•
14 ต.ค. เวลา 15:49 • ประวัติศาสตร์
อาร์เจนตินา

สงครามฟอล์กลานด์ — 74 วันบนเกาะปลายโลก

เมื่อข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะห่างไกล กลายเป็นสงครามระหว่างอาร์เจนตินากับสหราชอาณาจักร
ลองจินตนาการว่า...
มีหมู่เกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงของมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายหลายพันกิโลเมตร
ไม่มีทรัพยากรที่ดูยิ่งใหญ่จนต้องทำสงครามกัน
ไม่มีประชากรนับล้าน
แต่หมู่เกาะแห่งนี้กลับกลายเป็นจุดชนวนให้กองทัพสองประเทศเดินทางข้ามมหาสมุทร...
เพื่อทำสงครามกันนาน 74 วัน
ฝ่ายหนึ่งคือ
อาร์เจนตินา
ประเทศในอเมริกาใต้ที่เรียกหมู่เกาะนี้ว่า
Islas Malvinas
อีกฝ่ายคือ
สหราชอาณาจักร
ซึ่งเรียกมันว่า
Falkland Islands
ในปี ค.ศ. 1982
ข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยที่ดำเนินมานานหลายทศวรรษ...
กำลังเปลี่ยนจากการเจรจาทางการทูต
เป็นสงครามจริง
และสงครามครั้งนี้...
จะคร่าชีวิตผู้คนเกือบหนึ่งพันคน
เปลี่ยนการเมืองของอาร์เจนตินา
ส่งผลต่อรัฐบาลของมาร์กาเร็ต แทตเชอร์
และกลายเป็นหนึ่งในสงครามทางทะเลและทางอากาศที่สำคัญที่สุดของช่วงปลายศตวรรษที่ 20
นี่คือเรื่องราวของ
Falklands War
หรือ
Guerra de las Malvinas
---
หมู่เกาะที่ทั้งสองประเทศเรียกไม่เหมือนกัน
หมู่เกาะฟอล์กลานด์ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้
ห่างจากชายฝั่งอเมริกาใต้ประมาณ 400 ไมล์
ประกอบด้วยเกาะขนาดใหญ่สองเกาะคือ
East Falkland
และ
West Falkland
รวมถึงเกาะเล็ก ๆ อีกจำนวนมาก
แต่สิ่งที่ทำให้หมู่เกาะแห่งนี้มีความสำคัญ...
ไม่ใช่เพียงตำแหน่งทางภูมิศาสตร์
มันคือคำถามว่า...
ใครมีสิทธิ์ปกครองดินแดนแห่งนี้?
อาร์เจนตินาเรียกหมู่เกาะนี้ว่า
Malvinas
และยืนยันสิทธิ์เหนือหมู่เกาะจากประวัติศาสตร์การสืบทอดอำนาจของสเปนและข้ออ้างด้านอธิปไตยของตน
ขณะที่สหราชอาณาจักรยืนยันการปกครองของตนเหนือหมู่เกาะมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19
ดังนั้น...
นี่ไม่ใช่ข้อพิพาทที่เพิ่งเกิดขึ้นในปี 1982
แต่เป็นความขัดแย้งที่สะสมมานานหลายชั่วอายุคน
---
ก่อนสงคราม — ประเทศที่กำลังเผชิญแรงกดดัน
เมื่อเข้าสู่ปี ค.ศ. 1982
อาร์เจนตินากำลังอยู่ภายใต้รัฐบาลทหาร
ประเทศกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจและแรงกดดันทางการเมือง
ผู้นำประเทศในเวลานั้นคือ
พลเอก Leopoldo Galtieri
รัฐบาลทหารต้องเผชิญความไม่พอใจจากประชาชน
ขณะที่ประเด็นเรื่องหมู่เกาะมัลบีนัสเป็นเรื่องชาตินิยมที่มีความสำคัญต่อสังคมอาร์เจนตินามาอย่างยาวนาน
รัฐบาลจึงตัดสินใจใช้กำลัง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น...
กลับเกินกว่าที่รัฐบาลอาร์เจนตินาคาดการณ์ไว้
---
2 เมษายน 1982 — การบุกยึดหมู่เกาะ
เช้ามืดของวันที่
2 เมษายน ค.ศ. 1982
กองทัพอาร์เจนตินาเปิดปฏิบัติการทางทหาร
Operation Rosario
กำลังทหารเข้ายึดพื้นที่สำคัญของหมู่เกาะ
รวมถึงเมืองหลวง
Port Stanley
กองกำลังอังกฤษบนเกาะมีจำนวนไม่มาก
และในที่สุด...
อาร์เจนตินาก็สามารถเข้าควบคุมหมู่เกาะได้
สำหรับรัฐบาลอาร์เจนตินา...
นี่คือการยึดคืนดินแดนที่ตนเองอ้างสิทธิ์
แต่สำหรับรัฐบาลอังกฤษ...
นี่คือการรุกรานดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของสหราชอาณาจักร
และนายกรัฐมนตรีอังกฤษ
Margaret Thatcher
ตัดสินใจตอบโต้ด้วยกำลังทหาร
---
กองเรือที่เดินทางข้ามมหาสมุทร
ปัญหาคือ...
ฟอล์กลานด์อยู่ไกลจากอังกฤษมาก
กว่า 8,000 ไมล์
หรือประมาณ 13,000 กิโลเมตร
อังกฤษจึงต้องสร้างกองกำลังเฉพาะกิจขนาดใหญ่
British Task Force
ประกอบด้วยเรือรบ
เรือบรรทุกเครื่องบิน
เรือสนับสนุน
เรือขนส่ง
และเรือสินค้าที่ถูกดัดแปลงเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการ
กองกำลังนี้มุ่งหน้าลงใต้
ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
เป้าหมายคือ...
ยึดหมู่เกาะกลับคืน
สำหรับทหารอังกฤษหลายคน...
พวกเขากำลังเดินทางไปยังสนามรบที่อยู่ไกลบ้านที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของอังกฤษ
---
สงครามไม่ได้อยู่แค่บนบก
เมื่อกองเรืออังกฤษเข้าใกล้พื้นที่...
สงครามก็กลายเป็นการต่อสู้สามมิติ
ทะเล
อากาศ
และ
พื้นดิน
ทั้งสองฝ่ายต่างมีจุดแข็งของตัวเอง
อังกฤษมีกองเรือและเรือบรรทุกเครื่องบิน
อาร์เจนตินามีสนามบินบนแผ่นดินใหญ่
ซึ่งทำให้นักบินสามารถโจมตีเรืออังกฤษจากระยะไกลได้
แต่ในทางกลับกัน...
นักบินอาร์เจนตินาต้องเดินทางเป็นระยะทางไกลเพื่อโจมตีเป้าหมาย
และต้องบินกลับไปยังแผ่นดินใหญ่อีกครั้ง
นั่นทำให้เชื้อเพลิงและระยะปฏิบัติการกลายเป็นปัญหาสำคัญ
---
2 พฤษภาคม — General Belgrano
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถกเถียงกันมากที่สุดของสงครามเกิดขึ้นในวันที่
2 พฤษภาคม 1982
เรือดำน้ำนิวเคลียร์ของอังกฤษ
HMS Conqueror
ตรวจพบเรือลาดตระเวนของอาร์เจนตินา
ARA General Belgrano
อังกฤษยิงตอร์ปิโดเข้าใส่
และเรือจมลง
มีทหารอาร์เจนตินาเสียชีวิต 323 นาย
เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างรุนแรง
เพราะเรืออยู่นอกเขต Maritime Exclusion Zone ที่อังกฤษประกาศไว้
รัฐบาลอังกฤษยืนยันว่าเรือยังคงเป็นภัยคุกคามทางทหารและมีสิทธิ์โจมตี
ขณะที่ฝ่ายอาร์เจนตินาและนักวิจารณ์จำนวนหนึ่งโต้แย้งเรื่องความจำเป็นและความชอบธรรมของการโจมตี
แต่ผลทางยุทธศาสตร์มีความชัดเจนอย่างหนึ่ง
หลังจากนั้น...
กองเรือผิวน้ำหลักของอาร์เจนตินาถอนตัวกลับเข้าท่า
ทำให้การต่อสู้ในทะเลเปลี่ยนสมดุลอย่างมาก
---
Exocet — อาวุธที่สร้างความหวาดกลัวให้กองเรืออังกฤษ
แต่ถ้าอังกฤษมีเรือดำน้ำที่ทรงพลัง...
อาร์เจนตินาก็มีอาวุธอีกชนิดหนึ่ง
AM39 Exocet
ขีปนาวุธต่อต้านเรือที่สามารถบินต่ำเหนือผิวน้ำ
และโจมตีเรือรบจากระยะไกล
วันที่ 4 พฤษภาคม
เครื่องบินอาร์เจนตินาโจมตี
HMS Sheffield
ด้วย Exocet
เรือถูกโจมตีและเกิดไฟไหม้อย่างรุนแรง
ในที่สุด Sheffield ก็จมลง
นี่เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า...
แม้กองทัพเรืออังกฤษจะมีเทคโนโลยีและศักยภาพสูง
แต่การควบคุมทะเลในสงครามสมัยใหม่...
ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากการโจมตีทางอากาศ
---
21 พฤษภาคม — San Carlos
หลังจากการต่อสู้ทางทะเลและทางอากาศมาหลายสัปดาห์...
อังกฤษเข้าสู่ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด
การยกพลขึ้นบก
วันที่ 21 พฤษภาคม 1982
กองกำลังอังกฤษขึ้นฝั่งที่
San Carlos Water
การยกพลขึ้นบกเกิดขึ้นท่ามกลางการโจมตีทางอากาศอย่างหนักจากอาร์เจนตินา
เครื่องบินอาร์เจนตินาบินเข้ามาโจมตีเรืออังกฤษซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เรือหลายลำได้รับความเสียหายหรือจม
พื้นที่แห่งนี้จึงได้รับฉายาว่า
“Bomb Alley”
แต่ถึงจะถูกโจมตีอย่างหนัก...
อังกฤษยังสามารถสร้างหัวหาดและนำกำลังขึ้นเกาะได้สำเร็จ
จากจุดนี้...
สงครามกำลังเปลี่ยนรูปแบบ
จากสงครามทางทะเล
กลายเป็น
สงครามภาคพื้นดิน
---
Goose Green — การต่อสู้ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยน
ปลายเดือนพฤษภาคม
กองพันพลร่มอังกฤษ
2 Para
ได้รับภารกิจโจมตีตำแหน่งของอาร์เจนตินาที่
Goose Green
การต่อสู้รุนแรงมาก
อังกฤษมีจำนวนกำลังจำกัด
ขณะที่ฝ่ายอาร์เจนตินามีกำลังมากกว่า
แต่หลังการสู้รบอย่างหนัก...
กองกำลังอาร์เจนตินาจำนวนมากยอมจำนน
ชัยชนะครั้งนี้ช่วยเพิ่มขวัญกำลังใจให้กับกองกำลังอังกฤษ
และทำให้อังกฤษสามารถเดินหน้าสู่เป้าหมายสุดท้ายได้
นั่นคือ...
Port Stanley
---
เดินเท้าสู่เมืองหลวง
หลังจากขึ้นฝั่ง
ทหารอังกฤษจำนวนมากต้องเดินทางข้ามภูมิประเทศที่ยากลำบาก
อากาศหนาว
ลมแรง
พื้นที่ขรุขระ
และการขนส่งยุทโธปกรณ์มีข้อจำกัด
สงครามฟอล์กลานด์จึงไม่ได้เป็นเพียงสงครามของเครื่องบินรบและเรือรบ
แต่ยังเป็นสงครามของทหารราบ
ที่ต้องต่อสู้ในสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย
---
Mount Longdon และแนวเขารอบ Port Stanley
คืนวันที่ 11 มิถุนายน
อังกฤษเริ่มโจมตีแนวป้องกันของอาร์เจนตินารอบ Port Stanley
หนึ่งในสมรภูมิสำคัญคือ
Mount Longdon
และต่อมาคือพื้นที่อย่าง
Wireless Ridge
การรบเกิดขึ้นในเวลากลางคืน
ทหารอังกฤษต้องเคลื่อนตัวขึ้นพื้นที่สูง
ภายใต้การยิงของฝ่ายอาร์เจนตินา
การต่อสู้บางช่วงกลายเป็นการรบระยะประชิด
ทั้งสองฝ่ายได้รับความสูญเสีย
แต่ในที่สุด...
แนวป้องกันของอาร์เจนตินาก็เริ่มพังทลาย
และกองกำลังอังกฤษเข้าใกล้ Port Stanley มากขึ้นเรื่อย ๆ
---
14 มิถุนายน 1982 — สงครามสิ้นสุด
ในวันที่
14 มิถุนายน ค.ศ. 1982
หลังแนวป้องกันรอบ Port Stanley แตกออก
กองกำลังอาร์เจนตินาบนเกาะภายใต้การบังคับบัญชาของ
พลตรี Mario Menéndez
ยอมจำนนต่อกองกำลังอังกฤษ
การสู้รบครั้งใหญ่บนหมู่เกาะจึงสิ้นสุดลง
รวมระยะเวลาตั้งแต่การบุกในเดือนเมษายนจนถึงการยอมจำนนในเดือนมิถุนายน...
ประมาณ 74 วัน
แต่สำหรับผู้คนที่อยู่ในสงคราม...
74 วันนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข
เพราะมีผู้เสียชีวิต 649 นายจากอาร์เจนตินา
255 นายจากสหราชอาณาจักร
และชาวเกาะฟอล์กลานด์ 3 คน
ตามข้อมูลของ Imperial War Museums
สงครามยังทิ้งผู้บาดเจ็บ ผู้พิการ และผลกระทบทางจิตใจไว้กับทหารผ่านศึกของทั้งสองฝ่ายอีกเป็นจำนวนมาก
---
แล้วใครเป็นฝ่ายชนะ?
ในทางทหาร...
อังกฤษยึดหมู่เกาะกลับคืนมาได้
แต่ผลของสงครามไม่ได้จบอยู่แค่ในสนามรบ
เพราะผลกระทบทางการเมืองกลับรุนแรงอย่างมาก
สำหรับรัฐบาลทหารอาร์เจนตินา...
ความพ่ายแพ้ทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล
กัลติเอรีต้องลาออก
และในปี 1983
อาร์เจนตินากลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย
ขณะที่ในอังกฤษ...
ชัยชนะทำให้รัฐบาลของมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ได้รับแรงสนับสนุนทางการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างมาก
และพรรคอนุรักษนิยมชนะการเลือกตั้งทั่วไปในปี 1983
ดังนั้น...
สงคราม 74 วันจึงไม่ได้เปลี่ยนแค่เส้นทางของทหาร
แต่มันเปลี่ยนการเมืองของทั้งสองประเทศ
---
สงครามที่เปลี่ยนการรบทางทะเล
Falklands War ยังกลายเป็นบทเรียนสำคัญของสงครามสมัยใหม่
เพราะมันแสดงให้เห็นว่า...
เรือรบขนาดใหญ่ไม่ได้ปลอดภัยจากขีปนาวุธต่อต้านเรือ
เครื่องบินที่บินต่ำสามารถสร้างความเสียหายมหาศาล
ระบบป้องกันภัยทางอากาศมีความสำคัญอย่างยิ่ง
และเรือบรรทุกเครื่องบินกับเครื่องบินขึ้นลงระยะสั้นอย่าง Sea Harrier สามารถมีบทบาทสำคัญในปฏิบัติการที่อยู่ห่างจากฐานทัพหลายพันกิโลเมตร
ขณะเดียวกัน...
การจมของเรืออย่าง Sheffield และ Atlantic Conveyor ก็แสดงให้เห็นว่า
ในสงครามสมัยใหม่
เรือทุกลำในกองเรือสามารถกลายเป็นเป้าหมายได้
ไม่ว่าจะเป็นเรือรบ
หรือเรือสนับสนุน
---
แล้วข้อพิพาทจบลงหรือยัง?
ไม่
นี่คือส่วนสำคัญมาก
เพราะสงครามสิ้นสุดลงในปี 1982
แต่ข้อพิพาทเรื่องอธิปไตย...
ยังไม่จบ
อาร์เจนตินายังคงเรียกหมู่เกาะว่า
Malvinas
และยังคงอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะผ่านช่องทางทางการทูต
ขณะที่สหราชอาณาจักรยังคงปกครองหมู่เกาะ
และประชาชนบนเกาะก็มีจุดยืนของตนเอง
ในปี 2013
มีการจัดประชามติเรื่องสถานะทางการเมืองของหมู่เกาะ
โดย 99.8% ของผู้ลงคะแนน เลือกให้คงสถานะเป็น British Overseas Territory
ดังนั้น...
ข้อพิพาทฟอล์กลานด์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอังกฤษกับอาร์เจนตินา
แต่ยังเกี่ยวข้องกับคำถามสำคัญอีกข้อหนึ่งว่า...
ประชาชนที่อาศัยอยู่บนดินแดนแห่งนั้นควรมีสิทธิ์กำหนดอนาคตของตัวเองอย่างไร?
และนี่คือประเด็นที่ยังคงถูกถกเถียงในเวทีระหว่างประเทศ
---
บทส่งท้าย
สงครามฟอล์กลานด์กินเวลาเพียง
74 วัน
เมื่อเทียบกับสงครามใหญ่ในประวัติศาสตร์...
มันอาจดูเหมือนช่วงเวลาสั้นมาก
แต่ภายใน 74 วันนั้น...
เรือรบถูกจม
เครื่องบินตก
ทหารหลายร้อยนายเสียชีวิต
ครอบครัวต้องสูญเสียคนที่รัก
และรัฐบาลสองประเทศต้องเผชิญกับผลกระทบทางการเมืองครั้งใหญ่
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น...
เพราะหมู่เกาะเล็ก ๆ กลางมหาสมุทรแอตแลนติกใต้
แต่บางที...
สิ่งที่ทำให้สงครามฟอล์กลานด์น่าสนใจที่สุด
ไม่ใช่แค่คำถามว่า
“ใครชนะสงคราม?”
เพราะคำตอบนั้นชัดเจนในสนามรบ
คำถามที่ยากกว่าคือ...
“ทำไมดินแดนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งจึงมีความหมายมากพอที่จะทำให้สองประเทศยอมส่งคนของตัวเองข้ามมหาสมุทรไปทำสงคราม?”
และตราบใดที่ข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยยังคงอยู่...
เรื่องราวของฟอล์กลานด์
หรือมัลบีนัส
ก็ยังไม่ใช่เพียงเรื่องของสงครามในปี 1982
แต่มันคือเรื่องของ
อำนาจ
อธิปไตย
ชาตินิยม
การเมือง
และสิทธิของผู้คนในการกำหนดอนาคตของดินแดนที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา