7 ก.ย. เวลา 04:15 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 110 วาระสุดท้ายของเซอร์เบีย: (1458-1459) ลมหายใจที่โรยรินก่อนถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออตโตมัน

🟥กลับมาที่ทางฝั่งออตโตมัน เมห์เหม็ดที่ 2 ถูกพากลับไปรักษาบาดแผลที่ต้นขาจนหายดีพระองค์ทรงเรียนรู้จากความพ่ายแพ้ครั้งนี้ว่าฮังการีและเบลเกรดนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าจะตีให้แตกได้ในตอนนี้
เมห์เหม็ดถูกยิงที่ขา ขณะยกทัพบุกเบลเกรดจนต้องถอยทัพ
🟥 จุดนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะหากเรามองในแง่อุปนิสัยพื้นฐานของเมห์เหม็ดที่ 2 พระองค์มักจะแสดงออกซึ่งความมั่นใจแบบหัวรั้นไม่ยอมแพ้ทุกอุปสรรคที่ขวางหน้า บวกกับเมื่อกลับไปพิจารณาผลงานที่ผ่านมาพ่วงด้วย ฉายาผู้พิชิต เป็นใครก็ต้องมีความถือศักดิ์ศรีอยู่บ้าง
🟥แต่ในความเป็นจริงหลังความล้มเหลวที่เบลเกรดเมห์เหม็ดที่ 2 ก็ล้มเลิกที่จะกรีฑาทัพผ่านทางฮังการีไปเลย การปรับยุทธศาสตร์ในรอบนี้จึงถือว่าสร้างความแปลกใจอยู่พอสมควรแต่หากปรับมามองด้วยแว่นนักยุทธศาสตร์ เราจะพบจุดอ่อนถึงฆาต ของออตโตมัน อยู่ครับ
🚛 กฎเหล็กของโลจิสติกส์: "อย่าทิ้งแนวหลังที่ไว้ใจไม่ได้"
🟥 เมห์เหม็ดตระหนักว่าหากพระองค์ดันทุรังเอาทัพหลวงไปติดหล่มอยู่ที่ฮังการีพวกขุนนางแปรพักตร์ในบอลข่านหรือแอลเบเนีย (อย่างสแกนเดอร์เบก) อาจฉวยโอกาสตัดเส้นทางเสบียงหรือกองเรือเวนิสอาจยกพลขึ้นบกตลบหลังได้
🟥 ดังนั้นการเดินทัพหลวงขนาดเกือบแสนคนขึ้นไปในแดนศัตรูโดยที่รัฐกันชนรอบๆ (เช่น วัลลาเคีย บอสเนีย แอลเบเนีย) ยังพร้อมจะแปรพักตร์หรือก่อกบฏได้ทุกเมื่อ คือการฆ่าตัวตายชัดๆ
🟥 ในขณะที่การหันมา “รวบรวมและกระชับพื้นที่” แผ่นดินบอลข่านให้กลายเป็นสีเดียวกันทั้งหมดจึงเป็นการสร้าง"ฐานรากที่ปลอดภัย" เพื่อรับประกันว่ากองทัพออตโตมันจะสามารถทำสงครามด้านเดียวโดยไม่ต้องพะวงกองทัพคู่แข่งหรือคนทรยศโผล่มาแทงข้างหลัง
🟥ดังนั้นแม้จะหัวรั้นแค่ไหนแต่ถึงยังไงเมห์เหม็ดก็เป็นแม่ทัพสายยุทธศาสตร์พระองค์จึงไม่มืดบอดไปกับการติดหล่มในยุโรปกลาง
🟥 เมื่อได้ข้อสรุปแทนที่จะดันทุรังบุกยุโรปกลางต่อพระองค์ทรงปรับยุทธศาสตร์ใหม่เป็นการ "หยุดบุกขึ้นเหนือ แล้วหันไปกลืนกินรัฐเล็กๆรอบตัวให้เหี้ยน" เพื่อป้องกันการถูกแทงข้างหลังแทน พระองค์จึงใช้เวลาในช่วงทศวรรษถัดมาในการปิดบัญชีรัฐกันชนต่างๆ ตามลำดับ
▪️ปี 1459: ผนวกเซอร์เบียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอย่างเป็นทางการ
▪️ปี 1460: พิชิตอาณาจักรเพโลพอนนีส (Morea) ในกรีซตอนใต้
▪️ปี 1461: บดขยี้อาณาจักรเทรบิซอนด์ (Trebizond)
▪️ปี 1462: ยกทัพปราบ วลาดที่ 3 (แดร็กคูล่า) แห่งวัลลาเคีย
▪️ปี 1463: พิชิตอาณาจักรบอสเนีย
เราจะโฟกัสที่ภูมิภาคยุโรปกลางอย่างเซอร์เบียร์และบอสเนียแบบม้วนเดียวจบเลยนะครับ
🟥 วาระสุดท้ายของเซอร์เบียในช่วงปี ค.ศ. 1458–1459 ไม่ใช่การล่มสลายในสมรภูมิรบที่ยิ่งใหญ่แต่เป็นการล่มสลายจาก "ความขัดแย้งภายในและการเมืองที่โครงสร้างไม่สามารถค้ำยันได้อีกต่อไป"
🟥 ซึ่งเป็นสิ่งที่เมห์เหม็ดที่ 2 รอคอยอย่างใจเย็นนี่คือฉากจบของอาณาจักรเดสปอตแห่งเซอร์เบียที่เต็มไปด้วยการหักหลังและสูญเสียอธิปไตยแบบแทบไม่มีการนองเลือด
🟩 1. สูญเสียผู้นำและวิกฤตผู้สืบทอด (1458)
🔹หลังจากที่จอร์จ บรานโควิชผู้ปกครองเซอร์เบียเสียชีวิตในปี 1456 บัลลังก์ตกเป็นของลูกชายคือ ลาซาร์ บรานโควิช แต่ลาซาร์ก็ปกครองได้เพียง 2 ปีและเสียชีวิตอย่างกะทันหันในต้นปี 1458 โดย "ไม่มีทายาทชาย" ทิ้งไว้เพียงลูกสาวสามคน
การขาดรัชทายาททำให้ราชสำนักเซอร์เบียในเมืองสเมเดเรโว แตกเป็นสองฝักสองฝ่ายทันที:
🔹 ฝ่ายโปร-ออตโตมัน: นำโดย มิไฮโล อันเจโลวิช (Mihailo Anđelović) ซึ่งเชื่อว่าการยอมอ่อนน้อมต่อเมห์เหม็ดที่ 2 คือทางรอดเดียวของเซอร์เบีย
🔸 ฝ่ายโปร-ฮังการี: นำโดย เฮเลนา พาเลโอโลกินา (Helena Palaiologina) ภรรยาม่ายของลาซาร์ และสเตฟาน บรานโควิช (พี่ชายตาบอดของลาซาร์) ซึ่งหวังพึ่งพากษัตริย์มัทธิอัส คอร์วินุส แห่งฮังการีให้มาช่วยต้านออตโตมัน
🟨 2. การแทรกแซงและเกมการแต่งงาน (1458–1459)
🔸 ฝ่ายโปร-ฮังการีชิงความได้เปรียบด้วยการจับกุมมิไฮโล อันเจโลวิช และพยายามดึงฮังการีเข้ามาช่วยอย่างเต็มตัว เฮเลนา พาเลโอโลกินา เดินหมากด้วยการจัดการแต่งงานแบบคลุมถุงชน
การแต่งงานเพื่อผนึกพันธมิตรต้านออตโตมัน
🔸 เธอให้ลูกสาวคนโตแต่งงานกับสเตฟาน โทมาเซวิช (Stefan Tomašević) มกุฎราชกุมารแห่งอาณาจักรบอสเนีย (ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฮังการี) ในเดือนมีนาคม 1459 สเตฟาน โทมาเซวิช ในวัยเพียง 20 ปีเศษเดินทางมาถึงสมเดเรโวและได้รับการสวมมงกุฎให้เป็นผู้ปกครองคนใหม่ของเซอร์เบีย
🔸 การแต่งงานนี้คือความพยายามครั้งสุดท้ายที่จะรวมเซอร์เบีย บอสเนีย และฮังการี เข้าด้วยกันเป็น "กำแพงคริสเตียน" เพื่อต้านทานเมห์เหม็ดที่ 2
🟪 3. ความเงียบงัน ณ สเมเดเรโว (มิถุนายน 1459)
🔹 เมห์เหม็ดที่ 2 มองเห็นความพยายามนี้และไม่ได้ตื่นตระหนกพระองค์รู้ดีว่ากำแพงคริสเตียนที่รีบสร้างขึ้นนี้ "กลวง" และไร้เอกภาพ คำถามต่อมาคือทำไม่สุลต่านแห่งออตโตมันถึงมองออกว่ามันกลวงเรามาสำรวจโครงสร้างความกลวงนี้กัน
🟫 3.1 วิกฤตความชอบธรรม
🔹 การเอา สเตฟาน โทมาเชวิช ซึ่งเป็นมกุฎราชกุมารแห่ง "บอสเนีย" มาสวมมงกุฎปกครอง "เซอร์เบีย" เป็นการข้ามเส้นความรู้สึกของคนในพื้นที่อย่างรุนแรงชาวเซอร์เบียในเมืองสมเดเรโวไม่ได้รู้สึกภักดีหรือมองว่าเขาเป็นกษัตริย์ที่ถูกต้องตามสายเลือด แต่มองว่าเป็นเพียง "คนนอกที่เข้ามาชุบมือเปิบ"
🔹เมื่อผู้นำไม่มีแรงสนับสนุนจากมวลชน ย่อมไม่มีใครยอมจับอาวุธสู้ตายถวายหัวเพื่อปกป้องกษัตริย์ที่ตนเองไม่ได้ยอมรับ เมห์เหม็ดรู้ดีว่ากำแพงเมืองที่หนาแค่ไหนก็ไร้ความหมาย หากทหารรักษาเมืองไม่มีใจจะสู้
🔸 กษัตริย์มัทธิอัส คอร์วินุส ที่มีอายุเพียง 15 ปี ก็เผชิญกับวิกฤตความชอบธรรมเช่นกัน เมห์เหม็ดที่ 2 มองความกลวงนี้ออกจากเครือข่ายข่าวกรองว่ากองทัพของกษัตริย์มัทธิอัส คอร์วินุส แห่งฮังการีจะไม่ส่งกำลังมาช่วยอย่างที่รับปากไว้
🔸 เพราะการขึ้นครองราชย์ของมัทธิอัสไม่ได้ราบรื่นขุนนางทรงอิทธิพลหลายคนในฮังการีไม่ยอมรับกษัตริย์ที่ไม่ได้มาจากสายเลือดราชวงศ์ดั้งเดิม (ตระกูลฮุนยาดีเป็นเพียงขุนนางที่เพิ่งไต่เต้าขึ้นมา)
🔸 ขุนนางกลุ่มนี้ก่อกบฏและไปอัญเชิญ จักรพรรดิฟรีดริชที่ 3 (Frederick III) แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (HRE) ให้มาอ้างสิทธิ์เหนือบัลลังก์ฮังการี ซึ่งจักรพรรดิฟรีดริชตอบรับและส่งกองทัพเข้ามาทางตะวันตกของฮังการี ทำให้มัทธิอัสต้องนำกองทัพไปตั้งรับศึกทางเหนือและตะวันตกเพื่อรักษาเมืองหลวงและบัลลังก์ของตนเองให้อยู่รอด
มัทธิอัสในช่วงเริ่มต้นความชอบธรรมค่อนข้างต่ำทำให้นโยบายหลายเรื่องถูกขัดขวาง
🔸 ในทางการเมืองฮังการียุคกลางกษัตริย์จะไม่ถูกยอมรับโดยสมบูรณ์หากไม่ได้รับการสวมมงกุฎด้วย "มงกุฎศักดิ์สิทธิ์แห่งนักบุญสตีเฟน" (Holy Crown of Hungary)
🔸ปัญหาคือ มงกุฎวงเจ้ากรรม นี้ดันตกไปอยู่ในมือของจักรพรรดิฟรีดริชที่ 3! การขาดมงกุฎทำให้ค่า "ความชอบธรรม"ของมัทธิอัสในสายตาขุนนางต่ำมาก พระองค์ต้องวุ่นวายกับการเจรจาและหาเงินมหาศาลเพื่อไปไถ่มงกุฎคืนมา (ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้คืน)
🟨 3.2 การประเมินโลจิสติกส์และพันธมิตรลวงตา
🔹 แม้สเตฟานจะได้รับการสนับสนุนจากฮังการีแต่เมห์เหม็ดเข้าใจดีถึงข้อจำกัดทางโลจิสติกส์และการเมืองภายในของพันธมิตร
🔹 การเคลื่อนทัพขนาดใหญ่ข้ามพรมแดนต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล เมห์เหม็ดที่ 2 ประเมินสถานการณ์ไว้แล้วว่าการเมืองภายใน ฮังการีเปราะบางเกินกว่าจะยอมเสี่ยงส่งทัพหลวงมาละลายที่สมเดเรโวเพื่อช่วยเจ้าชายบอสเนียที่เพิ่งขึ้นครองราชย์ได้ไม่กี่เดือนแน่ๆ "กำแพงคริสเตียน" นี้จึงเป็นเพียงคำขู่ทางหน้ากระดาษที่ไม่มีกองทัพมสนับสนุนจริง
🟧 เพื่อพิสูจน์ความกลวงเปล่านี้ พระองค์ตัดสินใจยกทัพใหญ่มาที่เมืองสมเดเรโวในเดือนมิถุนายน 1459 เมื่อกองทัพออตโตมันมาถึงหน้ากำแพงเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การสู้รบที่ดุเดือด
สุลต่านยกทัใหญ่ปิดล้อมป้อมสมเดเรโว
▪️ กองทัพฮังการีของมัทธิอัส คอร์วินุส ไม่ได้ส่งกำลังมาช่วยอย่างที่รับปากไว้ ชาวเซอร์เบียในเมืองเองก็ไม่ได้ภักดีต่อสเตฟาน โทมาเซวิช เพราะมองว่าเขาเป็นคนบอสเนียที่เข้ามาฮุบอำนาจมากกว่าจะเป็นผู้นำโดยชอบธรรม
▪️เมื่อไร้ความหวัง สเตฟาน โทมาเซวิช เลือกที่จะรักษาชีวิตตนเองเขาเปิดประตูเมืองสมเดเรโว มอบกุญแจเมืองให้กับเมห์เหม็ดที่ 2 ในวันที่ 20 มิถุนายน 1459 แลกกับการปล่อยให้ตัวเขาและครอบครัวสามารถลี้ภัยกลับไปยังบอสเนียได้อย่างปลอดภัย
การยอมจำนนของ สเตฟาน โทมาเซวิช ต่อสุลต่านเมห์เมห็ดที่ 2
🟧 การยอมจำนนที่สมเดเรโวถือเป็น "จุดจบอย่างเป็นทางการ" ของอาณาจักรเซอร์เบียในยุคกลางดินแดนเซอร์เบียทั้งหมดถูกผนวกเข้าเป็นมณฑลหนึ่ง (Sanjak) ของจักรวรรดิออตโตมัน
🟧 เมห์เหม็ดที่ 2 สามารถกวาดล้างระเบียงทางเดินสู่ยุโรปได้สำเร็จ และใช้ทรัพยากรของเซอร์เบียเป็นฐานทัพสำหรับบุกโจมตีบอสเนียและวัลลาเคียในอนาคต
🚩 บทสรุป ผนวกเซอร์เบียเป็นส่วนหนึ่งของออตโตมันไปอีก 400 ปี
🟫 การจัดการเซอร์เบียของเมห์เหม็ดที่ 2 คือการ "ถอนรากถอนโคน" โครงสร้างทางการเมืองและการทหารเดิมทิ้งทั้งหมด แล้วสวมทับด้วยระบบราชการรวมศูนย์ของออตโตมัน เป็นการล้างกระดานที่เปลี่ยนเซอร์เบียจากรัฐอิสระ ให้กลายเป็นฟันเฟืองที่ผลิตทั้งเงินและกำลังคนค้ำจุนอาณาจักรออตโตมันไปอีกกว่า 400 ปี
เซอร์เบียทั้งหมดถูกผนวกเข้าเป็นมณฑลหนึ่ง ของจักรวรรดิออตโตมัน
ตอนที่ 111 ความล่มสลายของบอสเนีย (ค.ศ. 1463): ความผิดพลาดของผู้นำเป่าอาณาจักรให้หายไปในพริบตา

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา