•
3 ต.ค. เวลา 09:20 • ประวัติศาสตร์

สงครามเย็น — จากโลกสองขั้วสู่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1945 โลกไม่ได้เข้าสู่ยุคแห่งสันติภาพอย่างแท้จริง
เพราะไม่นานหลังจากนั้น มหาอำนาจสองประเทศที่เคยร่วมมือกันเอาชนะฝ่ายอักษะ กลับกลายเป็นคู่แข่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก
หนึ่งคือ สหรัฐอเมริกา
อีกหนึ่งคือ สหภาพโซเวียต
ทั้งสองประเทศมีระบบการเมือง เศรษฐกิจ และอุดมการณ์ที่แตกต่างกันอย่างลึกซึ้ง
สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำของค่ายเสรีประชาธิปไตยและทุนนิยม
ขณะที่สหภาพโซเวียตเป็นผู้นำของค่ายสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์
ความขัดแย้งระหว่างสองมหาอำนาจนี้กินเวลานานเกือบครึ่งศตวรรษ ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ. 1947 จนถึง ค.ศ. 1991
และเราเรียกช่วงเวลานี้ว่า
“สงครามเย็น” หรือ Cold War
แต่คำถามคือ...
ถ้ามันเป็นสงคราม แล้วทำไมจึงเรียกว่า “สงครามเย็น”?
เหตุผลสำคัญคือ สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตไม่เคยทำสงครามเต็มรูปแบบต่อกันโดยตรง
เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีอาวุธนิวเคลียร์จำนวนมหาศาล
หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปิดฉากโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ อีกฝ่ายก็สามารถตอบโต้กลับได้
ผลลัพธ์อาจหมายถึงการทำลายล้างของทั้งสองฝ่าย
แนวคิดนี้รู้จักกันในชื่อ Mutually Assured Destruction หรือ MAD
ดังนั้น ทั้งสองมหาอำนาจจึงพยายามหลีกเลี่ยงสงครามโดยตรง
แต่พวกเขายังคงต่อสู้กันในรูปแบบอื่น
ผ่านสงครามตัวแทน
การสะสมอาวุธ
การจารกรรม
การแข่งขันทางเทคโนโลยี
การแข่งขันด้านอวกาศ
รวมถึงสงครามทางความคิดและการโฆษณาชวนเชื่อ
สงครามเย็นจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในยุโรป
แต่มันกลายเป็นการแข่งขันที่แผ่ขยายไปทั่วโลก
---
โลกที่ถูกแบ่งออกเป็นสองขั้ว
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุโรปกลายเป็นศูนย์กลางของการแบ่งขั้วทางการเมือง
สหรัฐอเมริกาพยายามสกัดการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ผ่านนโยบายที่เรียกว่า Containment
ในปี ค.ศ. 1947 ประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน ประกาศ Truman Doctrine ซึ่งมุ่งสนับสนุนประเทศที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายคอมมิวนิสต์
ตามมาด้วย Marshall Plan โครงการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ เพื่อฟื้นฟูยุโรปหลังสงคราม
ในขณะเดียวกัน สหภาพโซเวียตก็สร้างเขตอิทธิพลของตนขึ้นในยุโรปตะวันออก
ยุโรปจึงค่อย ๆ ถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย
ฝั่งตะวันตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา
ส่วนฝั่งตะวันออกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียต
ความแตกแยกนี้ถูกเรียกว่า “ม่านเหล็ก” หรือ Iron Curtain
ในปี ค.ศ. 1949 สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรก่อตั้ง NATO
และในปี ค.ศ. 1955 สหภาพโซเวียตและประเทศพันธมิตรในยุโรปตะวันออกก่อตั้ง Warsaw Pact
โลกกำลังเข้าสู่ยุคของการแข่งขันระหว่างสองขั้วอำนาจ
---
สงครามเย็นกลายเป็นสงครามจริงในประเทศอื่น
แม้สหรัฐฯ และโซเวียตจะไม่ยิงใส่กันโดยตรง แต่ประเทศอื่นกลับกลายเป็นสมรภูมิของการแข่งขันครั้งนี้
หนึ่งในตัวอย่างแรกและสำคัญที่สุดคือ สงครามเกาหลี
ในปี ค.ศ. 1950 เกาหลีเหนือบุกเกาหลีใต้
สหรัฐอเมริกาและกองกำลังภายใต้สหประชาชาติเข้าสนับสนุนเกาหลีใต้
ขณะที่เกาหลีเหนือได้รับการสนับสนุนจากจีน และได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียต
สงครามดำเนินไปจนถึงปี ค.ศ. 1953 ก่อนจะมีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิง
คาบสมุทรเกาหลีจึงถูกแบ่งแยกบริเวณใกล้เส้นขนานที่ 38
และจนถึงทุกวันนี้ เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ก็ยังไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ
---
วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา
แต่ในปี ค.ศ. 1962 สงครามเย็นเกือบเปลี่ยนกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์
เหตุการณ์นั้นคือ
วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา
ระหว่างวันที่ 16 ถึง 28 ตุลาคม ค.ศ. 1962
เพียง 13 วัน
แต่เป็น 13 วันที่โลกเข้าใกล้หายนะจากสงครามนิวเคลียร์อย่างน่ากลัว
ต้นเหตุไม่ได้เกิดขึ้นจากคิวบาเพียงอย่างเดียว
ก่อนหน้านั้น สหรัฐอเมริกาได้ติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ Jupiter ในตุรกี ซึ่งอยู่ใกล้กับดินแดนของสหภาพโซเวียต
ในปี ค.ศ. 1961 สหรัฐฯ ยังสนับสนุนการบุกคิวบาของกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวคิวบาในเหตุการณ์ Bay of Pigs
แต่การบุกครั้งนั้นล้มเหลว
ฟิเดล คาสโตร ผู้นำคิวบาจึงยิ่งกังวลว่าสหรัฐฯ อาจพยายามบุกคิวบาอีกครั้ง
คิวบาจึงหันไปพึ่งพาสหภาพโซเวียตมากขึ้น
และนิกิตา ครุชชอฟ ผู้นำโซเวียต ก็มองเห็นโอกาสที่จะนำขีปนาวุธนิวเคลียร์ไปติดตั้งในคิวบา
หากทำสำเร็จ ขีปนาวุธเหล่านั้นจะสามารถโจมตีพื้นที่ส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ได้ภายในเวลาอันสั้น
---
13 วันที่โลกเกือบเข้าสู่สงครามนิวเคลียร์
วันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1962
เครื่องบินสอดแนม U-2 ของสหรัฐฯ ถ่ายภาพฐานติดตั้งขีปนาวุธของโซเวียตในคิวบาได้
ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี จึงจัดตั้งคณะทำงานพิเศษที่เรียกว่า ExComm เพื่อหาทางตอบโต้
หลายคนเสนอให้โจมตีทางอากาศ
บางคนเสนอให้บุกคิวบา
แต่เคนเนดีเลือกใช้วิธีที่เรียกว่า “Naval Quarantine” หรือการกักกันทางทะเล เพื่อสกัดไม่ให้เรือโซเวียตนำอาวุธเพิ่มเติมเข้าคิวบา
วันที่ 22 ตุลาคม เคนเนดีประกาศเรื่องนี้ต่อประชาชนชาวอเมริกันและทั่วโลก
จากนั้นโลกก็เฝ้ารอดูว่า...
เรือโซเวียตจะฝ่าแนวกักกันหรือไม่
วันที่ 24 ตุลาคม เรือโซเวียตบางลำเข้าใกล้แนวกักกัน
ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
หากเรือทั้งสองฝ่ายปะทะกัน เหตุการณ์อาจลุกลามจนกลายเป็นสงครามระหว่างมหาอำนาจ
แต่ในที่สุด เรือโซเวียตบางลำก็ชะลอและเปลี่ยนเส้นทาง
อย่างไรก็ตาม วิกฤตยังไม่จบ
---
Black Saturday — วันที่อันตรายที่สุด
วันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 1962 ถูกเรียกว่า Black Saturday
หนึ่งในเครื่องบิน U-2 ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกเหนือคิวบา
นักบิน Major Rudolf Anderson Jr. เสียชีวิต
ขณะเดียวกัน เรือรบสหรัฐฯ กำลังพยายามบังคับเรือดำน้ำโซเวียตให้โผล่ขึ้นมา โดยใช้ระเบิดน้ำลึกสำหรับส่งสัญญาณเตือน
แต่สิ่งที่ฝ่ายอเมริกันไม่รู้ก็คือ...
เรือดำน้ำลำนั้นมี ตอร์ปิโดติดหัวรบนิวเคลียร์ อยู่บนเรือ
ลูกเรือไม่สามารถติดต่อกับมอสโกได้ และไม่แน่ใจว่าสงครามได้เริ่มต้นขึ้นแล้วหรือไม่
สถานการณ์จึงเข้าใกล้จุดที่อาวุธนิวเคลียร์อาจถูกใช้จริง
และนี่คือจุดที่ชื่อของชายคนหนึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์
วาซิลี อาร์คิปอฟ
ภายในเรือดำน้ำ B-59 ผู้บังคับการเรือกำลังพิจารณาการยิงตอร์ปิโดนิวเคลียร์
ตามธรรมเนียมการปฏิบัติของเรือลำนี้ จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทหารอาวุโสสามคน
มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สองคนเห็นชอบ
แต่อาร์คิปอฟไม่เห็นด้วย
เขาพยายามโน้มน้าวให้ลูกเรือลอยขึ้นสู่ผิวน้ำและรอคำสั่ง
การตัดสินใจครั้งนั้นช่วยไม่ให้สถานการณ์บนเรือดำน้ำลุกลามไปอีกขั้น
อาร์คิปอฟจึงได้รับการกล่าวถึงในเวลาต่อมาว่าเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในเหตุการณ์ที่ช่วยหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธนิวเคลียร์
---
ข้อตกลงลับที่ยุติวิกฤต
ในเวลาเดียวกัน การเจรจาลับกำลังเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต
วันที่ 28 ตุลาคม ครุชชอฟประกาศว่าสหภาพโซเวียตจะถอนขีปนาวุธออกจากคิวบา
สหรัฐอเมริกาสัญญาว่าจะไม่บุกคิวบา
และยังมีข้อตกลงลับเกี่ยวกับการถอนขีปนาวุธ Jupiter ของสหรัฐฯ ออกจากตุรกีในเวลาต่อมา
วิกฤตการณ์สิ้นสุดลง
โลกถอนหายใจได้อีกครั้ง
แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผู้นำของทั้งสองมหาอำนาจตระหนักอย่างชัดเจนว่า
ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์ได้
หลังจากนั้นจึงมีการจัดตั้งสายด่วนสื่อสารระหว่างวอชิงตันและมอสโก เพื่อให้ผู้นำทั้งสองประเทศสามารถติดต่อกันได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ในปี ค.ศ. 1963 ยังมีการลงนามใน Partial Test Ban Treaty ซึ่งห้ามการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ในบรรยากาศ อวกาศ และใต้น้ำ
---
สงครามเวียดนาม
แต่สงครามเย็นยังคงดำเนินต่อไป
อีกหนึ่งสมรภูมิสำคัญคือ สงครามเวียดนาม
สหรัฐอเมริกาเข้ามาสนับสนุนเวียดนามใต้ เพราะกังวลว่าการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคจะส่งผลต่อประเทศอื่น ๆ ตามแนวคิด Domino Theory
เวียดนามเหนือได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตและจีน
สงครามดำเนินไปเป็นเวลาหลายปี
สหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากเวียดนาม
และในปี ค.ศ. 1975 กองกำลังเวียดนามเหนือเข้ายึดไซ่ง่อน
เวียดนามจึงถูกรวมประเทศภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์
---
สงครามโซเวียต–อัฟกานิสถาน
ในปี ค.ศ. 1979 สหภาพโซเวียตส่งกองทัพเข้าอัฟกานิสถาน เพื่อสนับสนุนรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของประเทศ
ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกาและปากีสถาน
สงครามดำเนินไปเป็นเวลานานถึงสิบปี
จนในปี ค.ศ. 1989 กองทัพโซเวียตถอนตัวออกจากอัฟกานิสถาน
สงครามครั้งนี้สร้างภาระทางทหารและเศรษฐกิจให้แก่สหภาพโซเวียตอย่างหนัก
---
เมื่อสงครามเย็นขึ้นไปถึงอวกาศ
การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับโซเวียตไม่ได้อยู่แค่บนโลก
แต่มันเดินทางขึ้นไปถึงอวกาศด้วย
ปี ค.ศ. 1957 สหภาพโซเวียตส่ง Sputnik 1 ดาวเทียมประดิษฐ์ดวงแรกของโลกขึ้นสู่วงโคจร
จากนั้นในปี ค.ศ. 1961
ยูริ กาการิน กลายเป็นมนุษย์คนแรกที่เดินทางสู่อวกาศ
สหรัฐฯ จึงเร่งพัฒนาโครงการอวกาศของตนเอง
จนกระทั่งปี ค.ศ. 1969
ภารกิจ Apollo 11 ประสบความสำเร็จในการนำมนุษย์ไปลงบนดวงจันทร์
นีล อาร์มสตรอง กลายเป็นมนุษย์คนแรกที่ก้าวลงบนพื้นผิวดวงจันทร์
การแข่งขันทางอวกาศจึงกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของสงครามเย็น
---
สงครามของสายลับและโฆษณาชวนเชื่อ
สงครามเย็นยังมีสมรภูมิที่มองไม่เห็น
นั่นคือโลกของการจารกรรม
หน่วยข่าวกรองอย่าง CIA ของสหรัฐฯ และ KGB ของสหภาพโซเวียต ต่างแข่งขันกันรวบรวมข้อมูลและปฏิบัติการลับทั่วโลก
ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังใช้ภาพยนตร์ หนังสือ เพลง กีฬา และสื่อมวลชน เพื่อเผยแพร่ภาพลักษณ์ของระบบการเมืองของตน
การแข่งขันจึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า
“ใครมีกองทัพที่แข็งแกร่งกว่า?”
แต่ยังรวมถึงคำถามว่า
“ระบบของใครคืออนาคตของมนุษยชาติ?”
---
จุดเริ่มต้นของการล่มสลาย
เมื่อเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 ปัญหาภายในสหภาพโซเวียตเริ่มรุนแรงขึ้น
เศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลางประสบปัญหาการผลิตและการจัดสรรทรัพยากร
การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว
สินค้าอุปโภคบริโภคหลายชนิดขาดแคลน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมากกับกองทัพ อาวุธนิวเคลียร์ และสงครามในอัฟกานิสถาน
เศรษฐกิจของโซเวียตยังได้รับผลกระทบจากการพึ่งพารายได้จากพลังงาน
เมื่อราคาน้ำมันโลกลดลง รายได้ของรัฐก็ได้รับแรงกดดันเพิ่มขึ้น
ด้านการเมืองเองก็มีปัญหา
ระบบพรรคเดียวทำให้การตรวจสอบอำนาจเป็นไปอย่างจำกัด
ระบบราชการขนาดใหญ่และสิทธิพิเศษของชนชั้นนำในพรรคกลายเป็นปัญหาที่สะสมมานาน
หลังจากผู้นำสูงวัยหลายคนขึ้นดำรงตำแหน่งต่อเนื่องกัน
ในปี ค.ศ. 1985 ผู้นำคนใหม่ก็ปรากฏตัวขึ้น
เขาคือ
มิคาอิล กอร์บาชอฟ
---
Glasnost และ Perestroika
กอร์บาชอฟเชื่อว่าสหภาพโซเวียตจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง
เขาจึงเปิดตัวนโยบายสำคัญสองประการ
Glasnost
และ
Perestroika
Glasnost หมายถึงการเปิดกว้าง
รัฐบาลผ่อนคลายการเซ็นเซอร์ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถพูดถึงปัญหาทางการเมืองและสังคมได้มากขึ้น
แต่เมื่อผู้คนได้รับรู้ถึงปัญหาที่เคยถูกปกปิด
ทั้งความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ การคอร์รัปชัน และความรุนแรงในอดีต
การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์ก็เพิ่มขึ้น
ส่วน Perestroika หมายถึงการปรับโครงสร้าง
กอร์บาชอฟพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจและกระจายอำนาจการบริหารบางส่วน
แต่การเปลี่ยนผ่านไม่ได้เกิดขึ้นอย่างราบรื่น
ระบบเก่าถูกผ่อนคลายลง ขณะที่ระบบใหม่ยังไม่สามารถทำงานได้เต็มที่
ปัญหาการขาดแคลนและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจจึงยังคงดำเนินต่อไป
การปฏิรูปที่ตั้งใจจะช่วยรักษาระบบ
กลับกลายเป็นการเปิดเผยความเปราะบางของระบบให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น
---
การลุกขึ้นของชาตินิยม
ปัญหาไม่ได้มีเพียงเรื่องเศรษฐกิจ
สหภาพโซเวียตประกอบด้วยสาธารณรัฐทั้งหมด 15 แห่ง
แต่ละแห่งมีประวัติศาสตร์ ภาษา และอัตลักษณ์ของตนเอง
เมื่อรัฐบาลเปิดพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้น
กระแสชาตินิยมที่เคยถูกควบคุมก็เริ่มกลับมา
ประเทศในแถบบอลติกอย่าง
เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย
เป็นกลุ่มสำคัญที่เคลื่อนไหวเพื่อเอกราช
ขณะเดียวกัน รัฐบาลคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกก็เริ่มสูญเสียอำนาจ
กอร์บาชอฟไม่ได้ใช้กำลังทหารแบบผู้นำโซเวียตรุ่นก่อนเพื่อรักษารัฐบาลเหล่านั้นไว้
จากนั้นเหตุการณ์สำคัญก็เกิดขึ้น
กำแพงเบอร์ลินพังทลายในปี ค.ศ. 1989
รัฐบาลคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกทยอยล่มสลาย
และม่านเหล็กที่แบ่งยุโรปมานานหลายทศวรรษก็เริ่มหายไป
---
รัฐประหารเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1991
แต่จุดแตกหักครั้งสุดท้ายยังมาไม่ถึง
ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1991 กลุ่มคอมมิวนิสต์สายแข็งพยายามทำรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจจากกอร์บาชอฟ
แต่การรัฐประหารล้มเหลว
หนึ่งในบุคคลสำคัญที่ต่อต้านรัฐประหารคือ บอริส เยลต์ซิน ผู้นำของสาธารณรัฐรัสเซีย
หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ อำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์และกอร์บาชอฟอ่อนแอลงอย่างมาก
ขณะที่สาธารณรัฐต่าง ๆ เร่งประกาศเอกราช
ในเดือนธันวาคม ผู้นำของรัสเซีย ยูเครน และเบลารุสลงนามใน Belovezha Accords
ประกาศว่าสหภาพโซเวียตจะสิ้นสุดลง
วันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1991
มิคาอิล กอร์บาชอฟประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหภาพโซเวียต
ธงสหภาพโซเวียตถูกลดลงจากยอดเสาธงเหนือเครมลิน
หลังจากดำรงอยู่มานานเกือบ 70 ปี
สหภาพโซเวียตได้สิ้นสุดลง
---
จุดจบของสงครามเย็น
การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1991 ถือเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามเย็น
แต่สงครามเย็นไม่ได้จบลงเพราะเหตุการณ์เพียงเหตุการณ์เดียว
มันเป็นผลจากปัญหาหลายด้านที่สะสมมานานหลายทศวรรษ
เศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ภาระทางทหาร
ปัญหาทางการเมือง
ความไม่พอใจภายในสังคม
กระแสชาตินิยม
และการปฏิรูปของกอร์บาชอฟที่เปิดพื้นที่ให้ปัญหาเหล่านี้ปรากฏออกมาอย่างชัดเจน
จากโลกที่เคยถูกแบ่งเป็นสองขั้ว
สหรัฐอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจที่มีอิทธิพลเหนือระบบระหว่างประเทศอย่างเด่นชัดในช่วงหลังปี 1991
แต่การสิ้นสุดของสงครามเย็นไม่ได้หมายความว่ามรดกของมันหายไป
คาบสมุทรเกาหลียังคงถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศ
ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไต้หวันยังคงเป็นประเด็นสำคัญ
และโครงสร้างความมั่นคงในยุโรปตะวันออกยังคงได้รับอิทธิพลจากประวัติศาสตร์หลังสงครามเย็น
แม้แต่เทคโนโลยีที่เราใช้ในโลกปัจจุบันก็ได้รับอิทธิพลจากการแข่งขันในยุคนั้น
ทั้งดาวเทียม เทคโนโลยีอวกาศ คอมพิวเตอร์ และการวิจัยทางทหาร
รวมถึง ARPANET ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์การพัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่นำไปสู่ยุคอินเทอร์เน็ต
---
บทส่งท้าย
สงครามเย็นจึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต
แต่มันคือช่วงเวลาที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก
มันแบ่งประเทศออกเป็นสองขั้ว
ทำให้เกิดสงครามตัวแทนในหลายภูมิภาค
สร้างการแข่งขันด้านอาวุธที่มีพลังทำลายล้างมหาศาล
ส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศ
และทำให้โลกเข้าใกล้สงครามนิวเคลียร์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1962
มนุษยชาติเคยอยู่ห่างจากสงครามนิวเคลียร์เพียงไม่กี่ก้าว
และในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1991
หนึ่งในสองมหาอำนาจของโลกกลับล่มสลายลงโดยแทบไม่มีสงครามโดยตรงระหว่างสองมหาอำนาจเกิดขึ้นเลย
สงครามเย็นจึงจบลง
แต่โลกที่สงครามเย็นสร้างขึ้น
ยังคงทิ้งร่องรอยไว้จนถึงปัจจุบัน
และนี่คือเรื่องราวของ
“สงครามเย็น — จากโลกสองขั้ว สู่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต”

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา