13 มิ.ย. 2022 เวลา 05:31 • หนังสือ
#69 CWG. 4️⃣ — บทที่ 1️⃣8️⃣ (ตอนที่ 2) : การแบ่งปันทุกสิ่งกับทุกคน จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเธอตระหนักได้แล้วว่า “ชีวิตนั้นจะดำรงอยู่ไปชั่วนิรันดร์”
▪️ผู้แปล : แอดมิน
{🔸ซึ่งผมอาจนำคำแปลบางส่วน ของคุณซิม จากเพจ Books for Life มาใช้ด้วยครับ ก็ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ที่ทำให้งานแปลมันสมบูรณ์ขึ้นครับ 🙏 นี่เป็นงานแปลที่ผมตั้งใจแปลมาก ๆ หากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ทีนี้ด้วยครับ🔸}
Q : Those are sweeping statements. How does any collective—even if it is a gathering or grouping of Highly Evolved Beings from Another Dimension—live without some code of conduct that regulates its behavior?
นีล : คำกล่าวของ สวส. ถึงการไม่ยอมรับหลักการหรือคติความเชื่อของพวกเราทั้ง 3 ข้อนั้น มันลบล้างความเชื่อทางวัฒนธรรมของพวกเราอย่างสิ้นเชิงเลยนะครับ
มันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่การอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มแบบใดๆก็ตาม (ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่) —แม้จะเป็นการรวมตัวหรือการรวมกลุ่มของ สวส. จากอีกมิติหนึ่งเองก็เถอะ— จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้โดยปราศจากหลักการทางศีลธรรมหรือจริยธรรมบางอย่างที่เอาไว้ควบคุมพฤติกรรมของผู้คนในสังคม❓
And how do the members of such a collective live without ever experiencing that there is “not enough,” especially if they never have anything they can call their own?
และจะเป็นไปได้อย่างไรที่สมาชิกของกลุ่มดังกล่าวมีชีวิตอยู่โดยที่ไม่เคยมีประสบการณ์ถึง “ความขาดแคลน หรือ ความมีไม่พอ” เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพวกเขาไม่เคยครอบครองหรือมีอะไรที่เรียกว่าเป็นของตนเอง❓
A : Let’s look at the second part of that question first.
พระเจ้า : เรามาดูส่วนที่ 2 ของคำถามนี้กันก่อน
There is always “enough” of anything you think you need to survive when you know that you can’t not survive.
ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่เธอคิดว่ามีความจำเป็นต่อการมีชีวิตรอดนั้นมีอยู่ “อย่างเพียงพอ” เสมอ ไม่ว่าจะในเวลาใดก็ตามที่เธอรู้สึกว่าตัวเองคงไม่สามารถมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปได้
In other words, when survival isn’t the question, the idea of sufficiency or insufficiency ceases to have any significant meaning. The most important question in anyone’s experience then is not whether they survive, but how.
กล่าวได้อีกอย่างว่า เมื่อการมีชีวิตรอดนั้นไม่ใช่ปัญหา (เพราะยังไงก็รอด) แนวคิดเรื่อง ความเพียงพอ หรือ ไม่เพียงพอ ก็ไม่สำคัญอีกต่อไป ซึ่งคำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิตของทุกคนจะกลายเป็น ไม่ใช่ว่าตนจะมีชีวิตรอดหรือไม่ แต่เป็นจะมีชีวิตอย่างไรต่างหาก
Guaranteed eternal existence results in sharing completely and fully all that exists with all who exist, and the mutual conserving of any element or item that might be in less than endless supply in any particular setting, situation, or circumstance in the Realm of the Physical.
เมื่อมีการดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์เป็นหลักประกัน (มีประสบการณ์ถึงมันแล้ว) จึงส่งผลให้เกิดการแบ่งปันทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ทั้งหมด (ในจักรวาล) อย่างเต็มที่และอย่างครบถ้วนสมบูรณ์กับทุกคน (สรรพชีวิตทั้งมวลที่มีชีวิตอยู่) และความร่วมมือในการอนุรักษ์ธาตุใดๆ หรือสิ่งใดๆก็ตามที่ไม่ได้มีอยู่อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อม สถานการณ์ เหตุการณ์ และเงื่อนไขใดๆในมิติทางกายภาพก็จะเกิดขึ้นอีกด้วย
The result of this is that insufficiency is unheard of, as whatever in the physical environment may not be in endless supply is either easily done without, or substituted for with the creation of an equally useful and beneficial replacement.
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากเรื่องนี้ก็คือ ความขาดแคลน หรือ ความมีไม่พอ จึงเป็นสิ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน หรือ ไม่เป็นที่รู้จัก และสิ่งใดๆก็ตามในสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่อาจไม่ได้มีอยู่อย่างไร้ขีดจำกัด ก็จะไม่ถูกนำไปใช้อย่างมักง่าย (หรือถูกถลุงใช้โดยไม่สนว่ามันจะหมดไปหรือไม่) หรือจะถูกแทนที่ด้วยการสร้างสิ่งทดแทนที่มีคุณประโยชน์ที่เท่าเทียมกันที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้แบบเดียวกัน
.
Q : It’s nice that there are places in the universe where nothing essential ever runs out, but here on Earth we're not that lucky.
นีล : ดีจังเลยนะครับ ที่ยังมีสถานที่บางแห่งในจักรวาลที่สิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานจะไม่มีวันหมดไป แต่โลกมนุษย์เราไม่ได้โชคดีขนาดนั้น
A : Actually, you are. There is no essential element that you need that you should run out of on your planet.
 
พระเจ้า : อันที่จริง พวกเธอก็โชคดีเหมือนกันนั่นแหละ เพราะไม่มีธาตุจำเป็นขั้นพื้นฐานใดๆที่พวกเธอจำเป็นต้องใช้หมดไปจากโลกของเธอได้หรอก
(มีต่อ)

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา