3 ต.ค. เวลา 01:30 • ธุรกิจ

“วัฒนธรรมองค์กรไม่ได้พังเพราะคนไม่อยากช่วยกันเสมอไป แต่อาจพังเพราะระบบทำให้การช่วยเหลือผู้อื่นกลายเป็นความเสี่ยงของตัวเอง?”

หลายคนอาจมองว่าเรื่องวัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องของ “คน” เป็นหลักใช่ไหมครับ?
ถ้าทีมช่วยกัน ก็แปลว่าคนดี
ถ้าในทีมมีการเมืองเยอะ ก็แปลว่าคนไม่ดี
ถ้าคนไม่แชร์ข้อมูล ก็เป็นเพราะทัศนคติไม่ดี
แต่จากประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้ซับซ้อนกว่านั้นครับ
บางครั้งสิ่งที่ทำให้คนไม่กล้าช่วยกัน อาจไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่อยากช่วย แต่อาจเป็นเพราะทุกคนเรียนรู้จากประสบการณ์ว่า
“ถ้าช่วยคนอื่นมากเกินไป ตัวเองอาจเป็นคนที่เสียเปรียบ”
จากคนที่เคยทำงานร่วมกันดีๆ เมื่อเข้ามาอยู่ในองค์กรเดียวกัน บางคนอาจเริ่มปกป้องผลงาน ปิดบังข้อมูล หรือรีบหาว่าใครเป็นคนผิด
เราอาจมองว่าคนเหล่านี้เปลี่ยนไป
แต่หลายครั้ง สาเหตุไม่ได้อยู่ที่ตัวคนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ระบบการทำงานซึ่งกำลังส่งสัญญาณให้ทุกคนต้องระวังตัวมากขึ้น
ผมไปเจอประโยคหนึ่งของ Simon Sinek ที่ชอบมาก
“Culture is strong when people work with others for the sake of others, and weak when people work against others for the sake of themselves.” (Simon Sinek, “The Infinite Game”)
หรือแปลเป็นไทยว่า
“วัฒนธรรมจะแข็งแกร่ง เมื่อคนทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อผู้อื่น
และจะอ่อนแอ เมื่อคนทำงานต่อต้านผู้อื่น เพื่อตัวเอง”
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องนิสัยและพฤติกรรมของคน แต่ในความเป็นจริง พฤติกรรมเหล่านี้มักเกิดขึ้นจากวิธีที่องค์กรออกแบบการทำงานด้วย
เวลาที่เราเห็นคนปกป้องข้อมูล ปกป้องผลงาน หรือรีบหาว่าใครผิด ไม่ได้แปลว่าอยู่ดีๆ ทุกคนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว
หลายครั้งพวกเขาเพียงเรียนรู้จากประสบการณ์ว่า
“ถ้าไม่ปกป้องตัวเอง เราอาจเป็นคนที่เสียเปรียบ”
ลองดูเหตุการณ์สมมุติระหว่างฝ่ายไอทีกับ Business User ครับ
* Business User ต้องการให้ระบบใหม่ให้เสร็จเร็วๆ เพราะมีเป้าหมายทางธุรกิจ มีลูกค้ารอใช้ระบบ หรือมีผู้บริหารกำหนดวันเปิดตัวไว้แล้ว
* ขณะที่ฝ่ายไอทีต้องระวังเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ความเสถียรของระบบ การเชื่อมต่อกับระบบเดิม และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหลังเปิดใช้งาน
* Business User อาจรู้สึกว่า “ฝ่ายไอทีทำงานช้า ไม่เข้าใจธุรกิจ และชอบบอกว่าทำไม่ได้”
* ส่วนฝ่ายไอทีอาจรู้สึกว่า “Business User เปลี่ยน Requirement ตลอด ไม่เข้าใจข้อจำกัด และเร่งให้ส่งมอบทั้งที่ระบบยังไม่พร้อม”
ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเหตุผลที่ดี และต่างก็พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด?
แต่ถ้าสุดท้าย Business User ได้ระบบตามกำหนด ฝ่ายไอทีควบคุมความเสี่ยงทางเทคนิคได้ ขณะที่ผู้ใช้งานจริงกลับไม่ยอมรับระบบ หรือบริษัทเสียโอกาสทางธุรกิจ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้สะท้อนว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำงานผิด?
แต่อาจสะท้อนว่า ระบบกำลังทำให้คนที่ตั้งใจทำงานดีต้องดึงกันคนละทิศ
* Business User ถูกวัดจากความเร็วในการส่งมอบและผลลัพธ์ทางธุรกิจ
* ฝ่ายไอทีถูกวัดจากความเสถียร ความปลอดภัย และจำนวนปัญหาที่เกิดขึ้น
เมื่อเป้าหมายของแต่ละฝ่ายไม่เชื่อมกัน การขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายอาจกลายเป็นความเสี่ยง
* ถ้า Business User แจ้งปัญหาเร็วเกินไป อาจถูกมองว่าวางแผนไม่ดี
* ถ้าฝ่ายไอทีบอกความเสี่ยงมากเกินไป อาจถูกมองว่าเป็นฝ่ายขัดขวางธุรกิจ
“สุดท้ายทุกคนจึงเริ่มปกป้องตัวเองครับ”
* Business User อาจพยายามยืนยันว่า Requirement ชัดเจนตั้งแต่แรก
* ฝ่ายไอทีอาจพยายามยืนยันว่าเคยแจ้งข้อจำกัดไปแล้ว
เมื่อเกิดปัญหา เราจึงไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “เราจะช่วยกันแก้ปัญหานี้อย่างไร?”
แต่กลายเป็น “ใครเป็นคนทำให้เกิดปัญหา?”
หรือตัวอย่างเรื่อง “การไม่แชร์ข้อมูล” ก็เช่นกันครับ
บางองค์กรบอกว่าอยากให้ฝ่ายไอทีกับ Business User ทำงานร่วมกัน แต่กลับประเมินผลงานจากการรักษาพื้นที่ของตัวเอง เช่น
* ฝ่ายไอทีถูกคาดหวังให้ควบคุมระบบและข้อมูล
* Business User ก็ถูกคาดหวังให้รักษาความลับของแผนธุรกิจ
เมื่อไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแชร์ข้อมูล คนก็อาจเลือกเก็บข้อมูลไว้กับตัวเอง เพราะไม่แน่ใจว่าถ้าแชร์ออกไปแล้วจะถูกนำไปใช้ตัดสินหรือกล่าวโทษหรือไม่?
องค์กรจึงอาจกำลังพูดกับทุกๆ คนว่า “ต้องช่วยๆ กันนะ”
แต่ระบบกลับส่งสัญญาณว่า “ดูแลตัวเองไว้ก่อน”
เมื่อคำพูดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ตรงกัน คนมักเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นจริงที่เกิดขึ้นครับ 😅
ผลกระทบจึงไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายไอทีกับ Business User แต่ยังส่งผลต่อการทำงานของทั้งองค์กร เช่น
* Requirement ไม่ถูกพูดออกมาตั้งแต่ต้น
* ความเสี่ยงถูกซ่อนไว้จนสายเกินไป
* ปัญหาถูกส่งต่อ โยนไปมาระหว่างฝ่าย
* แต่ละทีมมุ่งทำเฉพาะ KPI ของตัวเอง
* และเมื่อเกิดข้อผิดพลาด ทุกคนรีบหาคนรับผิดแทนที่จะช่วยกันแก้ปัญหา ฯลฯ
ในระยะยาว องค์กรอาจมีทั้งคนไอทีที่เก่งและ Business User ที่เข้าใจธุรกิจเป็นอย่างดี แต่กลับทำงานร่วมกันได้ไม่ดี เพราะทุกคนกำลังพยายามรักษาผลงานและความปลอดภัยของตัวเอง
ในทางกลับกัน ทีมที่แข็งแรงไม่ได้แปลว่าฝ่ายไอทีกับ Business User ต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง หรือไม่เคยมีความขัดแย้ง
* พวกเขายังเถียงกันได้
* ยังเห็นต่างกันได้
* ยังตั้งคำถามกับ Requirement ได้
* ยังบอกได้ว่าระบบยังไม่พร้อม
* และยังยอมรับได้ว่าการตัดสินใจบางอย่างอาจผิดพลาด ฯลฯ
แต่เมื่อเกิดปัญหา สิ่งที่มักเกิดขึ้นก่อนคือการหันมาช่วยกันแก้ปัญหา มากกว่าการรีบหาคนรับผิด
ทีมลักษณะนี้ไม่ได้ไม่มีความขัดแย้ง แต่มีระบบและบรรยากาศที่ทำให้คนกล้าพูดความจริง
* Business User กล้าบอกว่าความต้องการยังไม่ชัด
* ฝ่ายไอทีกล้าบอกว่ามีความเสี่ยง
* ทั้งสองฝ่ายกล้าขอความช่วยเหลือ
* และทุกคนกล้ายอมรับข้อผิดพลาด โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเสียเปรียบ
ดังนั้น หากอยากเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานระหว่างฝ่ายไอทีกับ Business User การบอกให้ทั้งสองฝ่าย “สื่อสารกันมากขึ้น” หรือ “เข้าใจกันมากขึ้น” เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ
ควรเริ่มจากการกลับไปดูระบบการทำงานว่า
“เป้าหมายของฝ่ายไอทีกับ Business User เชื่อมโยงกันหรือไม่?”
“ทั้งสองฝ่ายถูกวัดจากความสำเร็จของโครงการและผลลัพธ์ทางธุรกิจร่วมกันมากพอหรือยัง?”
“การประเมินผลงานให้คุณค่ากับการป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้น หรือให้รางวัลเฉพาะการส่งมอบงานของแต่ละฝ่าย?”
“คนที่แจ้งความเสี่ยงเร็วได้รับการสนับสนุน หรือถูกมองว่าเป็นคนสร้างปัญหา?”
และ “พฤติกรรมของหัวหน้ากำลังทำให้คนกล้าพูด กล้าขอความช่วยเหลือ และกล้ายอมรับข้อผิดพลาดหรือไม่?”
พูดง่ายๆ คือ “เราต้องดูว่าระบบกำลังทำให้การช่วยกันง่ายกว่าการปกป้องตัวเองหรือเปล่า?”
เพราะสุดท้ายแล้ว วัฒนธรรมองค์กรไม่ได้สะท้อนแค่ว่าเราอยากให้คนเป็นแบบไหน
แต่มันสะท้อนว่า ระบบและแรงจูงใจขององค์กรกำลังให้คุณค่ากับพฤติกรรมแบบไหน และกำลังทำให้พฤติกรรมแบบไหนเกิดขึ้นได้ง่าย
จากที่ผมเคยเห็น วัฒนธรรมของทีมมักแสดงออกชัดที่สุดในช่วงที่เกิดปัญหา
ทีมที่ระบบสนับสนุนการร่วมมือกัน จะหันหน้าเข้าหากันเพื่อช่วยกันแก้ปัญหา เช่น
* ฝ่ายไอทีจะไม่รีบโยนความผิดให้ Business User
* Business User จะไม่รีบกล่าวหาว่าฝ่ายไอทีทำงานช้า
แต่จะช่วยกันดูว่า ปัญหาเกิดจากอะไร และต้องปรับระบบการทำงานตรงไหนเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ
ส่วนทีมที่ระบบทำให้ทุกคนต้องปกป้องตัวเอง จะหันหลังชนกันเพื่อรักษาผลงานและความปลอดภัยของตัวเอง
ดังนั้น การสร้างวัฒนธรรมที่ดีจึงไม่ใช่การบอกให้คนเป็นคนดี หรือช่วยเหลือกันมากขึ้นเท่านั้น
แต่คือการออกแบบระบบให้การร่วมมือกันได้รับการสนับสนุน ได้รับการยอมรับ และไม่ทำให้ใครต้องเสียเปรียบ
เมื่อฝ่ายไอทีและ Business User รู้สึกปลอดภัยพอที่จะพูดความจริง ขอความช่วยเหลือ และรับผิดชอบร่วมกัน วัฒนธรรมการองค์กรและความร่วมมือก็จะค่อยๆ เกิดขึ้นจากการทำงานจริง
#วันละเรื่องสองเรื่อง
โฆษณา