Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Past & Pieces
•
ติดตาม
5 ต.ค. เวลา 13:45 • ประวัติศาสตร์
Russia
การปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917
การปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 และปริศนาอนัสตาเซีย
ปี ค.ศ. 1917
รัสเซียกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
ราชวงศ์โรมานอฟ ซึ่งปกครองจักรวรรดิรัสเซียมายาวนานกว่า 300 ปี กำลังเดินทางมาถึงจุดจบ
จากประเทศที่ปกครองโดยจักรพรรดิและราชวงศ์
รัสเซียกำลังจะกลายเป็นดินแดนแห่งการปฏิวัติ
สงครามกลางเมือง
และในที่สุด...
เป็นจุดกำเนิดของสหภาพโซเวียต
แต่เรื่องราวของการปฏิวัติรัสเซียไม่ได้จบลงเพียงการล่มสลายของราชวงศ์
เพราะเบื้องหลังเหตุการณ์นั้น ยังมีเรื่องราวของครอบครัวราชวงศ์ที่ถูกสังหาร
และหนึ่งในปริศนาที่โด่งดังที่สุดของศตวรรษที่ 20...
อนัสตาเซีย
เธอรอดชีวิตจากคืนสังหารหรือไม่?
หรือทั้งหมดเป็นเพียงตำนาน?
วันนี้เราจะย้อนกลับไปดูเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่จุดเริ่มต้น
---
จุดเริ่มต้นของวิกฤต
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20
จักรวรรดิรัสเซียอยู่ภายใต้การปกครองของ
ซาร์นิโคลัสที่ 2
พระองค์เป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์โรมานอฟ
แม้รัสเซียจะเป็นหนึ่งในจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในโลก
แต่ภายในประเทศกลับเต็มไปด้วยปัญหา
ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวนา
ชนชั้นแรงงานจำนวนมากมีชีวิตที่ยากลำบาก
ในขณะที่ชนชั้นสูงและราชวงศ์มีชีวิตที่แตกต่างออกไปอย่างมาก
ความไม่พอใจเริ่มสะสมขึ้นเรื่อย ๆ
และปัญหาก็รุนแรงขึ้นจากสงคราม
---
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1914
รัสเซียเข้าร่วมสงครามในฝ่ายสัมพันธมิตร
แต่กองทัพรัสเซียต้องเผชิญกับปัญหามากมาย
ทั้งการขาดแคลนอาวุธ
การขนส่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ
เสบียงที่ไม่เพียงพอ
และการสูญเสียทหารจำนวนมหาศาล
ในขณะที่สงครามดำเนินต่อไป
ประชาชนในเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะกรุงเปโตรกราด ต้องเผชิญกับราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น
การขาดแคลนอาหาร
และความยากลำบากในการดำรงชีวิต
ความไม่พอใจต่อรัฐบาลจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน ราชสำนักก็สูญเสียความน่าเชื่อถือมากขึ้น
หนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในเรื่องนี้คือ
กรีกอรี รัสปูติน
ชายผู้มีอิทธิพลต่อจักรพรรดินีอเล็กซานดรา
ภรรยาของซาร์นิโคลัสที่ 2
ข่าวลือและเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับรัสปูตินทำให้ภาพลักษณ์ของราชวงศ์เสื่อมลงอย่างหนัก
และเมื่อซาร์นิโคลัสที่ 2 เสด็จไปบัญชาการกองทัพที่แนวหน้า
จักรพรรดินีอเล็กซานดราก็ต้องรับผิดชอบกิจการภายในประเทศมากขึ้น
ความไม่พอใจจึงยิ่งรุนแรง
จนกระทั่ง...
ปี ค.ศ. 1917 มาถึง
---
การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์
ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 ตามปฏิทินจูเลียนที่รัสเซียยังใช้อยู่ในขณะนั้น
การประท้วงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในกรุงเปโตรกราด
ซึ่งปัจจุบันคือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
ผู้ประท้วงจำนวนมากออกมาเรียกร้องอาหาร
เรียกร้องให้ยุติสงคราม
และเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น
หนึ่งในกลุ่มสำคัญคือแรงงานหญิงในโรงงานสิ่งทอ
การประท้วงขยายตัวอย่างรวดเร็ว
และกลายเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ทั่วเมือง
รัฐบาลพยายามสั่งให้กองทัพเข้าปราบปราม
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม
ทหารจำนวนหนึ่งปฏิเสธที่จะยิงประชาชน
และในเวลาต่อมา ทหารจำนวนมากก็เข้าร่วมกับผู้ประท้วง
กองทัพเริ่มสูญเสียความจงรักภักดีต่อรัฐบาล
ขณะเดียวกัน สภาดูมาและกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ก็เริ่มกดดันซาร์
ในที่สุด...
วันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 1917
ซาร์นิโคลัสที่ 2 สละราชสมบัติ
ราชวงศ์โรมานอฟที่ปกครองรัสเซียมานานกว่า 300 ปี
จบลง
ระบอบซาร์สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ
---
รัฐบาลชั่วคราว
หลังการสละราชสมบัติ
รัสเซียไม่ได้กลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ทันที
แต่เกิดรัฐบาลชุดใหม่ขึ้น
เรียกว่า
รัฐบาลชั่วคราว หรือ Provisional Government
ในช่วงแรก รัฐบาลนี้นำโดยเจ้าชายจอร์จี ลวอฟ
ก่อนที่ อเล็กซานเดอร์ เคเรนสกี จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลในเวลาต่อมา
แต่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่
นั่นคือ...
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งยังไม่จบ
รัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าสงครามต่อ
แต่สำหรับประชาชนที่กำลังหิวโหย
สงครามคือสิ่งที่พวกเขาต้องการให้จบลงโดยเร็วที่สุด
ความไม่พอใจจึงยังคงเพิ่มขึ้น
และในเวลานั้นเอง
ชายคนหนึ่งกำลังเดินทางกลับมายังรัสเซีย
ชื่อของเขาคือ...
วลาดิเมียร์ เลนิน
---
การกลับมาของเลนิน
เลนินเป็นผู้นำของกลุ่ม บอลเชวิก
กลุ่มปฏิวัติสังคมนิยมที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจของรัสเซียอย่างรุนแรง
เมื่อกลับมาถึงรัสเซีย
เลนินเสนอแนวทางที่แตกต่างจากรัฐบาลชั่วคราว
คำขวัญที่โด่งดังของฝ่ายบอลเชวิกคือ
“สันติภาพ แผ่นดิน และขนมปัง”
สันติภาพ
สำหรับทหารและประชาชนที่เบื่อสงคราม
แผ่นดิน
สำหรับชาวนาที่ต้องการที่ดิน
และขนมปัง
สำหรับประชาชนที่กำลังหิวโหย
คำขวัญนี้ช่วยให้บอลเชวิกได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายเดือนต่อมา
---
การปฏิวัติเดือนตุลาคม
จากนั้น ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917 ตามปฏิทินจูเลียน
บอลเชวิกตัดสินใจยึดอำนาจ
ในคืนวันที่ 7 พฤศจิกายน ตามปฏิทินสากล
กองกำลังที่สนับสนุนบอลเชวิกเข้าควบคุมสถานที่สำคัญในกรุงเปโตรกราด
และในที่สุดก็เข้าควบคุม พระราชวังฤดูหนาว
ซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐบาลชั่วคราว
สมาชิกของรัฐบาลถูกจับกุม
อำนาจทางการเมืองตกอยู่ในมือของบอลเชวิก
เลนินและพรรคของเขาจึงเริ่มสร้างรัฐบาลรูปแบบใหม่
รัสเซียถอนตัวออกจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในเวลาต่อมา
และความขัดแย้งก็พัฒนาไปสู่...
สงครามกลางเมืองรัสเซีย
---
จุดจบของครอบครัวโรมานอฟ
ในขณะที่รัสเซียกำลังเข้าสู่ความวุ่นวาย
ครอบครัวของซาร์นิโคลัสที่ 2 ถูกควบคุมตัว
ประกอบด้วย
ซาร์นิโคลัสที่ 2
จักรพรรดินีอเล็กซานดรา
พระโอรสอเล็กเซ
และพระธิดาทั้งสี่
โอลกา
ตาตยานา
มาเรีย
และอนัสตาเซีย
ครอบครัวถูกย้ายไปยังสถานที่ต่าง ๆ ก่อนที่จะถูกนำไปคุมขังที่
บ้านอิพาเทียฟ
ในเมืองเยคาเตรินบุร์ก
สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็วเมื่อสงครามกลางเมืองรุนแรงขึ้น
กองทัพฝ่ายต่อต้านบอลเชวิก หรือที่เรียกว่า กองทัพขาว
กำลังรุกเข้าใกล้เมือง
ฝ่ายบอลเชวิกเกรงว่าครอบครัวซาร์อาจถูกช่วยเหลือ
และอาจกลายเป็นศูนย์รวมทางการเมืองของฝ่ายต่อต้าน
ในที่สุดจึงเกิดคำสั่งให้ประหารชีวิต
---
คืนวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1918
เวลาประมาณตีหนึ่ง
ครอบครัวซาร์ถูกปลุกให้ตื่น
พวกเขาถูกพาลงไปยังห้องชั้นใต้ดิน
พร้อมกับแพทย์ประจำพระองค์และข้ารับใช้บางส่วน
พวกเขาได้รับแจ้งว่ากำลังจะถูกย้ายสถานที่
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับแตกต่างออกไป
ยาคอฟ ยูรอฟสกี ผู้รับผิดชอบการคุมตัวครอบครัวซาร์ อ่านคำสั่งประหาร
จากนั้น หน่วยยิงก็เปิดฉากสังหาร
ซาร์นิโคลัสที่ 2
จักรพรรดินีอเล็กซานดรา
พระโอรสอเล็กเซ
พระธิดาทั้งสี่
รวมถึงผู้ติดตามบางส่วน
ถูกสังหารในคืนนั้น
อายุของอนัสตาเซียในขณะนั้นคือเพียง 17 ปี
ศพของพวกเขาถูกนำออกจากบ้าน
และมีความพยายามทำลายและซ่อนเร้นร่าง เพื่อป้องกันไม่ให้สถานที่ดังกล่าวกลายเป็นศูนย์รวมของฝ่ายนิยมราชวงศ์
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นกลับก่อให้เกิดหนึ่งในตำนานที่โด่งดังที่สุดของศตวรรษที่ 20
---
อนัสตาเซียรอดชีวิตหรือไม่?
หลังข่าวการเสียชีวิตของราชวงศ์แพร่กระจาย
มีข่าวลือเกิดขึ้นว่า...
พระธิดาองค์หนึ่งอาจรอดชีวิต
และชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือ
อนัสตาเซีย
เรื่องเล่าบางฉบับกล่าวว่าพระธิดาทั้งสี่ได้ซ่อนเครื่องเพชรและอัญมณีไว้ในเสื้อผ้า
สิ่งนี้มีพื้นฐานจากข้อเท็จจริงว่า สมาชิกครอบครัวซาร์มีการเย็บอัญมณีจำนวนหนึ่งไว้ในเสื้อผ้าเพื่อรักษาทรัพย์สินระหว่างช่วงเวลาที่ถูกควบคุมตัว
อัญมณีเหล่านี้ทำให้กระสุนบางส่วนไม่สามารถทะลุเสื้อผ้าได้ง่ายอย่างที่ผู้สังหารคาดไว้
แต่เรื่องเล่าที่ว่าอัญมณีเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือน “เกราะกันกระสุน” และทำให้อนัสตาเซียรอดชีวิตนั้น ถูกขยายกลายเป็นตำนานในเวลาต่อมา
เพราะไม่มีหลักฐานว่ามีใครช่วยอนัสตาเซียหลบหนีออกจากบ้านอิพาเทียฟ
แต่ในช่วงเวลาที่ข้อมูลเกี่ยวกับชะตากรรมของราชวงศ์ยังไม่ชัดเจน...
ข่าวลือจึงเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
---
หญิงสาวที่อ้างว่าเป็นอนัสตาเซีย
ในช่วงหลายทศวรรษต่อมา
มีผู้หญิงหลายคนออกมาอ้างว่าตนเองคืออนัสตาเซีย
แต่คนที่โด่งดังที่สุดคือ
แอนนา แอนเดอร์สัน
ในปี ค.ศ. 1920 หญิงสาวคนหนึ่งถูกพบในกรุงเบอร์ลิน หลังจากพยายามฆ่าตัวตาย
เธอปฏิเสธที่จะบอกตัวตนของตนเอง
ต่อมาเธออ้างว่าเธอคือ
แกรนด์ดัชเชสอนัสตาเซีย
เรื่องนี้สร้างความฮือฮาไปทั่วยุโรป
บางคนเชื่อเธอ
เพราะเธอสามารถเล่ารายละเอียดบางอย่างเกี่ยวกับครอบครัวโรมานอฟได้
เธอยังมีแผลเป็นและลักษณะบางอย่างที่ผู้สนับสนุนเชื่อว่าสอดคล้องกับอนัสตาเซีย
แม้แต่คนที่เคยรู้จักราชวงศ์บางคนก็มีความคิดเห็นแตกต่างกัน
บางคนเชื่อว่าเธอคืออนัสตาเซีย
ขณะที่คนอื่นยืนยันว่าเธอไม่ใช่
ข้อพิพาทนี้ยืดเยื้อไปหลายสิบปี
และกลายเป็นคดีเกี่ยวกับตัวตนที่โด่งดังที่สุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุโรป
---
วิทยาศาสตร์เข้ามาไขปริศนา
ในที่สุด...
สิ่งที่ศาลและพยานไม่สามารถตอบได้
กลับถูกตอบด้วยวิทยาศาสตร์
แอนนา แอนเดอร์สันเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1984
หลายปีต่อมา นักวิทยาศาสตร์สามารถนำตัวอย่างทางชีวภาพของเธอมาตรวจ DNA
ผลการตรวจพบว่า...
เธอ ไม่ใช่สมาชิกของราชวงศ์โรมานอฟ
แต่ DNA ของเธอกลับสอดคล้องกับหญิงชาวโปแลนด์ชื่อ
ฟรานซิสกา ชานซคอฟสกา
ซึ่งหายตัวไปในช่วงก่อนที่แอนนา แอนเดอร์สันจะปรากฏตัว
ปริศนาจึงเริ่มชัดเจนขึ้น
แต่ยังมีคำถามสุดท้ายเหลืออยู่
ถ้าอนัสตาเซียไม่ได้รอดชีวิต...
แล้วศพของเธออยู่ที่ไหน?
---
การค้นพบศพที่หายไป
หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต
มีการขุดค้นสถานที่ฝังศพของครอบครัวโรมานอฟ
ในปี ค.ศ. 1991 มีการค้นพบศพจำนวนมากที่ตรงกับสมาชิกของครอบครัวซาร์
แต่ยังขาดอยู่สองร่าง
คือพระโอรสอเล็กเซ
และพระธิดาอีกหนึ่งพระองค์
จึงเกิดข้อสงสัยขึ้นอีกครั้งว่า...
หนึ่งในพระธิดาอาจเป็นอนัสตาเซีย
แต่ในปี ค.ศ. 2007
มีการค้นพบหลุมศพอีกแห่งในบริเวณใกล้เคียง
ภายในพบกระดูกของบุคคลสองคน
ต่อมามีการตรวจ DNA อย่างละเอียด
ผลการตรวจแสดงให้เห็นว่า
หนึ่งในนั้นคือ อเล็กเซ
ส่วนอีกคนคือพระธิดาหนึ่งพระองค์
เมื่อรวมกับหลักฐานจากหลุมศพเดิม
หลักฐานทางพันธุกรรมจึงสนับสนุนอย่างหนักแน่นว่า
สมาชิกทั้งเจ็ดของครอบครัวซาร์ถูกสังหารในปี ค.ศ. 1918
ไม่มีอนัสตาเซียที่รอดชีวิต
ไม่มีเจ้าหญิงที่หลบหนีออกจากรัสเซีย
ตำนานจึงจบลง
ด้วยคำตอบจาก DNA
---
แล้วทำไมเรื่องของอนัสตาเซียจึงยังโด่งดัง?
แม้ความจริงจะถูกเปิดเผยแล้ว
แต่เรื่องราวของอนัสตาเซียยังคงอยู่ในวัฒนธรรมสมัยนิยม
ทั้งภาพยนตร์ หนังสือ และละคร
หนึ่งในภาพยนตร์ที่โด่งดังคือ Anastasia ในปี ค.ศ. 1956
นำแสดงโดย Ingrid Bergman
และต่อมาในปี ค.ศ. 1997
ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Anastasia ได้ทำให้เรื่องราวของเจ้าหญิงผู้สูญเสียความทรงจำและออกเดินทางค้นหาครอบครัวกลับมาโด่งดังไปทั่วโลก
แต่เรื่องราวในภาพยนตร์เหล่านั้น...
เป็นนิยายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนาน
ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง
เพราะในความเป็นจริง
อนัสตาเซียไม่ได้กลับมาพบครอบครัว
เธอเสียชีวิตพร้อมกับสมาชิกคนอื่น ๆ ของราชวงศ์โรมานอฟในคืนวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1918
---
บทส่งท้าย
การปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการเปลี่ยนรัฐบาล
แต่มันคือการล่มสลายของโลกใบหนึ่ง
ระบอบซาร์ที่ปกครองรัสเซียมานานกว่า 300 ปีสิ้นสุดลง
ประเทศเข้าสู่การปฏิวัติ
สงครามกลางเมือง
และในเวลาต่อมาได้กลายเป็นสหภาพโซเวียต
ส่วนครอบครัวสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟ...
ต้องพบกับจุดจบที่โหดร้าย
และจากความไม่ชัดเจนในช่วงแรก
ได้เกิดตำนานเรื่องหนึ่งขึ้น
ตำนานของเจ้าหญิงผู้รอดชีวิต
อนัสตาเซีย
เป็นเวลาหลายสิบปีที่ผู้คนทั่วโลกถามคำถามเดียวกันว่า...
“เธอรอดชีวิตหรือไม่?”
แต่ในท้ายที่สุด
ไม่ใช่คำให้การของราชวงศ์
ไม่ใช่คำตัดสินของศาล
และไม่ใช่ตำนาน
ที่เป็นผู้ให้คำตอบ
แต่เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
DNA ได้ปิดฉากหนึ่งในปริศนาที่โด่งดังที่สุดของศตวรรษที่ 20
และยืนยันว่า...
บางครั้ง ประวัติศาสตร์ที่น่าเศร้าที่สุด
ก็ไม่จำเป็นต้องมีตอนจบแบบเทพนิยาย
เพราะความจริงเอง...
ก็ทรงพลังพอที่จะถูกจดจำไปตลอดกาล
ประวัติศาสตร์
รัสเซียrussia
1 บันทึก
3
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
Russian
1
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย