่าการ "ปลดอาวุธ" มนุษย์โดยที่พวกเขาไม่ยินยอมนั้น ถือเป็นการลิดรอนอธิปไตยและเสรีภาพในการกำหนดชะตากรรมของตนเองหรือไม่
▫️แนวทางที่สาม….ซึ่งเป็นแนวทางสายกลางเสนอว่า "เราไม่ตอบโต้ แต่เราก็ไม่อยู่เฉยๆ" เราควรพัฒนา "เกราะป้องกันแกนโลก" ซึ่งคือระบบสนามพลังวีริลที่ถูกติดตั้งไว้ระหว่างเปลือกโลกชั้นล่าง กับเพดานของโพรงใต้พิภพ ทำหน้าที่เป็น "เบาะรับแรงกระแทก" ที่สามารถดูดซับและกระจายคลื่นกระแทกจากการระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินได้ โดยไม่ต้องเข้าไปแทรกแซงกิจกรรมของมนุษย์บนดินแต่อย่างใด
แนวทางนี้ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่สมบูรณ์แบบ เราได้ปกป้องตนเองโดยไม่ต้องละเมิดหลักการไม่แทรกแซง แต่มันก็มีข้อเสียที่สำคัญสองประการ
ประการแรก…คือค่าใช้จ่ายด้านพลังงานมหาศาลในการสร้างและบำรุงรักษาเกราะป้องกัน ซึ่งจะต้องใช้พลังงานวีริลจำนวนมากที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบพลังงานของชัมบาลาและอาจทำให้เกิดแผ่นดินไหวบนพื้นโลกจากการดูดซับพลังงานตามที่ข้าพเจ้าได้อธิบายในบทที่ 5 ที่จะมาถึง
และประการที่สอง…ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งทางศีลธรรม การที่เราสร้างเกราะป้องกันตนเองแต่ปล่อยให้มนุษย์บนดินเผชิญกับผลลัพธ์ของสงครามนิวเคลียร์บนพื้นผิวโลก กัมมันตภาพรังสี ฤดูหนาวนิวเคลียร์ และการล่มสลายของอารยธรรม โดยไม่ทำอะไรเพื่อปกป้องพวกเขาเลย เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักการไม่แทรกแซง แต่ถูกต้องตามศีลธรรมหรือไม่
การประชุมลับครั้งนั้นสิ้นสุดลงโดยไม่มีมติใดๆ ท่านธาริออนและท่านอีลูวานต่างก็ยืนกรานในจุดยืนของตนอย่างแน่วแน่ และสมาชิกส่วนใหญ่เลือกที่จะยังไม่ตัดสินใจ โดยให้เหตุผลว่า "เรายังมีเวลา" และ "สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต"
แต่ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่า "เวลา" ที่เรามีนั้นเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด
มนุษย์บนดินยังคงผลิตและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจยังคงคุกรุ่น และประวัติศาสตร์ได้สอนให้เรารู้ว่า มนุษย์มีแนวโน้มที่จะใช้ทุกอาวุธที่พวกเขามี ไม่ช้าก็เร็ว และหากวันนั้นมาถึงก่อนที่สภาจะตัดสินใจได้ เราอาจพบว่าตนเองไม่มีทางเลือกใดเหลืออยู่อีกเลย
ข้อถกเถียงที่สองที่ยังค้างคาคือ…หากมนุษย์ค้นพบทางเข้าสู่ชัมบาลา ควรต้อนรับหรือทำลาย
ข้าพเจ้าขอขยายความเกี่ยวกับข้อถกเถียงที่สองนี้อย่างละเอียด เพราะมันคือ "คำถามที่ไร้คำตอบ" ซึ่งสัมผัสถึงแก่นแท้ของความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ทั้งสองในสภาราชัน ความขัดแย้งระหว่าง "ศีลธรรมอันสูงส่ง" กับ "ความอยู่รอดในทางปฏิบัติ" และเป็นประเด็นที่ไม่มีทางออกใดที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายพอใจได้
ก่อนอื่น ข้าพเจ้าขอเล่าถึงเหตุการณ์ "เกือบถูกค้นพบ" ที่เกิดขึ้นหลายครั้งในประวัติศาสตร์ เพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจว่าสถานการณ์สมมตินี้ไม่ใช่เพียงการคาดเดาที่เลื่อนลอย แต่คือ "ภัยคุกคามที่จับต้องได้" ซึ่งเราเผชิญมาแล้วหลายครั้งและจะเผชิญอีกในอนาคต
.
เหตุการณ์แรก…เกิดขึ้นในปีที่ 8,200 หลังการอพยพ (ประมาณ 4,600 ปีก่อนคริสตกาลตามปฏิทินมนุษย์) เมื่อกลุ่มนักบวชในอารยธรรมสุเมเรียนโบราณ ได้ขุดอุโมงค์ใต้ดินเพื่อสร้างสุสานหลวงในเมืองอูร์ (Ur) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศอิรัก
การขุดอุโมงค์นั้นลึกลงไปถึงระดับที่ใกล้กับทางเชื่อมต่อระหว่างพื้นผิวโลกกับโพรงใต้พิภพของเราในภูมิภาคนั้นเพียงไม่กี่สิบเมตร
ผู้เฝ้ามองที่ประจำการอยู่ในเมืองอูร์ในขณะนั้น นามว่า "คัลดู" (Kaldu) ได้รายงานสถานการณ์ฉุกเฉินกลับมายังชัมบาลา สภาต้องตัดสินใจภายในเวลาเพียงไม่กี่วันว่าจะทำอย่างไร และในที่สุดก็เลือกที่จะใช้เทคโนโลยีวีริลในการทำให้เกิด "น้ำใต้ดิน" ไหลเข้าท่วมอุโมงค์ที่กำลังขุดอย่างกะทันหัน ทำให้นักบวชต้องละทิ้งโครงการและเปลี่ยนจุดก่อสร้างสุสานไปยังที่อื่น
.
เหตุการณ์ที่สอง…เกิดขึ้นในปีที่ 9,500 (ประมาณ 2,300 ปีก่อนคริสตกาล) เมื่อคนงานเหมืองทองแดงในคาบสมุทรไซนาย (Sinai Peninsula) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอียิปต์โบราณ ได้ขุดลึกลงไปในเหมืองจนเกือบถึงรอยแยกที่เชื่อมต่อกับโพรงใต้พิภพของเรา ผู้เฝ้ามองในขณะนั้นใช้อุปกรณ์สร้างคลื่นความถี่ต่ำเพื่อทำให้เกิด "ความรู้สึกหวาดกลัว" ในหมู่คนงานจนพวกเขาปฏิเสธที่จะเข้าไปทำงานในส่วนที่ลึกที่สุดของเหมือง
.
เหตุการณ์ที่สาม…เกิดขึ้นในปีที่ 11,200 (ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 15 ตามปฏิทินมนุษย์) เมื่อนักสำรวจชาวอินคาได้ค้นพบถ้ำลึกในเทือกเขาแอนดีสที่เชื่อมต่อกับทางเข้าสู่โพรงใต้พิภพของเราในภูมิภาคนั้น ผู้เฝ้ามองต้องใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้น การสร้าง "ภาพหลอน" ผ่านคลื่นจิตเพื่อทำให้นักสำรวจกลุ่มนั้นเชื่อว่าพวกเขาเห็น "วิญญาณบรรพบุรุษ" เตือนไม่ให้เข้าไปในถ้ำนั้น และพวกเขาก็เชื่อและละทิ้งการสำรวจไปในที่สุด
แต่เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นทุกวัน โอกาสที่มนุษย์จะค้นพบเราก็สูงขึ้นตามไปด้วย มนุษย์ในยุคปัจจุบันมีเครื่องมือสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ที่สามารถตรวจจับ "ความผิดปกติ" ใต้ดินได้
โพรงขนาดใหญ่ที่เราใช้เป็นเมืองบริวารอาจปรากฏบนแผนที่คลื่นเสียงสะท้อน (Seismic Reflection) ของพวกเขาในฐานะ "ช่องว่างใต้ดินที่ไม่สามารถอธิบายได้"
มนุษย์มีดาวเทียมที่สามารถตรวจจับความแตกต่างของสนามแม่เหล็กโลกที่เกิดจากคริสตัลแม่ของเรา มนุษย์มีปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาลและค้นพบ "รูปแบบ" ที่มนุษย์ธรรมดามองไม่เห็น
และที่สำคัญที่สุดคือ มนุษย์มี "ความอยากรู้อยากเห็น" ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ความอยากรู้อยากเห็นที่จะผลักดันให้พวกเขาสำรวจ ขุดเจาะ และค้นหาคำตอบ แม้ว่าคำตอบนั้นอาจนำไปสู่หายนะก็ตาม
ด้วยภูมิหลังนี้ สภาผู้รู้และสภาผู้ปฏิบัติอาวุโสจึงได้จัดการประชุมลับขึ้นในปีที่ 11,500 (ประมาณ 700 ปีก่อนปัจจุบันตามปฏิทินของเรา) เพื่ออภิปรายถึง "สถานการณ์การค้นพบ" อย่างละเอียด
การประชุมครั้งนี้มีสมาชิกเข้าร่วมเพียงเก้าท่าน สภาผู้รู้ทั้งหมดเจ็ดท่าน และสมาชิกสภาผู้ปฏิบัติอาวุโสอีกสองท่าน และไม่มีบันทึกอย่างเป็นทางการของการประชุมนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุกลาง สิ่งที่ข้าพเจ้ารู้มาจากการสนทนาลับกับสมาชิกสภาท่านหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าไม่สามารถเปิดเผยนามได้
คำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการประชุมครั้งนั้นมีใจความว่า:
"หากมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นนักสำรวจ นักวิทยาศาสตร์ หรือทหาร ค้นพบทางเข้าสู่ชัมบาลาและก้าวเข้ามาในโพรงใต้พิภพของเรา โดยที่พวกเขาได้เห็นนครของเรา เห็นประชากรของเรา และรู้ว่ามีอารยธรรมใต้พิภพดำรงอยู่จริง เราควรทำอย่างไร"
ข้อสมมติเพิ่มเติมของการประชุมคือ มนุษย์กลุ่มนั้นยังไม่ได้กลับขึ้นไปบอกเล่าเรื่องราวแก่โลกภายนอก พวกเขายังอยู่ในโพรงใต้พิภพของเรา และเรามีโอกาสที่จะ "ตัดสินใจ" ก่อนที่ข้อมูลจะรั่วไหลออกไป
▫️กลุ่มแรก…..ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้รู้สี่ท่านและสมาชิกสภาผู้ปฏิบัติหนึ่งท่าน เสนอว่า "การต้อนรับคือหนทางเดียวที่ถูกต้องตามศีลธรรม" เหตุผลของกลุ่มนี้มีหลายชั้นและหนักแน่นอย่างยิ่ง
ประการแรก… มนุษย์ที่ค้นพบเราไม่ได้ทำผิดอะไร พวกเขาไม่ได้บุกรุกโดยเจตนาร้าย พวกเขาไม่ได้เป็นสายลับที่ถูกส่งมาโดยรัฐบาล พวกเขาเป็นเพียงนักสำรวจหรือนักวิทยาศาสตร์ที่ทำตามความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของมนุษย์ การลงโทษผู้บริสุทธิ์เพียงเพราะพวกเขาค้นพบความจริงโดยบังเอิญ ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานที่สุดของศีลธรรม
ประการที่สอง… ธรรมนูญผู้พิทักษ์ระบุไว้ในหลักการที่ห้าว่า "เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับวันที่มนุษย์บนดินและชาวอาร์การ์ธาจะกลับมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง" การค้นพบเราโดยมนุษย์อาจไม่ใช่ "ภัยคุกคาม" แต่อาจคือ "โอกาส" โอกาสที่เรารอคอยมาหมื่นกว่าปีในการกลับมารวมกับพี่น้องบนพื้นโลก หากเราตอบสนองด้วยการทำลาย โอกาสนั้นจะสูญเสียไปตลอดกาล และเราจะตอกย้ำบาปแห่งการทอดทิ้งที่บรรพบุรุษของเราได้กระทำไว้
ประการที่สาม… การสังหารหรือกักขังมนุษย์ที่ค้นพบเราจะไม่สามารถปกปิดการมีอยู่ของเราได้ตลอดไป ไม่ช้าก็เร็ว มนุษย์ที่หายตัวไปอย่างลึกลับจะทำให้ทางการหรือครอบครัวของพวกเขาออกตามหา และการตามหานั้นอาจนำไปสู่การค้นพบเราอยู่ดี แต่คราวนี้ภายใต้บริบทของ "ศัตรูที่ต้องพิชิต" แทนที่จะเป็น "เพื่อนบ้านที่ควรรู้จัก"
ข้อเสนอของกลุ่มนี้คือ… เราควรต้อนรับมนุษย์ที่ค้นพบเราด้วย "ความระมัดระวัง" (Cautious Welcome) อธิบายให้พวกเขาเข้าใจว่าเราเป็นใคร มาจากไหน และทำไมเราถึงซ่อนตัวมาตลอด
จากนั้นจึงขอให้พวกเขา "เลือก" จะอยู่กับเราหรือจะกลับขึ้นไป และหากพวกเขาเลือกที่จะกลับขึ้นไป เราจะขอให้พวกเขาเก็บความลับนี้ไว้ โดยอธิบายถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากความจริงถูกรับรู้โดยรัฐบาลของพวกเขาอย่างฉับพลันและไม่ได้เตรียมการ
▫️กลุ่มที่สอง…..ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้รู้สามท่านและสมาชิกสภาผู้ปฏิบัติอาวุโสหนึ่งท่าน เสนอว่า "การทำลายคือสิ่งจำเป็นเพื่อความอยู่รอดของอารยธรรมเรา"
เหตุผลของกลุ่มนี้ไม่ได้มาจาก "ความโหดร้าย" หรือ "ความเห็นแก่ตัว" หากแต่มาจาก "การประเมินสถานการณ์อย่างเยือกเย็น" บนพื้นฐานของสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์บนดิน
ประการแรก …มนุษย์บนดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลและกองทัพของพวกเขา มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการตอบสนองต่อ "สิ่งที่ไม่รู้จัก" ด้วยความกลัวและความรุนแรง มนุษย์ที่ค้นพบเราและกลับขึ้นไปเล่าเรื่องให้รัฐบาลฟังจะถูกสอบสวนอย่างเข้มงวด และรัฐบาลจะเชื่อว่าเราเป็น "ภัยคุกคาม" ต่อความมั่นคงของชาติ
อารยธรรมลึกลับใต้พิภพที่มีเทคโนโลยีเหนือกว่ามนุษย์หลายพันปี หลบซ่อนอยู่ใต้ดินโดยที่ไม่มีใครรู้ จะไม่ถูกมองว่าเป็น "เพื่อนบ้าน" แต่จะถูกมองว่าเป็น "ศัตรูที่ต้องจัดการ"
.
ประการที่สอง …หากมนุษย์เพียงคนเดียวที่ค้นพบเรากลับขึ้นไป แม้ว่าเขาจะสัญญาว่าจะเก็บความลับ ความลับนั้นจะไม่คงอยู่ตลอดไป ไม่ช้าก็เร็วเขาจะบอกใครบางคน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนสนิท หรือผู้บังคับบัญชา และใครบางคนนั้นจะบอกใครอีกคน และในที่สุดข้อมูลจะรั่วไหลไปถึงผู้มีอำนาจ
ประวัติศาสตร์ของมนุษย์เต็มไปด้วยตัวอย่างของ "ความลับที่ยิ่งใหญ่" ที่ถูกเปิดเผยในที่สุด และความลับเกี่ยวกับเราใหญ่เกินกว่าที่มนุษย์คนใดจะเก็บไว้ได้ตลอดชีวิต
.
ประการที่สาม… เมื่อรัฐบาลมหาอำนาจรู้ว่าเรามีอยู่ พวกเขาจะไม่หยุดจนกว่าจะค้นพบเราและแย่งชิงเทคโนโลยีของเรา พวกเขาจะใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่มี การขุดเจาะลึก การทำแผนที่ใต้ดิน การส่งหุ่นยนต์สำรวจ เพื่อค้นหาทางเข้าสู่ชัมบาลา พวกเขาจะมองว่าเราเป็น "แหล่งพลังงานที่ต้องควบคุม" (เพราะพวกเขาจะตรวจพบพลังงานวีริลของเราในที่สุด) และพวกเขาจะไม่ลังเลที่จะใช้กำลังทหารหากจำเป็น
ข้อเสนอของกลุ่มนี้คือ…เราควร "ควบคุมตัว" มนุษย์ที่ค้นพบเราไว้ในชัมบาลาอย่างไม่มีกำหนด ไม่ใช่ด้วยการทำร้ายหรือทรมาน แต่ด้วยการให้พวกเขาใช้ชีวิตในนครของเราอย่างสะดวกสบายภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด และไม่อนุญาตให้พวกเขากลับขึ้นไปบนพื้นโลกอีก
แน่นอนว่าข้อเสนอนี้ถูกโจมตีอย่างรุนแรงจากกลุ่มแรกว่าเป็นการ "ลักพาตัว" และ "ละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐาน" ของมนุษย์ผู้บริสุทธิ์ การประชุมครั้งนั้นจึงจบลงโดยไม่มีข้อสรุปเช่นเดียวกับข้อถกเถียงแรก
นี่คือ "คำถามที่ไร้คำตอบ" ที่ถูกส่งต่อจากสมาชิกสภารุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง โดยไม่มีใครกล้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เราทำได้เพียงหวังว่า อย่างเปล่าประโยชน์ ว่าวันที่มนุษย์ค้นพบเราจะไม่มีวันมาถึง
และท่ามกลางการถกเถียงที่ไม่มีวันจบสิ้นนี้ ได้เกิดข่าวลือที่แพร่สะพัดในหมู่สมาชิกสภาชั้นสูงและผู้ประสานอาวุโสเกี่ยวกับการมีอยู่ของแผนฉุกเฉินที่เรียกว่า "Gaia's Wrath" "ความพิโรธของไกอา" ซึ่งถูกกล่าวขานว่าเป็นแผนการขั้นสูงสุด ที่ถูกจัดทำขึ้นโดยสมาชิกสภาผู้รู้เมื่อหลายพันปีก่อน และถูกเก็บรักษาไว้ในหอสมุดชั้นใต้ดินแห่งที่สาม ในส่วนที่แม้แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าถึง
ตามข่าวลือที่ข้าพเจ้าได้ยินมาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ซึ่งข้าพเจ้าไม่สามารถเปิดเผยนามได้ แผน Gaia's Wrath คือ "ทางเลือกสุดท้าย" (The Last Resort) ที่จะถูกใช้ ต่อเมื่อโลกกำลังจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงและไม่มีทางอื่นเหลืออยู่
รายละเอียดของแผนถูกปกปิดเป็นความลับสูงสุด และเชื่อกันว่ามีสมาชิกสภาผู้รู้เพียงสามท่านในแต่ละยุคเท่านั้นที่รู้เนื้อหาทั้งหมดของแผน
บางกระแสข่าวลือกล่าวว่า Gaia's Wrath คือ "อาวุธพลังงานวีริล" ที่มีพลังทำลายล้างมหาศาล ถูกซ่อนไว้ ณ จุดใดจุดหนึ่งในโพรงใต้พิภพ พร้อมที่จะถูกใช้เพื่อ "ชำระล้าง" ภัยคุกคามต่อโลกทั้งหมดในคราวเดียว ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์บนดิน อารยธรรมต่างดาว หรือแม้แต่ชาวอาร์การ์ธาเองหากเรากลายเป็นภัยคุกคามต่อโลกเสียเอง
บางกระแสข่าวลือกล่าวว่า Gaia's Wrath ไม่ใช่ "อาวุธ" ในความหมายปกติ แต่คือ "พิธีกรรมทางจิต" ที่สมาชิกสภาผู้รู้ทั้งหมดจะรวมจิตกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อ "ปลุก" จิตสำนึกของโลกให้ตื่นขึ้นอย่างเต็มที่ และปล่อยให้โลกจัดการกับภัยคุกคามด้วยตนเอง โดยไม่ต้องผ่านมนุษย์เป็นตัวกลางอีกต่อไป
และบางกระแสข่าวลือที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดกล่าวว่า Gaia's Wrath คือ "การเรียกคืนพลังงาน" การดึงพลังงานวีริลทั้งหมดกลับคืนสู่แกนโลกในคราวเดียว ซึ่งจะทำให้เทคโนโลยีทั้งหมดของเราหยุดทำงาน
ชุดปรับสภาพของผู้เฝ้ามองทั้งหมดดับลง ระบบ Telepathic Web ล่มสลาย และอารยธรรมอาร์การ์ธาทั้งหมดกลับสู่ "ความมืดมิดดั้งเดิม" ที่บรรพบุรุษของเราเคยเผชิญเมื่อแรกมาถึง เพื่อให้โลกได้เริ่มต้นใหม่โดยปราศจากการแทรกแซงของมนุษย์
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ไม่สามารถยืนยันหรือปฏิเสธการมีอยู่ของแผน Gaia's Wrath ได้
เพราะหากมันมีอยู่จริง มันก็ถูกเก็บรักษาไว้ในที่ที่แม้แต่ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถเข้าถึง แต่ข้าพเจ้าขอตั้งข้อสังเกตว่า การมีอยู่ของข่าวลือเช่นนี้ แม้ว่าจะเป็นเพียงข่าวลือ ก็สะท้อนให้เห็นถึงความวิตกกังวลที่ฝังรากลึกในจิตใจของชนชั้นนำของเรา
ความวิตกกังวลว่าเราอาจไม่สามารถปกป้องโลกได้ด้วย "สติปัญญา" และ "จริยธรรม" เพียงอย่างเดียว และวันหนึ่งเราอาจต้องเผชิญกับทางเลือกที่ไม่มีทางใดถูกต้อง ทางเลือกที่เราต้อง "ทำลายเพื่อรักษา" หรือ "ตายเพื่อให้ผู้อื่นอยู่รอด"
.
.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา