20 ก.ย. เวลา 07:36 • ไลฟ์สไตล์

EP.2 แฟ้มลับ พ.ร.บ. คอมฯ และใบประกาศที่ไม่มีตัวตน

แฟ้ม "เอกสารลับด่วน" บนโต๊ะฝ่ายปกครอง
​ทันทีที่โดนคุมตัวเข้ามาในห้องฝ่ายปกครอง บรรยากาศรอบตัวก็ตึงเครียดขึ้นมาทันตาเห็น ป๋าหันมามองด้วยสายตานิ่งสนิทก่อนจะเอ่ยถามคำถามที่ทำให้ใจกระตุกวูบ “รู้ใช่ไหมว่าที่โดนวันนี้เพราะเหตุใด?”
​ผมแกล้งตีหน้าซื่อตอบกลับไปว่า "ไม่ทราบครับป๋า ผมไปทำอะไรผิดมาหรอครับ?"
​ป๋าเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่มีป้ายกำกับเด่นหร่าว่า "เอกสารลับด่วน" ขึ้นมาเปิด ด้านในระบุข้อหาความผิดฉบับเต็มสูตรที่ทำเอาขนลุกซู่
1.​กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์
2.​ก่อการ หรือเป็นต้นเหตุแห่งการทำลายเสรีภาพของบุคคลอื่น
3.​สวมรอย หรือปลอมแปลงเป็นบุคคลอื่นโดยมีเจตนาแอบแฝง
4.​กระทำการสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจให้แก่ผู้อื่นทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
​ความเมตตาในวินาทีสุดท้าย และการกลับใจแบบ 180 องศา
​ป๋าเงยหน้าขึ้นมองแล้วถามตรง ๆ ว่าทำไปทำไม ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วตอบตามความจริง "สนุกครับแค่นั้น ไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องมันใหญ่โตขนาดนี้ แต่ยอมรับครับว่าทำผิดจริง และพร้อมรับโทษตามกฎหมาย"
​โชคดีที่ป๋ายังมีความเมตตาและเห็นแก่หน้าสถานศึกษา บทลงโทษในวันนั้นจึงจบลงด้วยการให้เซ็น "หนังสือรับสารภาพ" และ "หนังสือรับรองความประพฤติ" พร้อมคำคาดโทษเด็ดขาด—หากมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก จะถูกไล่ออกจากสถานศึกษาทันที และถอดอภิสิทธิ์ทุกอย่างที่ทางสถาบันรองรับในฐานะข้าในพระองค์
​ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา ผมกลายเป็นเด็กที่เรียบร้อยที่สุดในสามโลกจนกระทั่งเรียนจบ 🤣 เพราะคิดในใจสั้น ๆ แค่ว่า “ถ้าดื้อรอบนี้ กูไม่รอดคุกแน่ ๆ!”
​วันรับใบประกาศที่ไม่มีเงาของตัวเอง
​เมื่อถึงวันสำเร็จการศึกษาปี 3 เพื่อน ๆ ทุกคนต่างแต่งชุดเต็มยศเดินทางไปรับใบประกาศนียบัตรกันที่โรงแรมหรู ยกเว้นแค่ผมคนเดียวที่เลือกจะไม่ไปร่วมงาน
​ไม่ใช่เพราะโกรธหรือน้อยใจใคร แต่เพราะรู้สึกว่าตัวเอง "ไม่คู่ควร" ที่จะไปยืนยืดอกรับความภาคภูมิใจตรงจุดนั้น สิ่งที่เคยทำลงไปมันหนักหนาเกินกว่าจะทำเป็นลืม ๆ มันไปได้ ผมเลือกที่จะนั่งอยู่บ้านเงียบ ๆ แล้วรอให้ทางสถาบันจัดส่งเอกสารสำคัญมาให้ทางไปรษณีย์แทน
บทที่2: โลกโรงแรม 5 ดาว, มหาเศรษฐี, และวิกฤตเฉียดตายบนฟุตบาทสุขุมวิท
จุดเริ่มต้นในโลกโรงแรม (จากอินทราสู่โรงแรม 5 ดาวใกล้สถานทูตสหรัฐฯ)
​ผมเริ่มก้าวเข้าสู่สนามการทำงานจริงตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี ทำงานควบคู่ไปกับการเรียน เริ่มต้นไต่เต้าจาก โรงแรมอินทรา รีเจ้นท์ ในยุคนั้นได้ค่าแรง 350 บาทต่อ 8-10 ชั่วโมง OT 45 บาท แต่ส่วนใหญ่แทบจะไม่มี OT เน้นระบบ O-free ซะมากกว่า ทำอยู่เกือบปีก็ย้ายไปซบโรงแรม 5 ดาวอีกแห่งย่านสถานทูตอเมริกา ทำหน้าที่แผนก F&B ในตำแหน่งพาร์ทไทม์อยู่ราว 1 ปี
​2. สู่อ้อมอก hotelชื่อดัง และสกิล "จำเสียงแทนตัวหนังสือ"
​ด้วยประสบการณ์ที่เริ่มโชกโชน พี่ที่รู้จักกันจึงพาขยับเข้ามาทำแบบประจำที่ โรงแรม M.ในแผนก F&B (Wedding) ทำไปทำมาจนสนิทกับผู้จัดการแผนก F&B และผู้จัดการบาร์ แกเลยทาบทามให้ลองลงตำแหน่ง Bartender
​ผมตอบตกลง
แต่บอกเงื่อนไขไปตามตรงว่า "ผมถนัดไวน์มากกว่า" แกเลยจับทดสอบระบบ ซึ่งผลปรากฏว่าผ่านฉลุยทุกด่าน! จะติดก็ตรงปัญหาเรื่อง "ภาษาและการอ่าน" เพราะผมใช้วิธี จำภาพและจำเสียงแทนการอ่านออกเสียง ถ้าให้มานั่งแกะตัวหนังสืออ่านบอกเลยว่าตายสนิท นั่งสะกดทั้งวันก็ไม่ได้ความ! สุดท้ายผู้จัดการเลยแก้เกมให้มาเป็น As. Bar / Wine Connoisseur ทำอยู่ที่นี่ ยาวนานถึง 1 ปี 9 เดือน
เเต่เงินดีนะช่วงนั้น ยิ่งแขกส่วนใหญ่ก็พวกอาหรับ แขกขาว หรือกระทั่งไฮโซไทย ชงแก้วเดียวต่ำๆทิปคือ 1,000฿ ไม่มีการหารด้วยนะต่างคนต่างหาอยู่ที่ความพอใจของลูกค้า เงินเดือนคือเงินถอนเลยอะ
​ช่วงที่พีคคือการถูกดึงตัวไปทำงานเฉพาะกิจที่ สถานทูตอังกฤษ เป็นเวลา 3 เดือน เพื่อดูแลงานเลี้ยงรับรองเหล่าท่านทูตและบุคคลระดับท็อปของประเทศ นั่นคือครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นความร่ำรวยระดับอภิมหาเศรษฐีไทย แต่ละคนขับรถหรูอย่างแลมโบร์กินีและโรลส์-รอยซ์มาจอดเรียงราย
เงาวับสะท้อนแสงราวกับกระจก
​3. ดาร์กเซอร์ไพรส์ และความกลัวที่เหนือกว่า "มีดพก"
​พอหมดสัญญาจากสถานทูตและกลับมาทำงานต่อที่ ชื่อดังเส้นเพชรบุรี ได้แค่เดือนเดียว ชีวิตก็ต้องพบจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อดันมีเรื่องกับเด็กพาร์ทไทม์รายวันคนหนึ่งที่เกิดหมั่นไส้ผมขึ้นมา
​วันนั้นมันเดินถือมีดพกเข้ามาจี้หวังทำร้ายร่างกาย แต่อารมณ์ผมตอนนั้นคือกวนประสาทใส่แบบไม่แคร์ บอกมันไปตรง ๆ ว่า "ถ้าพี่กล้าก็เอาเลย เพราะผมมีขวดวิสกี้เตรียมฟาดหน้าแหกเอาดิ!" มันชะงักแล้วเงียบไป ผมเลยขอตัวลงมาสูบบุหรี่สงบสติอารมณ์ข้างล่างโรงแรม... แต่จังหวะเผลอ มันเดินตามมาถีบหลังผมจนทรุดฮวบล้มทั้งยืน แล้วชักมีดออกมาอีกรอบ
​ตลกตรงที่ว่า... ผมไม่ได้กลัวโดนแทงเลยสักนิด แต่สิ่งที่กลัวที่สุดคือ "ถ้าโดนแทงแล้วต้องไปโรงพยาบาลฉีดยา" ต่างหาก! เพราะผมโคตรกลัวเข็มฉีดยา ส่วนมีดน่ะเหรอ—ชินชาจนชินตาเพราะทำอาหารโดนมีดบาดมานับไม่ถ้วนแล้ว!
​โชคดีที่พี่ผู้จัดการวิ่งมาล็อกคอมันจับทุ่มลงกับพื้นทันเวลา ผลลัพธ์คือมันโดนไล่ออกและดำเนินคดี ส่วนผมเลือกที่จะ
ขอลาออกเอง เพราะรู้สึกว่าอยู่ไปก็ไม่ปลอดภัย เมียมันก็ทำงานที่นี่ ยังไงก็ต้องวนกลับมาเจอหน้ากันอีก
​4. แจ็กพอตแตกที่สุขุมวิท 31 (ม้วนเดียวจบ)
​ย้ายมาเริ่มต้นใหม่ที่โรงแรมแถวสุขุมวิท 31 ชีวิตเหมือนเล่นเกมตลกร้าย เพราะดัน "โลกกลมชิบหาย" เจอคู่กรณีคนเดิมตอนตีสองช่วงเลิกงานพอดี!
​ทรงมันมาแบบหาเรื่องเต็มที่ บิดคันเร่งรถมอเตอร์ไซค์โชว์แล้วตะโกนลั่นถนน "จำได้เปล่ากูใคร เดี๋ยวแทงแม่งเลยไอสัส!"
​ผมหันไปบอกพี่ที่ทำงานด้วยกันว่า "พี่กลับไปก่อน เดี๋ยวผมจัดการเอง" มันจอดรถแล้วปรี่เข้ามาหา ผมยืนล้วงกระเป๋ารอรับมือนิ่ง ๆ มันพูดขู่ซ้ำซากว่ากูบอกแล้วอย่าให้เจอ... และจังหวะที่มันขยับมือจะพุ่งเข้ามาแทงผม
​ปฏิกิริยาตอบสนองทำงานอัตโนมัติ: ผมคว้ามื้อมันรวบม้วนล็อกไว้สองข้างพร้อมกับส่งเข่ากระแทกเข้ากลางอกเต็มแรง มันทรุดฮวบคาสองขา ลุกไม่ขึ้นทันทีเพราะทั้งจุกและเจ็บคูณสอง เนื่องจากจุดที่มันล้มลงไปกระแทกนั้น มันคือ "ตอเสากันรถชนของฟุตบาท" พอดิบพอดี!
เราไม่ใช่พวกชอบต่อตีกับใครน่ะ แต่อย่าให้มันมากไป...
โฆษณา