เมื่อวาน เวลา 10:00 • ดนตรี เพลง
Dollywood

ความจริงเหลือเชื่อที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ของเพลงดัง “I Will Always Love You” จากภาพยนตร์ ” The Bodyguard “

จากเพลงบอกลาผู้มีพระคุณของ Dolly Parton สู่บทเพลงอมตะของ Whitney Houston ใน The Bodyguard
หากพูดถึงเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดเพลงหนึ่งในประวัติศาสตร์ ชื่อของ “I Will Always Love You” จะต้องปรากฏขึ้นมาในลำดับต้นต้น
Whitney Houston
เสียงร้องของ Whitney Houston ที่ค่อย ๆ เริ่มต้นอย่างอ่อนโยน ก่อนจะพุ่งขึ้นสู่ท่อนที่ทรงพลังอย่างน่าจดจำ ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงที่ผู้คนทั่วโลกรู้จัก ขณะที่ภาพยนตร์เรื่อง The Bodyguard ซึ่งนำแสดงโดย Whitney Houston และ Kevin Costner กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก
ภาพยนตร์เข้าฉายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 1992 ทำรายได้ทั่วโลกมากกว่า 410 ล้านดอลลาร์
ส่วนอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ขายได้มากกว่า 45 ล้านชุด และได้รับการยกย่องว่าเป็น soundtrack ที่ขายดีที่สุดตลอดกาล
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Whitney Houston ระบุด้วยว่า “I Will Always Love You” อยู่ในอันดับ 1 ของ Billboard Hot 100 ถึง 14 สัปดาห์ และได้รับรางวัล Grammy รวมทั้ง Record of the Year และ Best Pop Vocal Performance
แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบก็คือ เพลงที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นเพลงรักระหว่างชายหญิง แท้จริงแล้วไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อคนรักเลย
มันเป็นเพลงเกี่ยวกับ การจากลา
และที่สำคัญกว่านั้นคือ เป็นการจากลาของหญิงสาวคนหนึ่งต่อ ผู้มีพระคุณ ผู้ให้โอกาส และผู้ที่เคยเป็นทั้งเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน และผู้ร่วมสร้างชีวิตดนตรีของเธอ
ผู้ชายคนนั้นคือ Porter Wagoner
เด็กสาวจากชนบทของมลรัฐ Tennessee กับผู้ชายที่เปิดประตูบานแรก ให้ชีวิตนักร้องแก่เธอ
Dolly Parton วัยสาว
Dolly Parton เกิดและเติบโตในรัฐ Tennessee ในครอบครัวที่ยากจน มีพี่น้องจำนวนมาก และตั้งแต่วัยเด็ก เธอมีความฝันอย่างแรงกล้าว่า จะต้องออกจากชนบทภูเขา และสร้างชีวิตด้วยเสียงเพลงของตัวเอง
ปี 1967 เมื่อ Dolly อายุเพียง 21 ปี เธอได้รับโอกาสสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต เมื่อ Porter Wagoner นักร้องและพิธีกรรายการ The Porter Wagoner Show เชิญเธอมาเป็นนักร้องหญิงประจำรายการ
Dolly Parton & Porter Wagoner
เวลานั้นรายการของ Wagoner มีผู้ชมมากกว่า 3 ล้านคน และเผยแพร่ไปเกือบ 100 ตลาดในสหรัฐอเมริกา การได้เข้าร่วมรายการ จึงหมายถึงการที่หญิงสาวจากชนบท Tennessee ได้ก้าวขึ้นไปสู่เวทีระดับประเทศทันที
Dolly ไม่ได้มอง Porter เพียงว่าเป็นนายจ้าง
หากแต่มองว่า เขาคือคนที่ เปิดประตูบานแรกให้เธอ
ทั้งสองร้องเพลงคู่กันและประสบความสำเร็จอย่างมาก มีเพลงคู่ติด Top 10 ถึง 14 เพลง และมีเพลงอันดับ 1 คือ “Please Don’t Stop Loving Me” ในปี 1974
ทั้งคู่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
แต่เมื่อเวลาผ่านไป Dolly เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น เธอมีเพลงของตัวเอง มีความสามารถในการแต่งเพลง และเริ่มเห็นชัดเจนว่าเธอสามารถสร้างอาชีพด้วยตัวเองได้
ตรงนี้เองที่ความสัมพันธ์เริ่มเข้าสู่ช่วงที่ยากที่สุด
Dolly ไม่ได้ต้องการ “หนี” Porter แต่เธอต้องการเดินตามความฝันของตัวเอง
Dolly วัยสาว
Dolly ต้องการเป็นศิลปินเดี่ยว
เธอรู้ดีว่า ถ้ายังคงอยู่ในรายการของ Porter ต่อไป เธออาจเป็นที่รู้จักในฐานะ “นักร้องหญิงของ Porter Wagoner” ตลอดไป
แต่ความฝันของเธอใหญ่กว่านั้นมาก
เธอต้องการเป็น Dolly Parton นักร้อง นักแสดง นักแต่งเพลง และนักธุรกิจหญิงที่จะทำประโยชน์เพื่อสังคม
เธอจึงตัดสินใจว่าจะออกจากรายการและเดินไปตามเส้นทางของตัวเอง
ปัญหาคือ Porter ไม่ได้พร้อมที่จะปล่อยเธอไปง่าย ๆ
ทั้งสองมีความผูกพันกันทั้งในด้านงาน เพลง สัญญา และความรู้สึกส่วนตัว จึงเกิดการโต้เถียงและความขัดแย้งขึ้น
แต่สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ Dolly ไม่ได้ต้องการออกจาก Porter เพราะไม่รักหรือไม่กตัญญู
ตรงกันข้าม เธอรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเขาอย่างมาก
เธอเพียงรู้ว่า หากเธอไม่ออกไป เธออาจไม่มีวันรู้ว่าเธอสามารถไปได้ไกลแค่ไหน
Country Music Hall of Fame บันทึกว่าในช่วงนั้น Dolly ต้องการอิสรภาพและรู้สึกว่าเธอมีเพลงและความทะเยอทะยาน ที่จะพาเธอออกจากภูเขาและไปเห็นโลกที่กว้างกว่าเดิม
และแล้ว Dolly ก็เลือกวิธีที่แสนจะเป็นตัวเธอเองที่สุด
เธอใช้เพลง พูดแทนคำพูด
เพลงที่เขียนขึ้นในช่วงเวลาที่เจ็บปวด
Dolly กลับไปบ้านและเขียนเพลง “I Will Always Love You”
เธอเขียนเพลงนี้ขึ้นเพื่อบอก Porter Wagoner ว่า
ฉันจำเป็นต้องไป
แต่การไปของฉัน ไม่ได้หมายความว่าฉันเกลียดคุณ
ฉันไม่ได้ลืมสิ่งที่คุณทำให้ฉันเลย
ฉันไม่ได้ลืมวันที่คุณเปิดประตูให้ฉัน
และแม้ว่าเส้นทางของเราจะต้องแยกจากกัน
ฉันจะยังรักและขอบคุณ คุณเสมอ
นี่คือความหมายดั้งเดิมของเพลง
ไม่ใช่เพลงที่บอกว่า
“ฉันไม่รักคุณแล้ว”
แต่เป็นเพลงที่บอกว่า
“ฉันรักคุณ แต่ฉันต้องไป”
และความแตกต่างเพียงประโยคนี้เอง ที่ทำให้เพลงมีความลึกซึ้งอย่างเหลือเชื่อ
วันที่ Dolly ร้องเพลงนี้ให้ Porter ฟัง
เรื่องราวที่ Dolly เล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นหนึ่งในฉากที่งดงามที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงคันทรี
เธอนำเพลงกลับไปให้ Porter ฟัง
Dolly ร้องเพลงให้เขาฟัง
และ Porter ถึงกับน้ำตาไหล
ในที่สุดเขาเข้าใจว่า สิ่งที่ Dolly กำลังพูดไม่ใช่การทรยศ
แต่คือการบอกว่า
“ฉันจำเป็นต้องออกไปเติบโตด้วยตัวเอง แต่ฉันจะไม่ลืมว่า คุณเป็นคนช่วยให้ฉันมาถึงจุดนี้”
Country Music Hall of Fame ระบุชัดว่าเพลงนี้เป็นเสมือน “personal farewell” ของ Dolly ต่อ Wagoner และเมื่อเธอออกจากรายการในปี 1974 ความหมายของเพลงก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
ในที่สุด Dolly ก็ออกจากรายการ และเริ่มสร้างอาชีพเดี่ยวของตัวเอง
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ Porter ไม่ได้จบลงอย่างสวยงามในทันที
จากความรัก กลายเป็นความขัดแย้ง
หลังจากแยกทางกัน ทั้งสองมีปัญหากันทั้งเรื่องความสัมพันธ์และเรื่องธุรกิจ
ความผูกพันหลายปี ทำให้การแยกตัวไม่ใช่เรื่องง่าย และในช่วงเวลาต่อมา ความขัดแย้งทางสัญญาและผลประโยชน์ถึงขั้นมีการฟ้องร้องกัน
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของคนสองคนนี้ไม่ได้จบลงด้วยความแค้น
สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ แม้จะมีช่วงเวลาที่ทั้งสองมีปัญหากัน Dolly ก็ยังไม่เคยลบ Porter ออกจากประวัติชีวิตของเธอเลย
เพราะสำหรับเธอ
คนที่เคยเปิดประตูให้ ไม่ได้กลายเป็นคนที่ไม่มีความหมาย เพียงเพราะวันหนึ่งเราต้องเดินออกจากประตูนั้น
และเมื่อเวลาผ่านไป ความขัดแย้งก็เริ่มจางลง
ความทรงจำที่ดีค่อย ๆ กลับมาแทนที่ความเจ็บปวด
เส้นทางของ Dolly พุ่งทะยาน
หลังจากแยกตัว Dolly ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล
เธอมีเพลงอันดับ 1 ของตัวเองมากขึ้น ได้รับรางวัลมากขึ้น ขยายจาก country ไปสู่ pop และต่อมาเข้าสู่วงการภาพยนตร์
ปี 1978 เธอได้รับรางวัล CMA Entertainer of the Year
เธอกลายเป็นศิลปินเดี่ยวเต็มตัว และพิสูจน์ว่า การตัดสินใจออกจาก Porter ไม่ใช่การทอดทิ้งผู้มีพระคุณ แต่คือการเดินตามความฝันที่เธอมีมาตั้งแต่เด็ก
แล้ววันหนึ่ง เพลงนี้ก็เดินทางไปไกลกว่าที่ Dolly เคยฝัน
ปี 1982 Dolly บันทึก “I Will Always Love You” ใหม่สำหรับภาพยนตร์ The Best Little Whorehouse in Texas
เพลงขึ้นอันดับ 1 อีกครั้ง
นี่เป็นหลักฐานสำคัญว่าเพลงนี้มีพลังในตัวเอง แม้ยังไม่มี Whitney Houston มาร้อง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในอีกสิบปีต่อมาจะเปลี่ยนเพลงนี้ไปตลอดกาล
Whitney Houston และ The Bodyguard
ปี 1992 ภาพยนตร์เรื่อง The Bodyguard เข้าฉาย
Kevin Costner รับบท Frank Farmer อดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ต้องมาปกป้องนักร้องชื่อดัง Rachel Marron ซึ่งรับบทโดย Whitney Houston
สำหรับ Whitney นี่คือการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอในบทนำ
และสำหรับ Kevin Costner ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของเขา
ภาพยนตร์ทำรายได้ทั่วโลกมากกว่า 410 ล้านดอลลาร์ และ soundtrack ขายมากกว่า 45 ล้านชุดทั่วโลก
แต่หัวใจของปรากฏการณ์ทั้งหมด กลับอยู่ที่เพลงเพลงหนึ่ง
I Will Always Love You
Whitney เปลี่ยนเพลงบอกลา ให้กลายเป็นเพลงรักระดับโลก
สิ่งที่น่าทึ่งคือ Whitney ไม่ได้ร้องเพลงนี้เหมือน Dolly
Dolly ร้องอย่างเรียบง่าย อบอุ่น และเปราะบาง
แต่ Whitney เปิดเพลงด้วยเสียงที่สงบ แล้วค่อย ๆ สร้างพลังขึ้น จนกลายเป็นหนึ่งในการแสดงเสียงร้องที่ได้รับการจดจำมากที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงป๊อป
เพลงขึ้นอันดับ 1 ทั่วโลก และอยู่บนอันดับ 1 ของ Billboard Hot 100 ถึง 14 สัปดาห์ ซึ่งในเวลานั้นเป็นสถิติที่ยาวนานมากสำหรับเพลงหนึ่งเพลง
Whitney เองให้ความเคารพ Dolly อย่างมาก และกังวลว่า Dolly จะรู้สึกอย่างไรกับการนำเพลงของเธอมาเรียบเรียงใหม่
เมื่อ Dolly บอกว่าเธอชอบมาก Whitney จึงรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง
เพลงได้รับ Grammy ในปี 1994 รวมถึง Record of the Year และ Best Pop Vocal Performance, Female และต่อมาได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ National Recording Registry ของ Library of Congress ในปี 2020
Dolly เมื่ออายุมากขึ้น
ความจริงที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้: Dolly ไม่ได้เป็นเจ้าของเสียงร้องของ Whitney
ตรงนี้เป็นบทเรียนทางธุรกิจที่สำคัญมาก
หลายคนเข้าใจว่าเมื่อ Dolly เป็นผู้แต่งเพลง เธอจึงเป็นเจ้าของทุกอย่างที่เกี่ยวกับเพลง
แต่ตามกฎหมายลิขสิทธิ์มีความแตกต่างระหว่าง
“musical composition”
กับ
“sound recording”
Dolly เป็นเจ้าของสิทธิ์ในตัว บทเพลง—ทำนองและเนื้อร้อง
แต่เสียงร้องของ Whitney ในเวอร์ชัน The Bodyguard เป็น sound recording อีกสิทธิ์หนึ่ง
ดังนั้นเมื่อ Whitney บันทึกเพลงนี้ Dolly จึงได้รับรายได้ในฐานะ ผู้แต่งเพลงและเจ้าของ publishing rights ไม่ใช่เพราะเธอเป็นเจ้าของ master recording ของ Whitney
และนี่เองที่ทำให้เรื่องราวย้อนกลับไปเชื่อมกับเหตุการณ์ของ Elvis Presley
Elvis Presley
Elvis เคยต้องการเพลงนี้ แต่ Dolly ไม่ยอมขายสิทธิ์
ก่อน Whitney Houston จะนำเพลงนี้ไปสร้างประวัติศาสตร์ ยังมีอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญ
Elvis Presley เคยต้องการบันทึก “I Will Always Love You”
แต่ผู้จัดการของ Elvis ต้องการส่วนแบ่ง publishing rights จำนวนมาก โดย Dolly เล่าว่าต้องการถึงครึ่งหนึ่ง
Dolly จึงตัดสินใจปฏิเสธ
มันเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวดมาก เพราะเธออยากให้ Elvis ร้องเพลงของเธออย่างมาก แต่ไม่ต้องการเสียสิทธิ์ในเพลงที่เธอเขียนเอง
เวลานั้นเธออาจไม่รู้ว่า การตัดสินใจครั้งนี้จะมีความหมายมากเพียงใด
เพราะอีกหลายปีต่อมา
Whitney Houston ทำให้เพลงนี้กลายเป็นหนึ่งในเพลงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก
เงินจากเพลงกลับกลายเป็นทุนสำหรับสร้างประโยชน์ให้คนอื่นอีกมากมาย
Dollywood ที่ Dolly Parton เป็นเจ้าของ
เรื่องนี้เป็นอีกด้านหนึ่งของ Dolly ที่น่าประทับใจ
รายได้จากเพลง “I Will Always Love You” เวอร์ชัน Whitney Houston กลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาลสำหรับ Dolly
มีการรายงานว่ารายได้จากเพลงเวอร์ชัน Whitney ทำให้ Dolly ได้รับเงินประมาณ 10 ล้านดอลลาร์ และ Dolly เคยพูดถึงอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งที่เธอซื้อในย่านชุมชนคนผิวดำใน Nashville โดยเรียกมันอย่างอบอุ่นว่า
“the house that Whitney built”
หรือ
“บ้านที่ Whitney สร้างให้”
นี่เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่มีความหมายอย่างมาก
Dolly ไม่ได้มอง Whitney ว่าเป็นเพียงศิลปินที่นำเพลงของเธอไปทำเงิน
เธอมอง Whitney ด้วยความขอบคุณ
“เพลงของฉันทำให้ Whitney ประสบความสำเร็จ และความสำเร็จของ Whitney ก็ทำให้ฉันสามารถนำเงินนั้นกลับไปสร้างประโยชน์ให้คนอื่น”
มันจึงกลายเป็นวงจรที่สวยงาม
Porter ให้โอกาส Dolly
Dolly เขียนเพลง
Whitney ทำให้เพลงดังไปทั่วโลก
และ Dolly นำผลแห่งความสำเร็จกลับไปสร้างสิ่งดี ๆ ให้สังคม
และในที่สุด Dolly กับ Porter ก็กลับมาพบกันอีกครั้ง
เรื่องนี้เป็นตอนจบที่อบอุ่นที่สุดของเรื่องทั้งหมด
หลังจากเวลาผ่านไปหลายสิบปี ความขัดแย้งต่าง ๆ ค่อย ๆ กลายเป็นอดีต
ในเดือนพฤษภาคม 2007 Porter Wagoner ฉลองครบรอบ 50 ปีของการเป็นสมาชิก Grand Ole Opry
และ Dolly Parton กลับไปอยู่บนเวทีเดียวกับเขาอีกครั้ง
เธอร้องเพลงที่เธอเคยเขียนให้เขาเมื่อกว่า 30 ปีก่อน
“I Will Always Love You”
Grand Ole Opry ระบุถึงการแสดงครั้งนั้นว่าเป็นเพลงที่ Dolly เขียนขึ้นเพื่อ Porter เพื่อเป็นข้อความอำลาก่อนที่เธอจะออกไปสร้างอาชีพเดี่ยวของตัวเอง
ลองจินตนาการถึงภาพนั้น
หญิงสาวที่เคยร้องเพลงนี้ด้วยน้ำตา เพื่อขอเดินออกจากชีวิตของ Porter
หลายสิบปีต่อมา กลับมายืนบนเวทีเดียวกับชายคนเดิม
แต่คราวนี้ไม่มีการทะเลาะ
ไม่มีสัญญาที่ต้องต่อรอง
ไม่มีความกลัวว่าจะเสียอนาคต
เหลือเพียง
ความทรงจำ
ความกตัญญู
และความรัก
จากเพลง “ลาก่อน” กลายเป็นเพลง “ขอบคุณ”
พร้อมน้ำตาอีกครั้ง
นี่อาจเป็นความหมายที่ลึกที่สุดของ “I Will Always Love You”
ตอนที่ Dolly เขียนเพลงนี้
เธอกำลังบอก Porter ว่า
“ฉันต้องไป”
แต่เมื่อเธอกลับมาร้องเพลงนี้กับเขาอีกครั้งในปี 2007 ความหมายกลับเปลี่ยนไป
มันไม่ได้เป็นเพลงบอกลาอีกแล้ว
มันกลายเป็นเพลงที่บอกว่า
“หลายสิบปีผ่านไปแล้ว แต่ฉันยังจำได้ว่า
คุณเคยทำอะไรให้ฉัน”
และนี่คือเหตุผลที่เรื่องราวของเพลงนี้
มีพลังมากกว่าเรื่องราวของเพลงรักธรรมดา
ความจริงที่เหลือเชื่อที่สุดของเพลงนี้
ถ้ามองย้อนหลัง เพลงนี้เดินทางผ่านชีวิตของคนถึงสี่คนอย่างน่าอัศจรรย์
Porter Wagoner → Dolly Parton → Whitney Houston → คนทั้งโลก
Porter เป็นผู้เปิดประตูให้ Dolly
Dolly ใช้ความเจ็บปวดจากการต้องจากเขามาเขียนเพลง
Whitney นำเพลงนั้นไปสู่โลกทั้งใบ
และในที่สุดความสำเร็จของเพลงก็กลับมาสร้างความมั่งคั่งและโอกาสให้ Dolly นำไปทำประโยชน์แก่ผู้อื่น ได้ช่วยเหลือเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ยากไร้เป็นจำนวนมาก
เพลงที่เริ่มต้นจาก ห้องหนึ่งในบ้านของหญิงสาวจาก Tennessee
กลายเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ทำรายได้มากกว่า 410 ล้านดอลลาร์
กลายเป็นเพลงอันดับ 1 ของโลก
กลายเป็นเพลงที่ได้รับ Grammy
กลายเป็นเพลงที่ถูกเก็บรักษาไว้ใน National Recording Registry
และกลายเป็นหนึ่งในผลงานเพลงที่คนทั่วโลกจดจำ
บางครั้ง “การจากลา” ไม่ได้หมายถึงการหมดรัก
เรื่องราวของ Dolly และ Porter ให้บทเรียนที่ลึกซึ้งมาก
คนสองคนอาจรักและเคารพกัน
แต่ยังต้องแยกทางกัน
การเดินออกจากชีวิตของผู้มีพระคุณ
ไม่ได้แปลว่าเราไม่กตัญญู
การเลือกเส้นทางของตัวเอง
ไม่ได้หมายความว่า
เราปฏิเสธคนที่เคยช่วยเรา
และการประสบความสำเร็จด้วยตัวเอง
ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องลืมว่า
ใครเป็นคนเปิดประตูให้เราในวันแรก
Dolly Parton พิสูจน์เรื่องนี้ด้วยชีวิตของเธอ
เธอเดินออกจาก Porter Wagoner
เพื่อทำตามความฝัน
เธอประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล
เธอร่ำรวย
เธอกลายเป็นดาราระดับโลก
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอก็ยังสามารถกลับมายืนข้างผู้ชายคนเดิม และร้องเพลงเดิมให้เขาฟังอีกครั้ง
I Will Always Love You
บทส่งท้าย
บางทีเหตุผลที่ “I Will Always Love You”
ทำให้คนทั่วโลกน้ำตาซึม อาจไม่ใช่เพราะเสียงของ Whitney Houston เพียงอย่างเดียว
และอาจไม่ใช่เพราะความรัก
ระหว่าง Frank Farmer กับ Rachel Marron
ใน The Bodyguard เพียงอย่างเดียว
แต่อาจเป็นเพราะในส่วนลึกของเพลงนี้ มีความรู้สึกที่มนุษย์แทบทุกคนเข้าใจได้
ความรู้สึกของคน ที่ต้องจากคนที่ตนรัก
ความรู้สึกของคน ที่ต้องเดินตามความฝัน
ความรู้สึกของคน ที่ไม่อยากทำร้ายผู้มีพระคุณ
และความรู้สึกของคน ที่แม้ต้องเดินจากไป
ก็ยังอยากพูดว่า
ฉันจะไม่มีวันลืมสิ่งที่คุณทำให้ฉัน
ฉันอาจต้องไปตามเส้นทางของฉัน
แต่ความรักและความกตัญญู
ที่ฉันมีต่อคุณ จะยังคงอยู่เสมอ
I Will Always Love You.
และบางที นี่อาจเป็นเหตุผลที่เพลงเพลงหนึ่งซึ่งเกิดจากการ “บอกลา” ของหญิงสาวคนหนึ่งในปี 1974 จึงสามารถเดินทางข้ามเวลา ข้ามประเทศ ข้ามภาษา และข้ามชีวิตของผู้คนมานานกว่าครึ่งศตวรรษ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว
มันไม่ใช่เพียงเพลงเกี่ยวกับการจากลา
แต่มันคือเพลงเกี่ยวกับ ความรักที่ยังคงอยู่
แม้เส้นทางของชีวิตจะต้องแยกจากกัน
โฆษณา