เมื่อวาน เวลา 06:49 • สุขภาพ
เรื่องราว ที่ เมื่อเรา นำกายบิดามารดา นำมา กรายพระ สวดมนต์ ปฏิบัติธรรมขึ้นมา ด้วยกายนิ่ง จิตนิ่ง ในการฝึกหัด ก็มีการพูด ต้องการให้พูดคำเหล่านี้ ให้วิญญาณหูบันทึกส่งไปให้จิตเท่านั้น ไม่ได้ให้เอาไปไหนเลยนะ
จิตของข้าพเจ้าอยู่ในเรือนกายของคุณบิดามารดา ก็ต้องการให้หูของเราได็ยิน ส่งลงไป เพื่อให้รู้จักว่าชาติต่อไป ต้องมีกายเป็นมนุษย์ครบอาการสามสิบสอง มาแก้ไขต้วเองให้ หลุดพ้นจาก ต้นตอของอารมณ์กรรม จะดับต้นตอก็คือ อารมณ์
เมื่อดับต้นตอได้ มันไหลมาแต่เหตุ ดับเหตุอันนั้นเราก็ไม่ต้องเกิดอีกแล้ว ต้องการให้พูดคำเหล่านี้ ให้วิญญาณหูบันทึกส่งไปให้จิตเท่านั้น ไม่ได้ให้เอาไปไหนเลยนะ จิตของข้าพเจ้าอยู่ในเรือนกายของคุณบิดามารดา ก็ต้องการให้หูของเราได็ยิน ส่งลงไป เพื่อให้รู้จักว่าชาติต่อไป ต้องมีกายเป็นมนุษย์ครบอาการสามสิบสอง มาแก้ไขต้วเองให้ หลุดพ้นจาก ต้นตอของอารมณ์กรรม จะดับต้นตอก็คือ อารมณ์ เมื่อดับต้นตอได้ มันไหลมาแต่เหตุ ดับเหตุอันนั้นเราก็ไม่ต้องเกิดอีกแล้ว
ครั้งเมื่อ ทำบุญถวาย พระนเรศวรมหาราช
ท่านมาในชุดสีขาว พนมมือเข้ามาอนุโมทนาอยู่ตลอดเวลาที่โยม ได้กล่าวคำอนุโมทนา ถวายต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนั้น เรียบเรียงทั้งหมด ที่มาก็มีทหารทุกองค์ ก็น้อมพนมมือถวายเหมือนกัน แต่ทวยเทพเค้านั่งอนุโมทนาไม่เหมือนกัน นั้นก็ลักษณะของเทพ
แล้วยังมีจิตที่ได้ร่วมอนุโมทนาได้อีกด้วยผลบุญ โอกาสที่จะได้บุญกุศลนี้จากจิตที่บริสุทธิ์เกิดขึ้น ในการกระทำแต่ละครั้ง เค้าก็มีความทุกข์ทุกนามธรรม ดวงจิตเค้าก็มีความภูมิใจ แม้แต่โอปปาติกะที่เดินผ่านไปผ่านมา เค้าก็เห็นแสงรัตนะ ก็ต้องหยุด หยุดเพื่อจะต้องการบุญที่จะเดินทางต่อไป ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ เดินไป ไม่รู้เดินไปทางไหน เดินไปทำไม ไม่มีจุดหมายปลายทางว่าอย่างงั้น เพราะไม่รู้ว่า ที่เดินไป เรื่องอะไรถึงต้องเดิน
ที่จริง..เค้าเดินไปเพราะกรรม กรรมที่นำพาไป ที่เค้าสร้างอยู่เป็นมนุษย์ ที่ยังได้มีโอกาสได้เป็นโอปปาติกะกับเค้า ไม่มีโอกาสที่จะเกิดเป็นมนุษย์ได้เหมือนกัน แต่ก็เดินไปอยู่ในจิตที่มีตัวกระทำอยู่เช่นนั้น ไม่เหมือนมนุษย์หรือเทพที่มีจุดประสงค์หรือเทวดาที่มีจุดประสงค์ ฉันจะไปที่โน้น ฉันจะไปที่นี่ แต่นี่ไม่มีจุดประสงค์
พอเดินไปเดินมาใช้พลังงานเหมือนกัน ก็หมดเรี่ยวหมดแรง ก็จมอยู่ตรงนั้น ไม่สามารถไปไหนได้อีก จนกว่าลูกหลานๆหรือผู้นั้น เอ่ย..ชื่อเค้า..เค้าก็มีโอกาสที่มีบุญก็เดินต่อไป ก็หิวโหยต่อไปอย่างงี้ ใครอยากจะเป็นอย่างงั้น ก็ยังดี ที่ไม่ต้องทุกข์ทรมานเหมือนเป็นเปรตเป็นอสูรกายที่มันมีความลำบาก
ถึงบอกว่าเกิดมา ต้องการบุญ ต้องการบารมี เพื่อจะหนีกรรม แต่เราชาตินี้เราไม่สามารถจะหนีกรรมได้ เมื่อมีโอกาสตรงไหนก็ทำตรงนั้น เค้าเรียกว่า เจอน้ำที่สะอาด ถ้าไม่รีบตัก เราก็จะไปเจอน้ำขี้โคลนเกิดขึ้น แล้วก็เจอน้ำที่ขุ่นมัว เหมือนกับน้ำที่มีแต่ดินโคลน เราก็ต้องกินน้ำดินโคลนสิ่งนั้นเข้าไป ไม่มีโอกาสจะกินน้ำใสได้
แต่พอเกิดเป็นมนุษย์ รู้จักวิธีน้ำที่เป็นโคลน ทำให้ใสสะอาดขึ้น ให้ดินโคลนนั้น ลงไปอยู่ใต้น้ำ เราก็สามารถตักน้ำที่สะอาดกินได้ แต่ก็ไม่บริสุทธิ์เหมือนกับ ผู้ที่มีปัญญารู้จักสถานที่ ที่น้ำบริสุทธิ์..ที่เราดื่มกิน แล้วจะมีความบริสุทธิ์ มันชื่นใจอยู่ลงไปที่จิต จิตเมื่อชื่นใจก็มีปัญญารู้เรื่องราวต่างๆเกิดขึ้น
เดี๋ยวว่างมาเขียนต่อ
เรื่องราว ก้าวแรกที่ จะไปเรียนรู้จัก เรื่องราวต่างนั้น มันต้องเริ่มต้นมาจากการนำกายบิดามารดา มากรายพระสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม หากชาตินี้ หรือ ชาติก่อน ไม่เคยทำ ไม่เคยฝ฿กหัดมา มันก็ .ไม่สามารถ ที่จะใช้กายบิดามารดา ที่จิตอาศัย มาเรื่อนรู้จักเรื่องราวต่างๆต่อไปได้
คราวนี้ มันก็มีจิตที่เคยสะสมบุญกุศลมา เค้าก็สามารถ มาต้่อ เอาจิตมาสร้างบุญขึ้นมาได้
เมื่อได้นำเรือนกายของคุณบิดามารดาที่น้อมนำมาสร้างบุญสร้างกุศล ก็ต้องสร้างบารมีให้แก่จิตของเราด้วย คือ เราสร้างเรื่องราวของกายให้กับคุยบิดามารดา ที่เราอาศัยอยู่ ตอบแทนคุณของกาย แล้วจิตเราอยู่ในเรือนกายที่เป็นบุญกุศล จิตเราก็สามารถที่จะสร้างบารมีให้แก่จิตของเราที่จะนำพา สังขารไปในวันข้างหน้า
ทุกคนไม่รู้จักคำว่าเกิดแกเจ็บตาย เกิดมาแล้ว ต้องแก่เจ็บตาย เมื่อตายแล้วก็ต้องเกิดใหม่ เกิดมาแล้ว มีกายบุญ กายของมนุษย์ไหม ถ้าไม่มี ก็ไม่มีโอกาสได้กายมนุษยผ์ต่อไปในวันข้างหน้า แล้วกายมนุษย์นี้หายากหาเย็นเหลือเกิน เพราะต้องสร้างบุญสร้างกุศลบารมีเกิดขึ้น ถ้าเกิดมาแล้วพลัดพรากไป อยู่ที่ทางสัตว์ต่างๆ หมูหมาเป็ดไก่อย่างนี้ วัวช้างอะไรต่างๆหรือไส้เดือนกิ้งกือไปจะทำยังไงถึงตอนนั้น กว่าจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีก แล้วเป็นมนุษย์ที่พบอาการ สามสิบสองก็ยากเย็นเข็ญใจ
เพราะฉะนั้นรู้แล้วว่าการสร้างบุญสร้างทานนี้ มีประวัติอยู่แล้วองค์พระเวสสันดรท่านทำมา มนุษย์สมัยนี้เค้าก็ไม่เชื่อว่าเราเวสสันดรมีจริง เค้าอุปโลกน์ขึ้นมา แต่งเป็นนิทานขึ้นมาบ้าง แม้แต่องค์พระสิทธัตถะ เค้านึกว่าเป็นนิทาน
เรื่องราวต่างๆ มนุษย์ก็เลยเกิดมาขอให้ข้าพเจ้ามีเงินมีทองมียศฐาบรรดาศักดิ์ มีบ้านใหญ่ๆ มีที่ไร่ที่นาวัวควาย บริวารต่างๆทรัพย์สินเงินทองนี้ เป็นเรื่องที่ทุกคนยึดอยู่อย่างนั้น แต่ไม่คิดว่าคนที่เกิดมา กระแว้ๆ ไม่กี่วันก็ตายแล้ว บางทีเกิดมาเป็นหนุ่มเป็นสาวก็ตายแล้ว แก่เฒ่าก็ตายแล้ว แล้วมันเกิดมาได้อย่างไรมนุษย์
ที่นำลงค่อนข้างยาวหน่อย นั่น ก็เรื่องราว ที่ว่า จิตมาอาศัยกาย บิดามารดา เมื่อเรามีการสร้างบุญกุศลมาตลอด ที่ว่าทำกายกรรม ให้เกิดเป็นกายบุญ จิตนั้นต้องมีความขันติอดทน ค่อยแนกเรื่องราว ของ กายอารมณ์จิตได้ แล้วก็จิตนั้น มีขันติเป็นบารมีเกิดขึ้น เมื่อร่างกายเจ็บป่วย .เรานั่น มีพระที่นับถือ ท่านทำให้ดู ยามเจ็บป่วย ทำอย่างไร พระกัสสปะ ที่สังาขาร แก่เฃฒ่าชร ท่านก็คลานจงกรม จนหัวเข่า แข้งขา กระดูกโผล่ออกมา ท่านกาไป เพร่ะอยากรู้จัก ถึงที่สุขของทุกข์นั้นเป็นอย่างไร
คราวนี้ ก็มาเรื่องหลวงปู่พระชีวกโกมาภัจจ์ ท่านบอกว่า ยาที่วิเศษที่สุด คือนาเม็ดสี่ขนนาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อถึงคราวเจ็บป่วย ที่ว่า เป็นมะเร็ง เรากอาศัยการเดินจงกรม ก็พยายามรวบรวม กายนิ่ง จิตนิ่ง พอจิตเรานิ่ง .ก็ปรากฎ เป็นพาพคนเดืนเจ้ามา เจ้าเรรมนายเวร ที่เราไปทำเค้าเจ็บตายบ้าง เราก็ปฏิบัติธรรมมาเรื่อย เจ้ากรรมนายเวร ก็มาปรากฏ เมื่อเค้ามาปรากฏ เราก็ทำบุญ เจาะจงไปให้เค้า
คราวนี้ ทำอย่างไรจะให้เจ้ากรรมนายเวร ได้รับบุญ มีการอโหสิกรรม เราก็ทำบุญถวายพระพุทธเจ้า มีแสงรัตนะเกิดขึ้น ส่องมาที่จิต เราก็อาศัยแสงธรรม หนุนนำธาตุนะโม กระจายบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร
การที่กายป่วย จิตไม่ป่วยไปตามกาย มันมีเรื่องราว กำลังของจิต ที่วาง ปล่อยวางอารมณ์ ความเจ็บปวด ตัวเจ็บตัวปวด ก็เป็นอารมณ์ .เราก็ไม่ไปยึดอารมณ์เจ็บปวดที่เกิดขึ้น
คราวนี้ คนเรามันไม่ได้เกิดมาชาตินี้ ชาติเดียว มันเกิดมานับชาติไม่ได้ เกิดแต่ละชาติ ก็สร้างเวรกรรมมา ก็ได้แต่อาศัย การสวดมนต์ปฏิบัติธรรม ขึ้นมา ที่ว่า สร้างกายให้เป็นบุญ กีจิตมีธรรม คือ มัแสงรัตนะ ช่วยส่องมาที่จิต เราก็จะมองเหนช่องทางที่จะปลกเปลื้อง ทุกข์ .กายป่วย ก็เป็นกายทุกข เราก็มาทำให้กายนี้เป็นบุญเกิดขึ้น
เรื่องราวจิตมาอาศัยกาย ที่แก่เฒ่าชรา มันเป็นเรื่องราวของทุกข์ทั้งนั้น เราก็นำกายนี้มาเรียจัก ฝึกหัดทำตั้งแต่อายุน้อยๆ ยิ่งดี ให้กายมีบุญ .จิตเข้มแข็งต่ออารมณ์นึกคิด ยิ่งทำจิตได้ เอกัคคตาจิต .เราก็จะรู้จัก กรรม รู้จักบุญ ได้ชัดเจนขึ้น
คราวนี้ ถึงคราวที่ว่า กายแก่ มันมาถึง กายเจ็บป่วย มันเกิดขึ้นที่กาย การที่ว่าทกมอว่า เป็นมะเร็ง เราก็ไม่ไปให้หมอรักษา เราก็อาศัยนำกายนี้มา สร้างบุญกุศล กายที่มัน ที่ว่า เป็นมะเร็ง ทางเดินปัสสาวะ ไม่อยากเล่าให้ฟัง .ที่ว่า มันมีเลือดออกมาเป็นอย่างไร มีความเจ็บปวดเป็นอย่างไร เราก็นำกายนี้ มาปฏิบัติธรรม
หากว่า ในขณะที่เลือดออกมา เป็นลิ่มๆ เป็นก้อนๆ เป็นเหมือนบีบยาสีฟันเรา เวลาปัสสาวะ ยืนหัวสันหัวคอน หัวผโขกกำแพวไปหาหมอ หากเราทำตามหมอ เร่าก็ไม่สามารถนำกายนี้ มาสร้างบุญกุศลได้ ก็อาศัยคำว่า ขันติ ความเพียร ในการสร้างบุญกุศล ก็มีหลายครั้ง เกือบถอดใจ พระมันเต็บ กลัวตาย แต่นั่น ความดื้อรั้นของเรา ที่ไม่ทำตาม คนที่แนะนำ เราให้ไปหาหมอ .เราก็ได้เรียนรู้ แล้วก็ไม่มีมีใครรู้หรอกว่า เรานั้นเป็นมะเร็ง .
คราวนี้ เรื่องราวของการเจ็บป่วย เมื่อมันเกิดขึ้น ที่ว่า ปล่อยวาง นำกายนี้มา ปฏิบัติธรรมขึ้น มันคงเป็นงาน ที่ยากลำบากสำหรับจิตทุกดวง ที่อาศัยในกายมนุษย์ ที่กายนี้ เดินไปแก่เจ็บเกิดขึ้น
เราลองดูก็ได้ นำกายมานั่งพับเพียบ ทำตัวนอบน้อมน้อมไปหาพระ อยู่ในองค์สมาธิ ภาวนา พุทโธ สองคำ นั่งกายนิ่ง จิตนิ่ง ตัวตั้งตรง จิตมีสติอนู่ที่ลมเข้าออก ทำสักครึ่งชั่วโมง อย่าขยับเขยื้อน เจ็บปวดอย่างไร ก็ไม่ขยับเขยื้อน มดกัด ยุงกัด ไม่ขยับเขยื้อน . ให้มีสติ ขันติ อยู่บมหายใจเจ้าออก . เจ็บปวดอย่างไรก็อย่ายึด ปล่อยวาง ให้กายนิ่ง จิตนิ่ง สักครึ่งชั่วโมง ห่กเราทำได้ ก็จะเกิดคำว่าขันติเกิดขึ้น
ทำไม เราต้องนอบน้อม ทำจิตไปหาพระ พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์ อรหันต์สาวกขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสรวล พระโมคคัลลา พระสารีบุตรพระอานนท์ ที่จิตท่านบริสุทธิ์ ท่านทิ้งวัตถุ ทิ้งความยึดถือต่างหมดสิ้น จิตท่านบริสุทธิ์ มีแสงรัตนะ การกราบ นอบน้อมด้วย จิต ก็มีเรื่องราวของแสงรัตนะมา ส่องมา ต้องทำกายให้นิ่งจิตนิ่ง ไม่อารมณ์ ไม่ตัวอยาก ไม่มีอารมณ์นึกคิด.นั่นคือ การกราบด้วยจิต ที่ว่า จิตของข้าพเจ้า อาศัยอยู่ในเรือนกายของคุณบิดามารดาข้าพเจ้านำกายบิดามารดามากราบพระ กายนี้เป็นที่ให้จิตอาศัยชั่วขณะหนึ่ง
โฆษณา