•
3 ต.ค. เวลา 13:54 • ประวัติศาสตร์

แนวรบตะวันตก แนวรบตะวันออก และสมรภูมิสำคัญในสงครามโลกครั้งที่ 2 🇩🇪

เมื่อพูดถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 เรามักได้ยินคำว่า “แนวรบตะวันตก” หรือ Western Front และ “แนวรบตะวันออก” หรือ Eastern Front
แต่สองคำนี้หมายถึงอะไรกันแน่?
และทำไมประเทศเยอรมนีจึงต้องเผชิญกับสงครามสองด้านอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ภูมิศาสตร์ เพราะเยอรมนีตั้งอยู่บริเวณใจกลางทวีปยุโรป เมื่อเกิดสงครามกับมหาอำนาจหลายประเทศ เยอรมนีจึงมีความเสี่ยงที่จะต้องต่อสู้ทั้งจากทางตะวันตกและทางตะวันออกพร้อมกัน
และนี่คือเรื่องราวของสองแนวรบที่กลายเป็นศูนย์กลางของสงครามครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
---
สงครามโลกครั้งที่ 1
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างปี 1914 ถึง 1918 แนวรบตะวันตกและแนวรบตะวันออกมีลักษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ทางตะวันตก เยอรมนีต้องต่อสู้กับฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เบลเยียม และต่อมาคือสหรัฐอเมริกา
สมรภูมิส่วนใหญ่อยู่บริเวณฝรั่งเศสและเบลเยียม และกลายเป็นภาพจำของสงครามสนามเพลาะ
ทหารทั้งสองฝ่ายขุดสนามเพลาะเป็นแนวยาวหลายร้อยกิโลเมตร แล้วเผชิญหน้ากันเป็นเวลาหลายปี
ปืนใหญ่ ปืนกล แก๊สพิษ และต่อมาคือรถถัง ถูกนำมาใช้ในสนามรบ ทำให้การโจมตีแต่ละครั้งมีผู้เสียชีวิตจำนวนมหาศาล แต่กลับสามารถยึดพื้นที่ได้เพียงเล็กน้อย
สมรภูมิอย่าง แวร์เดิง และ แม่น้ำซอมม์ กลายเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้ายของสงครามสนามเพลาะ
แต่เมื่อหันไปทางตะวันออก สถานการณ์กลับแตกต่างออกไป
แนวรบตะวันออกกินพื้นที่กว้างใหญ่ ตั้งแต่ยุโรปกลางไปจนถึงดินแดนของจักรวรรดิรัสเซีย ทำให้กองทัพสามารถเคลื่อนที่ได้มากกว่าสนามรบทางตะวันตก
เยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการีต่อสู้กับรัสเซีย และในช่วงหนึ่งยังต้องเผชิญกับโรมาเนีย
ในที่สุด รัสเซียประสบความสูญเสียอย่างหนัก ขณะเดียวกันความไม่พอใจภายในประเทศก็เพิ่มสูงขึ้น จนนำไปสู่การปฏิวัติรัสเซียในปี 1917
รัฐบาลบอลเชวิคชุดใหม่ตัดสินใจถอนรัสเซียออกจากสงคราม และลงนามใน สนธิสัญญาเบรสต์-ลิตอฟสก์ กับฝ่ายมหาอำนาจกลางในปี 1918
สงครามโลกครั้งที่ 1 จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เยอรมนีต้องเผชิญกับปัญหาสงครามสองด้าน ซึ่งจะกลับมาเป็นปัญหาอีกครั้งในสงครามโลกครั้งที่ 2
---
สงครามโลกครั้งที่ 2
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มขึ้นในปี 1939 แนวรบทั้งสองด้านกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง
ในช่วงแรก เยอรมนีสามารถรุกอย่างรวดเร็วทางตะวันตก
ปี 1940 กองทัพเยอรมันใช้ยุทธวิธีที่เรียกกันว่า Blitzkrieg หรือสงครามสายฟ้าแลบ บุกผ่านเบลเยียมและพื้นที่ป่าอาร์แดนส์ ก่อนเอาชนะกองทัพฝรั่งเศสได้อย่างรวดเร็ว
แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปเมื่อเยอรมนีเปิดแนวรบด้านตะวันออก
ในเดือนมิถุนายน 1941 ฮิตเลอร์เปิด ปฏิบัติการบาร์บารอสซา บุกสหภาพโซเวียต แม้ทั้งสองฝ่ายจะเคยลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานกันมาก่อน
นี่กลายเป็นหนึ่งในแนวรบที่ใหญ่ที่สุดและนองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์
กองทัพเยอรมันรุกเข้าไปในดินแดนโซเวียตอย่างรวดเร็วในช่วงแรก แต่ต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนัก และในที่สุดสงครามก็เริ่มพลิกกลับ
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือ สมรภูมิสตาลิงกราด
---
สมรภูมิสตาลิงกราด
สมรภูมิสตาลิงกราดเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม 1942 จนถึงกุมภาพันธ์ 1943
ฮิตเลอร์ต้องการยึดพื้นที่ทางตอนใต้ของสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะแหล่งน้ำมันในคอเคซัส และต้องการควบคุมแม่น้ำโวลกา ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงสำคัญ
เมืองสตาลิงกราดเองยังมีความสำคัญทางจิตวิทยา เพราะเป็นเมืองที่ตั้งชื่อตามโจเซฟ สตาลิน
กองทัพที่ 6 ของเยอรมนีบุกเข้าเมืองพร้อมกับการทิ้งระเบิดอย่างหนัก
แต่สิ่งที่ควรจะทำให้โซเวียตยอมแพ้ กลับกลายเป็นสิ่งที่ช่วยให้ฝ่ายโซเวียตตั้งรับได้ดีขึ้น
อาคารที่พังทลายกลายเป็นที่กำบัง
การสู้รบเปลี่ยนเป็นการต่อสู้ระยะประชิด ห้องต่อห้อง ตึกต่อตึก และชั้นต่อชั้น
ทหารโซเวียตเรียกการต่อสู้ลักษณะนี้ว่า Rattenkrieg หรือ “สงครามหนู”
จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน 1942 กองทัพแดงเปิด ปฏิบัติการยูรานุส
แทนที่จะโจมตีกองทัพเยอรมันตรงกลางเมือง โซเวียตกลับโจมตีปีกของกองทัพฝ่ายอักษะ ซึ่งมีหน่วยโรมาเนียและชาติพันธมิตรอื่นๆ คอยป้องกันอยู่
ผลคือกองทัพที่ 6 ของเยอรมนีถูกล้อมอยู่ภายในสตาลิงกราด
แม้ฮิตเลอร์จะสั่งให้ต่อสู้จนถึงที่สุด แต่ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1943 กองกำลังเยอรมันที่เหลือก็ยอมจำนน
สตาลิงกราดกลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของสงคราม
หลังจากนั้น เยอรมนีเริ่มสูญเสียความสามารถในการเปิดการรุกครั้งใหญ่ในแนวรบตะวันออก และกองทัพแดงเริ่มผลักดันกองทัพเยอรมันกลับไปทางตะวันตก
---
สมรภูมิเคิร์สค์
เพียงไม่กี่เดือนหลังจากสตาลิงกราด เยอรมนีพยายามเปิดการรุกครั้งใหญ่อีกครั้งในบริเวณเมืองเคิร์สค์
พื้นที่บริเวณนี้มีลักษณะเป็น “ส่วนโปน” ที่ยื่นเข้าไปในแนวรบของเยอรมนี
ฮิตเลอร์จึงวางแผนโจมตีจากทั้งสองด้าน เพื่อบีบตัดกองทัพโซเวียตที่อยู่ภายใน
แต่ครั้งนี้ฝ่ายโซเวียตรู้ถึงแผนการล่วงหน้า และใช้เวลาหลายเดือนสร้างแนวป้องกันอย่างหนาแน่น
มีทั้งสนามทุ่นระเบิด สนามเพลาะ ปืนใหญ่ และแนวต่อต้านรถถังหลายชั้น
เมื่อเยอรมนีเริ่มโจมตีในวันที่ 5 กรกฎาคม 1943 การรุกจึงเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนัก
หนึ่งในเหตุการณ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ ยุทธการโปรโฮรอฟกา ซึ่งมีกองกำลังยานเกราะของทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง
แม้รายละเอียดและขนาดของการปะทะครั้งนี้จะยังมีข้อถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์ แต่โดยรวมแล้ว ปฏิบัติการซิทาเดลของเยอรมนีไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้
หลังจากเคิร์สค์ กองทัพเยอรมันค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการเปิดการรุกเชิงยุทธศาสตร์ในแนวรบตะวันออก และโซเวียตก็กลายเป็นฝ่ายรุกมากขึ้นเรื่อยๆ
---
แนวรบตะวันตกกลับมาเปิดอีกครั้ง
ขณะที่โซเวียตกำลังผลักดันกองทัพเยอรมันจากทางตะวันออก ฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกก็เตรียมเปิดแนวรบใหม่
เป้าหมายคือการยกพลขึ้นบกในฝรั่งเศส และสร้างแนวรบที่สองเพื่อบีบให้เยอรมนีต้องต่อสู้จากทั้งสองด้าน
และในวันที่ 6 มิถุนายน 1944 เหตุการณ์สำคัญก็เกิดขึ้น
นั่นคือ D-Day
---
D-Day และยุทธการยกพลขึ้นบกที่นอร์ม็องดี
D-Day เป็นส่วนหนึ่งของ ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด
กองทัพสัมพันธมิตรซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา และชาติพันธมิตรอื่นๆ เปิดฉากการยกพลขึ้นบกครั้งใหญ่ที่ชายฝั่งนอร์ม็องดีของฝรั่งเศส
ผู้บัญชาการสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตรคือ พลเอก ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์
ก่อนการบุก ฝ่ายสัมพันธมิตรต้องทำให้เยอรมนีไม่รู้ว่าการโจมตีหลักจะเกิดขึ้นที่ไหน
และนั่นนำไปสู่หนึ่งในแผนการลวงที่น่าทึ่งที่สุดของสงคราม
นั่นคือ Operation Fortitude
---
Operation Fortitude — กองทัพที่ไม่มีอยู่จริง
ฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการทำให้เยอรมนีเชื่อว่า การบุกครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นที่เมืองกาแล ไม่ใช่นอร์ม็องดี
พวกเขาจึงสร้างกองทัพปลอมขึ้นมา
มีทั้งรถถังพองลม เครื่องบินปลอม รถบรรทุกปลอม และค่ายทหารปลอม
นอกจากนี้ยังมีการสร้างสัญญาณวิทยุปลอม เพื่อทำให้หน่วยข่าวกรองเยอรมันเชื่อว่ามีกองทัพขนาดใหญ่กำลังเตรียมบุกกาแล
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ กองทัพปลอมนี้มีผู้บัญชาการเป็นนายพล จอร์จ เอส. แพตตัน ซึ่งเป็นนายทหารที่เยอรมนีให้ความสำคัญอย่างมาก
ฝ่ายสัมพันธมิตรยังใช้เครือข่ายสายลับสองหน้าในการส่งข้อมูลเท็จให้เยอรมนี
หนึ่งในบุคคลสำคัญคือ Juan Pujol García หรือ GARBO สายลับชาวสเปนที่ทำงานให้ฝ่ายสัมพันธมิตรและสร้างเครือข่ายข้อมูลปลอมขึ้นมาเพื่อหลอกหน่วยข่าวกรองเยอรมัน
แผนทั้งหมดได้ผลอย่างมาก
แม้ฝ่ายสัมพันธมิตรจะขึ้นฝั่งที่นอร์ม็องดีแล้ว เยอรมนียังคงเชื่อว่าการโจมตีครั้งใหญ่ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นที่กาแล
ความเข้าใจผิดนี้ทำให้เยอรมนีชะลอการส่งกำลังเสริมบางส่วนมายังนอร์ม็องดี
และนั่นเปิดโอกาสให้ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถสร้างหัวหาดและนำกำลังพล อาวุธ รถถัง และเสบียงเข้าสู่ฝรั่งเศสได้มากขึ้น
---
Omaha Beach — Bloody Omaha
แต่ในบรรดาชายหาดทั้งหมดของ D-Day มีแห่งหนึ่งที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสูญเสียอย่างรุนแรง
นั่นคือ Omaha Beach
ชายหาดแห่งนี้มีแนวหน้าผาและเนินสูงที่ทำให้ฝ่ายเยอรมันสามารถยิงลงมายังชายหาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ฝ่ายสัมพันธมิตรยังประเมินกำลังป้องกันของเยอรมนีต่ำกว่าความเป็นจริง
เมื่อเรือระบายพลเปิดประตูออก ทหารอเมริกันต้องเผชิญกับปืนกล ปืนใหญ่ ทุ่นระเบิด และแนวป้องกันคอนกรีต
ทหารจำนวนมากเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บตั้งแต่ช่วงแรก
บางคนจมน้ำเนื่องจากอุปกรณ์ที่หนักและสภาพทะเลที่รุนแรง
สถานการณ์บนชายหาดเกือบกลายเป็นหายนะ
แต่ทหารที่รอดชีวิตเริ่มรวมกลุ่มกันเอง พยายามหาช่องว่างในแนวป้องกัน และปีนขึ้นเนินเขาเพื่อทำลายตำแหน่งยิงของเยอรมัน
ในที่สุดฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถยึดชายหาดได้
แม้จะต้องแลกด้วยความสูญเสียจำนวนมาก
Omaha จึงได้รับฉายาว่า “Bloody Omaha” หรือ “โอมาฮานองเลือด”
---
จากนอร์ม็องดีสู่เยอรมนี
หลังจากฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถสร้างฐานที่มั่นในนอร์ม็องดีได้ พวกเขาก็เริ่มผลักดันกองทัพเยอรมันออกจากฝรั่งเศส
กรุงปารีสได้รับการปลดปล่อยในเดือนสิงหาคม 1944
ขณะเดียวกัน ทางตะวันออก กองทัพแดงของสหภาพโซเวียตก็เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง
เยอรมนีจึงถูกบีบจากทั้งสองด้าน
ทางตะวันตก ฝ่ายสัมพันธมิตรกำลังรุกเข้าสู่เยอรมนี
ทางตะวันออก กองทัพแดงกำลังรุกเข้าสู่ใจกลางประเทศ
ในที่สุด กองทัพโซเวียตเข้าสู่กรุงเบอร์ลินในปี 1945
ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตายในเดือนเมษายน
และเยอรมนียอมจำนนในเดือนพฤษภาคม 1945
สงครามในยุโรปสิ้นสุดลง
---
หลังสงคราม — เยอรมนีถูกแบ่งออก
แต่เรื่องราวของแนวรบตะวันตกและตะวันออกไม่ได้จบลงพร้อมกับสงครามโลกครั้งที่ 2
หลังสงคราม เยอรมนีถูกแบ่งออกเป็นเขตยึดครองของฝ่ายสัมพันธมิตร
ต่อมาในปี 1949 เยอรมนีตะวันตก หรือ Federal Republic of Germany ก่อตั้งขึ้นในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส
ส่วนเยอรมนีตะวันออก หรือ German Democratic Republic ก่อตั้งขึ้นภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียต
เยอรมนีจึงกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่สุดของสงครามเย็น
และกรุงเบอร์ลินก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของโลกที่ถูกแบ่งออกเป็นสองค่าย
จนกระทั่งกำแพงเบอร์ลินพังลงในปี 1989
และในวันที่ 3 ตุลาคม 1990 เยอรมนีก็กลับมารวมประเทศอีกครั้ง
---
บทสรุป
จากสนามเพลาะของสงครามโลกครั้งที่ 1
สู่รถถังและการรบขนาดมหึมาที่เคิร์สค์
จากความนองเลือดของสตาลิงกราด
สู่ชายหาดโอมาฮาในวัน D-Day
และจากสงครามสองด้าน
สู่การแบ่งเยอรมนีในยุคสงครามเย็น
ประวัติศาสตร์ของแนวรบตะวันตกและแนวรบตะวันออก แสดงให้เห็นว่าภูมิศาสตร์ ยุทธศาสตร์ ข่าวกรอง และการตัดสินใจของผู้นำ สามารถเปลี่ยนทิศทางของสงครามได้อย่างไร
แต่เบื้องหลังชื่อของสมรภูมิทุกแห่ง ตัวเลขของกองทัพ และแผนการทางทหาร ล้วนมีชีวิตของผู้คนนับล้านที่ต้องเผชิญกับสงคราม
และท้ายที่สุด สิ่งที่หลงเหลือจากสนามรบเหล่านั้น อาจไม่ใช่เพียงชัยชนะหรือความพ่ายแพ้
แต่คือบทเรียนว่า เมื่อโลกเข้าสู่สงคราม ผลกระทบของมันสามารถอยู่ต่อไปได้นานกว่าการยิงนัดสุดท้ายเสียอีก

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา