มีบัญชีอยู่แล้ว?
Book Review By Kakommz : START WITH WHY ทำไมต้องเริ่มด้วย "ทำไม"
สวัสดี​ผู้อ่านที่น่ารักทุกคนด้วยนะครับ ผม Kakommz​ ในวันนี้ผมก็จะมาแนะนำหนังสือที่ดีเยี่ยมอีกเช่นเคยครับ
แต่ก่อนอื่นต้องถามผู้อ่านทุกท่านก่อนว่า "ทำไม" ทุกท่าน ถึงได้อ่านบทความนี้ครับ?
คำตอบ อาจเป็นไปได้หลากหลายสิ่งอย่างครับ ไม่ว่าจะเป็น ความบังเอิญกดเข้ามาอ่านก็ดี อยากเข้ามาอ่านรีวิวของผม Kakommz​ ก็ดี หรือ อยากดูรีวิวก่อนตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้ก็ดี
ทุกสิ่งที่ผมกล่าวไป ล้วนเกิดมาจากการเริ่มต้นด้วยคำว่า "ทำไม" ทั้งสิ้นครับ เพราะเมื่อคำว่า ทำไม เกิดขึ้น จุดมุ่งหมาย​ต่อสิ่งที่ทำก็จะตามมาครับ และนี่คือสิ่งที่คุณ Simon Sinek ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ต้องการจะสื่อ หากแต่เนื้อหาในหนังสือ ยังมีการอธิบายเนื้อหาเพิ่มเติมได้อย่าง​ลึกซึ้ง​และกระจ่างมากขึ้น โดยผม ขออนุญาต​หยิบยกเนื้อหาบางส่วน มาบอกเล่าให้กับผู้อ่านที่น่ารักทุกท่านได้รับชมพร้อมกัน ณ บัดนี้​ครับ
ส่วนที่ 1 โลกที่ไม่ได้เริ่มต้นจากการ​ถามว่า "ทำไม"
ตัวอย่าง​จากหน้าที่ 37-44
Cr. : https://pixabay.com/th/illustrations/%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%87%e0%b8%84-%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99-163497/
ในส่วนนี้ ผมขอหยิบยกตัวอย่างจากการใช้ "สิ่งล่อใจ" ครับ ที่คุณ Sinek ได้อธิบายว่า ทำไมองค์กรบางแห่งถึงใช้สิ่งล่อใจ เพราะการใช้สิ่งล่อใจ สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนและทำให้​บริษัท​ประสบความสำเร็จได้จริง แต่ทุกอย่างย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ ซึ่งข้อเสียหลักๆ ในการใช้สิ่งล่อใจ​ คือ มันสร้างความจงรักภักดี​ไม่ได้ ฉะนั้น ถ้าหากองค์กร​ของคุณกำลังเริ่มใช้สิ่งล่อใจในการทำสิ่งต่างๆ แล้วละก็ สิ่งที่เรียกว่า "ความจงรักภักดี" อาจไม่เกิดขึ้นหรือที่เลวร้ายที่สุด ความจงรักภักดี​อาจหายไปจากองค์กร​ก็เป็นได้ครับ
ดังนั้น เราจะต้องมี "ทางเลือกอื่น" ที่ดีกว่านี้ ในการสร้างองค์กรหรือตัวของทุกคน ให้ดีมากขึ้น
ส่วนที่ 2 ทางเลือก​อื่น
ตัวอย่างจากหน้าที่​ 47-61
Cr. : https://pixabay.com/th/illustrations/%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a8%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%87-%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%a3-%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94-4116438/
ในส่วนนี้ คุณ Sinek ได้เริ่มอธิบายถึงใจความสำคัญของหนังสือเล่มนี้ครับ นั่นคือการอธิบายการเริ่มต้นของคำว่า "ทำไม" ด้วยหลักการ​ของ วงแหวนทองคำ (The Golden Circle) โดยก่อนที่จะศึกษา​วิธีนำไปใช้ ต้องอธิบายความหมายของแต่ละคำในวงแหวนก่อน ว่ามีอะไรบ้าง โดยไล่จากวงนอกสุดไปหาวงในสุดครับ
อะไร : ทุกองค์กร​ในโลกล้วนรู้ว่าตัวเองทำอะไร ไม่ว่าพวกเขาจะมีขนาดเล็ก​หรือ​ขนาดใหญ่​หรืออยู่ในแวดวงใด ทุกคนสามารถ​อธิบายได้ว่าสินค้า​หรือบริการของตัวเองคือสิ่งใด รวมทั้งบอกได้ว่าพวกเขามีหน้าที่อะไรในองค์กรนั้น นี่เป็นสิ่งที่พูดออกมาได้ไม่ยาก
อย่างไร : องค์กร​บางแห่งหรือคนบางคนรู้ว่าจะทำสิ่งที่ทำอยู่อย่างไร ไม่ว่าคุณจะเรียกมันว่า "การนำเสนอคุณค่าที่แตกต่าง" "กระบวนการเฉพาะตัว" หรือ "จุดขายอันเป็นเอกลักษณ์" ก็ตาม คำว่าอย่างไรมักมีไว้เพื่ออธิบายว่าคุณแตกต่างหรือดีกว่าคนอื่นตรงไหน นี่เป็นองค์ประกอบ​ที่ไม่ชัดเจนเท่ากับคำว่าอะไร หลายคนคิดว่ามันเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่าง​หรือช่วยสร้างแรงบันดาลใจ​ได้ แต่ความจริง​แล้วยังมีอีกอย่างที่ขาดหายไป
นั่นคือ...
ทำไม : มีคนเพียงไม่กี่คนหรือองค์กร​ไม่กี่แห่งเท่านั้นที่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าทำไมพวกเขาถึงทำสิ่งที่ทำอยู่ ​คำว่าทำไมในที่นี้ไม่ใช่เรื่องของการหาเงินหรือหาเลี้ยงชีพ นั่นเป็นผลลัพธ์​ต่างหาก คำว่าทำไมในที่นี้หมายถึงจุดมุ่งหมาย เจตนารมณ์​หรือความเชื่อของคุณ ทำไมองค์กรของคุณจึงดำรงอยู่ ทำไมคุณถึงลุกจากเตียงทุกเช้า และทำไมคนอื่นถึงต้องใส่ใจในสิ่งที่คุณทำ
จะเห็นได้ว่า คุณ Sinek ได้ให้แง่คิดของคำว่า "ทำไม" ที่คนส่วนใหญ่อาจมองข้ามไป เพราะในหลายครั้ง เราอาจนำเสนอสิ่งที่เราทำลงไปและพยายามอธิบายอย่างเต็มที่ว่า เราทำอะไรลงไปให้ทุกคนได้รับรู้ แต่ก็น้อยคนนักที่จะบอกเล่าว่า เราทำสิ่งนั้นไปทำไม ฉะนั้น คำว่าทำไมในที่นี้ หมายถึง​ "จุดมุ่งหมาย" ที่เราทุกคนควรที่จะนำเสนอ ถ้าหากเราอยากบอกกล่าวสิ่งใดก็ตามให้ผู้อื่นได้รับรู้ เพราะเมื่อทุกคนได้รับรู้จุดมุ่งหมายที่เราทำ ความไว้เนื้อเชื่อใจและความสำเร็จ​ ก็จะเกิดขึ้นไปโดยปริยาย ไม่ใช่เพียงความอยากรู้อยากเห็นชั่วข้ามคืนที่อาจหายไปได้ทุกเมื่อ นั่นเอง
ส่วนที่​ 3 ผู้นำต้องมีผู้ตาม​
ตัวอย่าง​จากหน้าที่ 116-119
Cr. : https://pixabay.com/th/photos/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%89%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%94-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-1813731/
จากที่กล่าวไปในส่วนที่แล้วครับว่า ความไว้เนื้อเชื่อใจและความสำเร็จ​ ก็จะเกิดขึ้นไปโดยปริยาย​เมื่อเรามีจุดมุ่งหมาย ดังนั้นในส่วนที่ 3 นี้ ผมจึงขอหยิบ​ยกตัวอย่างของ แซมมวล เพียร์พอนต์ แลงลีย์ และพี่น้องตระกูลไรต์ ผู้ทึ่มีความพยายามในการสร้างเครื่องบินเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์​กลับต่างกันราวฟ้ากับเหว
พี่น้องตระกูลไรต์ เป็นที่รู้จักกันอย่างดีไปทั่วโลกว่า เขาสามารถสร้างเครื่องบินที่สามารถทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าได้สำเร็จ​ ในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1903 ด้วยความเร็วในการบินเท่ากับคนวิ่งนาน 59 วินาทีที่ความสูง 36 เมตร และนับได้ว่าเป็นก้าวแรกที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ไปตลอดกาล
ขณะเดียวกัน แลงลีย์ ผู้ที่มีความพยายาม มีความกระตือรือร้น​ มีวินัยในการทำงานสูง และมีวิธีคิดทางวิทยาศาสตร์​เหมือนกันกับพี่น้องตระกูลไรต์ แต่สิ่งหนึ่งที่พี่น้องตระกูล​ไรต์มีแต่แลงลีย์ไม่มี คือ แรงบันดาลใจครับ เพราะพี่น้องตระกูลไรต์เริ่มต้นจากคำว่า "ทำไม" มีจุดมุ่งหมายในการสร้างเครื่องบินที่ยิ่งใหญ่และพร้อมปลุกเร้าจิตวิญญาณ​ของผู้คนรอบกาย ขณะที่แลงลีย์มีแรงผลักดันเป็นชื่อเสียงและความร่ำรวยเท่านั้น นั่นจึงทำให้พี่น้องตระกูลไรต์ ประสบความสำเร็จ แต่แลงลีย์ไม่สามารถทำมันได้นั่นเองครับ
ส่วนที่​ 4 หาแนวร่วม​
ตัวอย่างจากหน้าที่ 183-188
Cr. : https://pixabay.com/th/photos/%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%a5-%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b9%8a%e0%b8%b0-1868496/
ในส่วนนี้ ผมจึงขออนุญาต​หยิบยกตัวอย่างในหนังสือจากเรื่องของ แอปเปิล ครับ อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีว่าแอปเปิลได้ครองใจผู้คนเกือบทั่วทั้งโลก และพร้อมซื้อผลิตภัณฑ์​ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแอปเปิล ไม่ว่าจะเป็น ไอโฟน ไอแพด ฯลฯ ทั้งที่ในบางครั้ง เราอาจรู้ดีว่า ประสิทธิภาพ​ที่เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์​จากแหล่งอื่น ก็อาจไม่ต่างกันหรือดีกว่าด้วยซ้ำ แต่เพราะเหตุใด แอปเปิล​ถึงครองใจทุกคน นั่นก็เพราะว่าแอปเปิลเริ่มต้นจากคำว่า "ทำไม" และพวกเขามีจุดมุ่งหมายครับ
โดยจะเห็นได้จากโฆษณาหนึ่งของแอปเปิล ในชุด "คิดต่าง" ที่นำเสนอเรื่องราวของคนคนหนึ่งที่คิดต่าง ไม่ใช่กลุ่มคน ไม่ว่าจะเป็นปาโบล ปิกัสโซ มาร์ธา เกรแฮม จิม เฮนสัน หรืออัลเฟรต ฮิตช์ค็อก และจะสังเกตได้ว่าบริษัทไม่ได้พยายามเชื่อมโยงตัวเอง​เข้ากับคนดังที่หัวขบถเลย แต่แอปเปิลเลือกคนเหล่านั้นเพราะพวกเขาสะท้อน​ความเชื่อของบริษัทออกมาต่างหาก พวกเขาสร้างสรรค์​โฆษณา​โดยคำนึงถึงจุดมุ่งหมาย​ของบริษัทเป็นอันดับแรก และแอปเปิลก็สื่อสารให้ผู้ชมทุกคนได้รับรู้ด้วย ซึ่งสะท้อนเหตุผลของบริษัทที่ดำรงอยู่อย่างชัดเจนครับ
ส่วนที่ 5 ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือความสำเร็จ​
ตัวอย่างจาก​หน้าที่ 205-242
Cr. : https://pixabay.com/th/photos/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%88-%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%99-828883/
ขณะที่แอปเปิล ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย เพราะพวกเขารู้จุดมุ่งหมาย (ทำไม) ของตัวเอง วอล-มาร์ต กลับไปสู่เส้นทางที่ตรงกันข้าม คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับ วอล-มาร์ต กันแน่?
คำตอบ ก็ไม่ได้ซับซ้อน​ครับ เพราะวอล-มาร์ต หลงลืมจุดมุ่งหมาย​ (ทำไม) ของตัวเองนั่นเอง​
โดยเจตนารมณ์​ของวอล-มาร์ต เริ่มต้นจาก คุณ แซม วอลตัน ผู้ก่อตั้งวอล์-มาร์ตครับ ในแรกเริ่ม วอลตันมีความเชื่อว่า ถ้าเขาดูแลคน คนก็จะดูแล​เขาเอง ยิ่งวอล-มาร์ตมอบสิ่งดีดีให้กับพนักงาน ​ลูกค้ามากเท่าใด อีกฝ่ายก็จะตอบกลับมามากเท่านั้น นั่นจึงทำให้ในช่วงที่ แซม วอลตัน ยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้ดูแลอยู่ เป็นจุดที่สูงสุดของวอล-มาร์ตเลยก็ว่าได้ครับ แต่หลังจากที่ แซม วอลตัน เสียชีวิตลงในเวลา 8 โมงเช้าของวันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 1992 ด้วยโรคมะเร็งในไขกระดูก วอล-มาร์ตก็ได้สูญเสียจุดมุ่งหมายของตัวเองไปเช่นกัน เพราะหลังจากนั้น ผู้ที่สืบทอดตำแหน่งหลายท่าน ไม่ได้รับรู้อย่างลึกซึ้งจากเจตนารมณ์​ของวอลตัน หากแต่พยายามแทนที่เจตนารมณ์​ของตัวเอง ซึ่งจะทำให้วอล-มาร์ตที่ วอลตัน สร้างขึ้น มีจุดมุ่งหมายที่เปลี่ยนไป และนั่นทำให้ วอล-มาร์ต ไม่สามารถกลับมาเป็นดั่งเดิมได้ครับ
ส่วนที่ 6 โลกที่เริ่มต้น​จาก​การถามว่า "ทำไม"
Cr. : https://pixabay.com/th/illustrations/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b3-%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%95-1432955/
ในส่วนสุดท้ายนี้ ผมขออนุญาต​เชิญชวน​ผู้อ่านที่น่ารัก ค้นหาจุดมุ่งหมาย (ทำไม) ของตัวเองให้เจอครับ และอย่าหลงลืมมันไปตลอดชีวิต​ของทุกคน เพราะเมื่อทุกคนมีจุดมุ่งหมายที่แน่ชัด และสามารถ​อธิบายให้ผู้คนรับฟังได้อย่างเข้าใจได้ ความไว้เนื้อเชื่อใจ​ การได้รับการยอมรับ และความสำเร็จ จะเข้ามาหาทุกคนได้ในไม่ช้าก็เร็วแน่นอนครับ
สุดท้ายนี้ ผม Kakommz​ ต้องขอตัวลาไปก่อน ขอให้ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน ค้นหาจุดมุ่งหมาย​ของทุกท่านให้พบ เพราะการเริ่มต้นจากการถามว่า "ทำไม" จะทำให้เป้าหมายและความสำเร็จเข้าหาตัวของคุณได้อย่างรวดเร็วขึ้นแน่นอน สำหรับวันนี้ สวัสดี​ครับ
About Fact
ชื่อหนังสือ : START WITH WHY ทำไมต้องเริ่มด้วย "ทำไม"
ผู้เขียน : Simon Sinek
ผู้แปล : วิญญู​ กิ่งหิรัญ​วัฒนา​
ราคา : 260 บาท
หมวด​หมู่​ : ธุรกิจ​
สำนักพิมพ์ : วีเลิร์น​
Cr. : ภาพถ่ายโดยผู้เขียน
ภาพ​หน้าปกโดยผู้เขียน​
บทความ​ Book Review อื่นๆ​ ที่น่าสนใจ​ของผู้เขียน
- Book Review By Kakommz : SUPER LEVEL กลยุทธ์​สร้างความต่างขั้นเทพ
- Book Review By Kakommz : นี่เราใช้ชีวิตยากเกินไปหรือเปล่านะ
- Book Review By Kakommz : ช่างหัวคุณสิครับ! IGNORE EVERYBODY
- Book Review By Kakommz : คนทำงานเร็วทำอะไร​ตอนที่​เรา​ไม่เห็น
- Book Review By Kakommz : SUPER PRODUCTIVE
- Book Review By Kakommz : เป็นเรา​คือ​พิเศษ
- Book Review By Kakommz : รื้อ​ สร้าง​ ต่าง​ โต​ REINVENT
- Book Review : Future Mindset เมื่อวิธี​คิดที่คุณมี​ ใช้กับงานในวันพรุ่งนี้​ไม่ได้
- Review Book​​ : โลกนี้สอนให้รู้ว่า...
- Review Book :​ Speech Secret เทคนิค​การพูด เพื่อความส​ำ​เร็จ​ก้าวหน้า
ช่วง​ แอบขายของ​ ของ​ Kakommz
สามารถร่วมอุดหนุน​และเป็นเจ้าของ​สติกเกอร์​ไลน์​สุดน่ารัก​
[Komjung The Series 1] ได้แล้วตั้งแต่​วันนี้​ที่
สามารถติดตาม Kakommz​ ได้ที่
    เรียนภาษาญี่ปุ่นจากอาหาร ฯลฯ
    ขอบคุณสำหรับรีวิวนะคะ คำว่าทำไมมีประโยชน์มากมายอย่างนี้เอง☺️
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      📌เสียงดัง "กร๊อบ...แกร๊บ" ที่ดังลั่นออกมาจากกระดูกของเรา ในขณะที่กำลังออกกำลังกาย หรือว่าขณะที่เราขยับร่างกายเพื่อเปลี่ยนท่าทาง เราก็มักจะได้ยินเสียงกระดูกลั่นออกมาบ่อยๆ ในช่วงแรกๆ อาจจะแค่สร้างความงุนงงให้เราเล็กน้อย บางคนไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก แต่พอนานวันเข้าก็เริ่มทำให้เรารู้สึกวิตกกังวลไปได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นปัญหาขึ้นกับข้อกระดูกของเรารึป่าว วันนี้ผมมีคำตอบมาให้ทุกคนครับ 📌สาเหตุของเสียงกระดูกลั่น : แพทย์ในโรงพยาบาลบอกว่ามาจากหลากหลายปัจจัย แต่ก็มีที่มาของเสียงหลักๆ ดังนี้ ❗การแตกตัวของฟองก๊าซในข้อต่ออ่อน เมื่อเรายืดเหยียดไปโดนก็จะจะมีเสียงออกมา เช่น ตอนหักนิ้วจะมีเสียงดัง 'เป๊าะ' ❗การขยับร่างกายในขณะที่เส้นเอ็นเรายังตึงอยู่ก็ทำให้เกิดเสียงได้ เช่น ตอนเราบิดขี้เกียจหลังตื่นนอนก็มักจะมีเสียงดังเหมือนกระดูกลั่นเช่นกัน ❗การเสื่อมของข้อกระดูก หรือผิวกระดูกที่ขรุขระ เมื่อเราขยับ กระดูกเกิดการเสียดสีจึงทำให้เกิดเสียงได้เช่นกัน แต่ไม่ต้องกังวลเสียงเหล่านี้ถ้าไม่ได้เกิดพร้อมอาการเจ็บ หรือปวดก็ไม่ได้เป็นอัตรายแต่อย่างใด
      3 เคล็ดลับพลังงานแห่งชีวิต แม่เหล็กดึงดูดความสำเร็จภายในตัวคุณ ชีวิตของเราทุกคนล้วนแล้วอยู่ภายใต้พลังชีวิต เมื่อไรคุณมีพลังชีวิต คุณย่อมทำอะไรสำเร็จได้ง่ายและเร็ว คุณจะเป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดความสำเร็จ รับความโชคดีตลอดกาล คุณเป็นผู้ลิขิตโชคชะตาเองได้ด้วยพลังแห่งชีวิต
      จีนสั่งยกเลิกเที่ยวบินหลายร้อยเที่ยวทันที เจอโควิดหวนระบาดรอบใหม่ จีนเผชิญโควิดหวนกลับมาระบาดรอบใหม่ สั่งยกเลิกเที่ยวบินหลายร้อยเที่ยว ปิดโรงเรียนทันที หลังสองสามีภรรยาสูงวัยติดโควิด-19 เดินทางท่องเที่ยวไปหลายมณฑล
      "ระลึกชาติ" " ... เจ้าชายสิทธัตถะในคืนที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ตอนหัวค่ำท่านระลึกชาติไป ท่านอยากรู้ต้นเหตุของชีวิตมันอยู่ที่ไหน ระลึกไป ผ่านวันผ่านเวลาไปมากมาย ไม่มีอะไร ดูไปแล้วไม่มีจุดตั้งต้น หาจุดตั้งต้นไม่เจอ แล้วพบอย่างหนึ่ง สิ่งที่มีอยู่มันคือทุกข์ทั้งนั้นเลย มีแต่ของไม่เที่ยง มีแต่ของเป็นทุกข์ มีแต่ของที่บังคับไม่ได้
      ดูทั้งหมด