•
19 ก.ย. เวลา 02:00 • ประวัติศาสตร์
อิตาลี

ประเทศอิตาลี ตอนที่ 6 อุดมการณ์ของนักปฏิวัติ

ในตอนนี้จะขอกล่าวถึง นักเคลื่อนไหวที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์การรวมชาติ เขาเป็นทั้งนักกฏหมาย นักการเมือง นักข่าว ฯลฯ. และยังเป็นแกนนำคนสำคัญของขบวนการปฏิวัติอิตาลี นั่นคือ “จูเซปเป มัซซินี“(Giuseppe Mazzini) ซึ่งตัวเขาเป็นกลุ่มสายสาธารณรัฐ คือจะไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากประมุขพระองค์ใดๆ ในพื้นที่คาบสมุทรแห่งนี้
จึงทำให้เป้าหมายของเขาบรรลุได้ยากขึ้น แต่ถึงแม้แนวคิดนี้จะแตกต่างไปจากสหายหนุ่มนักปฏิวัติร่วมอุดมการณ์อย่าง ”จูเซปเป การิบัลดี“(Giuseppe Garibaldi) ซึ่งเป็นสายราชอาณาจักรนั้น ก็ไม่อาจทำให้จุดยืนของพวกเขาแปรเปลี่ยนไป และกลับเป็นแรงบันดาลใจให้การรวมชาติอิตาลีประสบความสำเร็จในท้ายที่สุด
ในช่วงต้นปี 1848(2391) จูเซปเป มัซซินี ได้ร่วมมือกับ คาร์โล อาร์เมลลินี และ ออเรลิโอ ซัฟฟี เดินทางกลับมาที่อิตาลี เพื่อเป้าหมายของพวกเขาซึ่งก็คือ.. การสร้างกระแสกดดันให้ประชาชนลุกฮือขึ้นก่อการที่รัฐพระสันตะปาปา อันเป็นเขตอำนาจของศาสนจักรที่โรม
เปเลกรีโน รอสซี (Pellegrino Rossi)
โดยอาศัยจังหวะช่วงเวลาที่พระสันตะปาปาปีอุสที่ 9 (Pope Pius IX) ออกเดินทางไปประกอบศาสนกิจที่เมืองเกตา ก็ได้เกิดเหตุการณ์ลอบสังหารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและมหาเสนาบดีคนสำคัญของพระองค์คือ “เปเลกรีโน รอสซี” (Pellegrino Rossi) ขณะกำลังเดินทางไปเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างอุกอาจ ในช่วงเช้าของวันที่ 15 พย. 1948(2391)
จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับองค์พระสันตะปาปาเป็นอย่างมาก จนตัดสินใจปลอมตัวลอบหลบหนีออกจากกรุงโรมในคืนวันที่ 24 พย. ปีเดียวกันนั้น เพื่อลี้ภัยไปยังเมืองกาเอตา (Greta) ในอาณาจักรเนเปิลส์ และการลอบสังหารผู้ใกล้ชิดที่พระองค์ทรงไว้วางใจนี้นับเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้พระสันตะปาปาทรงเปลี่ยนท่าทีแบบสุดขั้ว ตามที่เคยกล่าวถึงในตอนที่ 4 นั่นเอง
อีกทั้งสถานการณ์ก่อการร้ายจนกลายเป็นจลาจลยึดกรุงโรมในครั้งนี้ ไม่ได้มีแกนนำเพียงแค่ 3 คนเท่านั้น แต่ว่ายังมีกองกำลังติดอาวุธของ “จูเซปเป การิบัลดี” ที่ตอนนั้นอายุ 46 ปี ได้สั่งสมประสบการณ์การสู้รบสงครามกองโจรจากอเมริกาใต้มาแล้วอย่างโชกโชน ประกอบกับกองกำลังทหารอารักขาของพระสันตะปาปาอ่อนแอมาก จึงทำให้พวกเขาเข้ายึดครองพื้นที่ในกรุงโรมได้ในเวลาอันรวดเร็ว
อาณาจักรเนเปิลส์
เมื่อกรุงโรมไร้ซึ่งผู้นำแล้ว กลุ่มปฏิวัติสายสาธรณรัฐอันได้แก่ จูเซปเป มัซซินี ,คาร์โล อาร์เมลลินี และ ออเรลิโอ ซัฟฟี ก็ได้ประกาศจัดตั้ง “สาธารณรัฐโรมัน”(Roman Republic) ขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ปี 1849(2392) และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ บริหารโดยคณะผู้ปกครองสามคนเรียกว่า “Triumvirate” นอกจากนี้ยังได้ออกประกาศยกเลิกอำนาจทางโลกของพระสันตะปาปา และให้พ้นสภาพการเป็นประมุขรัฐ แต่สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการท้าทายอำนาจของพระสันตะปาปาอย่างโจ่งแจ้ง
แถมยังออกกฎหมายปฏิรูปอำนาจของศาสนจักรเสียใหม่ เช่น การริบทรัพย์สินและที่ดินของศาสนจักรมาแจกจ่ายให้ชาวนา รวมถึงการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณรัฐ และให้อิสรภาพในการเลือกนับถือศาสนา ที่แต่เดิมโรมเคยมีแค่ 2 ศาสนาเท่านั้น ก็คือ “ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก กับศาสนายิว” กลับกลายเป็นเปิดกว้างต่อทุกศาสนาใดๆ ก็ได้ รวมถึงการเปิดโอกาสให้พวกนิกายโปรเตสแตนต์เข้ามามีบทบาท ซึ่งถือว่า.. เป็นสิ่งต้องห้ามในโรมมาโดยตลอด
ด้วยเหตุนี้.. พระสันตะปาปาปิอุสที่ 9 ทรงเรียกร้องความช่วยเหลือจากประเทศคาทอลิกในยุโรป เช่น ฝรั่งเศสภายใต้การนำของประธานาธิบดีหลุยส์-นโปเลียน โบนาปาร์ต (จักรพรรดินโปเลียนที่ 3) ซึ่งตอนนั้นเพิ่งจะชนะการเลือกตั้ง เพื่อเอาใจชาวคาทอลิกในประเทศตนเอง จึงส่งกองทัพขนาดใหญ่เข้ามาบดขยี้สาธารณรัฐโรมัน โดยส่งกองกำลังทหารราว 10,000 นาย ภายใต้บังคับบัญชาของนายพล นิโกลาส์ ชาร์ล อูดีโนต์ เข้ามายังท่าเรือที่มีชื่อว่า.. ชีวีตาเวกเกีย
จูเซปเป มัซซินี, คาร์โล อาร์เมลลินี ,ออเรลิโอ ซัฟฟี ตามลำดับ
ในขณะเดียวกับที่ สเปน ซึ่งเป็นรัฐคาทอลิกเช่นกัน ก็ได้ส่งทหารเสริมอีก 4,000 นาย ภายใต้กองกำลังของนายพล เฟร์นันโด เฟร์นันเดซ เด กอร์โดบา เพื่อไปอารักขาพระสันตะปาปาที่เมืองเกตา อีกทั้งยังมีราชอาณาจักรทางตอนใต้คือ ราชอาณาจักรนาโปลี ได้ส่งกำลังเสริมเข้ามาช่วยปิดล้อมกรุงโรมไว้ด้วยเช่นกัน และคู่ปรับเก่าตลอดกาลอย่างกองทหารของออสเตรียก็เข้ามาช่วยอีกแรง
จนในที่สุด เมื่อหนึ่งกองกำลังต้องเจอกับ 3 กองทัพที่โจมตีเข้าไปพร้อมกันก็ไม่อาจต้านทานได้(รู้สึกเหมือนปิดประตูตีแมวเลยครับ) และถึงแม้ว่ากองกำลังฝ่ายสาธารณรัฐซึ่งนำโดยนายพลจูเซปเป การิบัลดี จะต่อสู้อย่างกล้าหาญในการปิดล้อมกรุงโรม (Siege of Rome) ก็ตาม แต่สุดท้ายฝ่ายสาธารณรัฐก็ไม่มีทางเลือกอื่น จำต้องยอมพ่ายแพ้และถอนกำลังออกจากโรมในเดือนกรกฎาคม ปี 1849(2392)
นั่นเท่ากับว่า.. “สาธารณรัฐโรมัน”(Repubblica Romana)มีอายุเพียงแค่ 5 เดือนเศษเท่านั้นซึ่งพระสันตะปาปาปิอุสที่ 9 ก็ได้เสด็จกลับคืนสู่กรุงโรมอีกครั้ง และก็ยังคงรักษาสถานภาพผู้ปกครองรัฐพระสันตะปาปาไว้ได้ต่อไป ภายใต้การคุ้มครองของทหารฝรั่งเศสจนถึงปี 1870(2413)
ภาพแรก กองทัพฝรั่งเศสกำลังบุกตะลุมบอนฝ่าแนวรับและกำแพงเมืองโบราณเข้ามาในกรุงโรม , ภาพที่สอง จูเซปเป มัซซินี นำทหารเสื้อแดงถอนกำลังออกจากกรุงโรม
ดังนั้นเมื่อเรามาถึงตรงจุดนี้แล้ว จะพบว่า.. กระบวนการรวมชาติอิตาลีนั้น ยังไม่คืบหน้าไปถึงไหนกันเลย อิตาลีก็ยังคงแตกเป็นรัฐเล็กๆ หลายรัฐ และมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศส หรือออสเตรีย ก็ยังคงมีบทบาทบนคาบสมุทรอิตาลีอยู่เหมือนเดิม
แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงมีอย่างเต็มเปี่ยม นั่นก็คืออุดมการณ์ของนักปฏิวัติ เช่น จูเซปเป มัซซินี และอีกหลายๆ คนที่ประกาศหลังการพ่ายแพ้ของสาธารณรัฐโรมัน ว่า.. ไม่ว่าพวกเราจะอยู่ที่ไหน ในที่สุดจะต้องเป็นโรมเท่านั้นที่จะเป็นเมืองหลวงของรัฐชาติอิตาลี ที่พวกเขาจะร่วมกันสร้างขึ้นมาใหม่ดังคำขวัญ “หนึ่งชาติ อิสระ เป็นอิสระ และเป็นสาธารณรัฐ" โปรดติดตามตอนต่อไปครับ
หากคุณเป็นคนที่ใช้งานบริการสตรีมมิงเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็น Netflix, YouTube Premium, Spotify หรือบริการสมัครสมาชิกดิจิทัลอื่น ๆ ก็มีอีกหนึ่งบริการที่อยากแนะนำครับ
GoingBus เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้การเข้าถึงบริการสมัครสมาชิกดิจิทัลมีความคุ้มค่ามากขึ้น พร้อมขั้นตอนการใช้งานที่ไม่ซับซ้อน เหมาะสำหรับทั้งนักเรียน นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ ครอบครัว หรือผู้ที่ใช้งานความบันเทิงออนไลน์เป็นประจำ
🎁 สำหรับผู้ใช้งานใหม่ สามารถใช้โค้ด Nood เพื่อรับส่วนลด 5% สำหรับการสมัครครั้งแรก (ตามเงื่อนไขของผู้ให้บริการ)
ฝากกดถูกใจ กดแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ
Reference ตอนที่ 6 อุดมการณ์ของนักปฏิวัติ
โฆษณา