8 ก.ค. 2022 เวลา 04:44 • หนังสือ
#86 CWG. 4️⃣ — บทที่ 2️⃣1️⃣ (ตอนที่ 2) : “การทำสมาธิหมู่” นั้นสามารถช่วยหยุดยั้งสงครามได้
▪️ผู้แปล : แอดมิน
{🔸ซึ่งผมอาจนำคำแปลบางส่วน ของคุณซิม จากเพจ Books for Life มาใช้ด้วยครับ ก็ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ที่ทำให้งานแปลมันสมบูรณ์ขึ้นครับ 🙏 นี่เป็นงานแปลที่ผมตั้งใจแปลมาก ๆ หากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ทีนี้ด้วยครับ🔸}
Q : I guess our human society is not ready, on a grand scale, to grapple with metaphysics, to deal with what some have called alchemy, and to rigorously apply what so many have called the power of positive thinking.
นีล : ผมเดาว่า สังคมมนุษย์ของเรายังไม่พร้อมที่จะนำความรู้ด้านเมตาฟิสิกส์มาใช้ร่วมกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้เกิดประโยชน์อย่างรอบด้าน★ และนำสิ่งที่ใครหลายคนเรียกกันว่า “พลังแห่งความคิดเชิงบวก” มาประยุกต์ใช้ในชีวิตกันอย่างจริงจัง★★
★นำมาใช้กับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุปันของพวกเราทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะทางด้านเทคโนโลยี, ด้านปัจจัย 4 และ ฯลฯ เป็นต้น
★★กลายเป็นวิชาหลักที่มีสอนกันในโรงเรียนที่เด็กทุกคนต้องเรียน อะไรแบบนั้นเป็นต้น
—แอดมิน—
Some individuals have done it, and some spiritual groups—relatively small as a proportion of the whole of humanity—have done it, but I’m seeing what you're saying now. As a civilization we have not come anywhere near harnessing the power of metaphysics.
บางคน และกลุ่มทางจิตวิญญาณบางกลุ่มได้นำความรู้ด้านเมตาฟิสิกส์เหล่านี้มาใช้กันบ้างแล้ว —แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยมากๆหากเทียบกับจำนวนมนุษยชาติทั้งหมด— แต่ผมก็เห็นด้วยกับสิ่งที่พระองค์พูดนะครับ ในฐานะอารยธรรม เราไม่ได้ใกล้เคียงกับการนำพลังของเมตาฟิสิกส์มาใช้ให้เกิดประโยชน์เลย
A : No, the human race has not. It is, however, becoming more and more aware of it, and is moving, step by step, in that direction.
พระเจ้า : ใช่ มนุษย์ชาติยังไม่ได้ทำแบบนั้น อย่างไรก็ตาม พวกเธอก็ตระหนักถึงประโยชน์ของมันได้มากขึ้นเรื่อยๆ และกำลังเข้าใกล้เส้นทางนั้น (ที่เมตาฟิสิกส์ถูกนำมาใช้กับทุกด้านของชีวิต) ไปทีละนิดๆแล้ว
1
.
Q : Yes. There was a movie and a book out a few years ago called The Secret, which talked all about the power that lies within us to create our own reality. And as an illustration of this, the movie showed a man finding the car of his dreams in the driveway, a woman suddenly noticing a diamond necklace adorning her bodice, and even a nine-year-old boy rejoicing over the shiny new bicycle just outside the back door.
นีล : รับทราบครับ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมามีภาพยนตร์และหนังสือที่ชื่อว่า “เดอะซีเคร็ต” ซึ่งพูดถึงพลังในการสร้างสรรค์โลกแห่งความจริงของเราเองนั้นมีอยู่แล้วภายในตัวเรา ภาพยนตร์เรื่องนี้บรรยายภาพให้เห็นว่า ชายคนหนึ่งได้ค้นพบรถยนต์ในฝันของตนบนท้องถนน ผู้หญิงคนหนึ่งที่ทันใดนั้นก็สังเกตเห็นสร้อยเพชรเส้นงามที่ประดับอยู่บนเสื้อคลุมของเธอ แม้กระทั่งเด็กชายอายุ 9 ขวบ ผู้ชื่นมื่นกับจักรยานเงาวับคันใหม่ที่จอดอยู่หลังประตูบ้าน
But I can see that these are just our first baby steps. I couldn’t help but wonder, if the “secret” was so powerful, why wasn’t it being used to create, say, world peace?
แต่ผมเห็นว่า นี่มันก็แค่เรื่องพื้นๆ จึงอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า หากความรู้ใน “เดอะซีเคร็ต” นั้นทรงพลังนัก ทำไมมันจึงไม่ถูกนำมาใช้สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า เช่น สันติภาพของโลก ล่ะครับ❓
This idea wasn’t even mentioned in the movie as a possible application—pretty much letting us know where the members of our species place world peace vis-à-vis new cars, diamond necklaces, and shiny new bikes on the scale of importance. Or at least, where the movie’s producers assumed we place it.
ซึ่งแนวคิดที่ไม่ได้ถูกพูดถึงในภาพยนตร์ก็คือ ศักยภาพของการนำไปใช้งาน —เช่นการเน้นไปที่เรื่องของการให้สมาชิกทุกคนในเผ่าพันธุ์ของเราให้ความสำคัญกับการใช้พลังดังกล่าวเพื่อสร้างสันติภาพของโลก แทนที่จะเป็นเรื่องของรถยนต์คันใหม่ สร้อยเพชรเส้นใหม่ และจักรยานเงาวับคันใหม่ หรืออย่างน้อยที่สุด คนเขียนบทก็น่าจะให้ข้อสันนิษฐานมาบ้างว่าเราสามารถนำพลังนี้ไปประยุกต์ใช้กับอะไรได้บ้าง
A : You could, of course, create world peace using basic metaphysics.
พระเจ้า : แน่นอนว่าเธอสามารถสร้างสันติภาพของโลกได้โดยการใช้แค่เมตาฟิสิกส์ขั้นพื้นฐาน (แบบในเดอะซีเคร็ต)
.
Q : Yes, my wonderful friend John Hagelin has traveled the globe making this point. A renowned quantum physicist, science and public policy expert, educator, and author, Dr. Hagelin offers us this from his online writings:
นีล : ครับ “จอห์น เฮ็กลิน” เพื่อนผู้ยอดเยี่ยมของผม ได้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อเน้นย้ำในเรื่องนี้ ชายผู้เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักควอนตัมฟิสิกส์ผู้มีชื่อเสียง ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณะ รวมถึงนักการศึกษาและนักเขียน
ดร. เฮ็กลิน นำเสนอถึงเรื่องนี้ไว้ในบทความออนไลน์ของเขาว่า :
“Most people don’t know how deeply their own consciousness is connected to the collective fate of the planet—or how they can use a powerful, scientifically tested technology of consciousness to help create world peace on Earth virtually overnight.
“คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวเองว่าจิตสำนึกของพวกเขานั้นเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งเพียงใดกับชะตากรรมโดยรวมของโลก —หรือว่าพวกเขาจะใช้วิทยาการทางจิตสำนึกอันทรงพลังที่ผ่านการทดสอบแล้วด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ว่าสามารถช่วยสร้างสันติภาพโลกได้เพียงแค่ชั่วข้ามคืนนี้ได้อย่างไร
“More than fifty demonstration projects and twenty-three studies published in leading peer-reviewed journals have shown that this new consciousness-based approach to world peace neutralizes the ethnic, political, and religious tensions in society that give rise to crime, violence, terrorism, and war.
“มีโครงการสาธิตมากกว่า 50 โครงการและการศึกษาถึง 23 ฉบับที่ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำที่ผ่านการตรวจสอบแล้วโดยผู้เชี่ยวชาญ ได้แสดงให้เห็นว่าแนวทางใหม่ในการใช้จิตสำนึกเพื่อสันติภาพของโลกนี้ได้ขจัดความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ การเมือง และศาสนาในสังคมที่ก่อให้เกิดอาชญากรรม ความรุนแรง การก่อการร้าย และสงคราม
“The approach has been tested on the local, state, national, and international levels, and it has worked every time, resulting in highly significant drops in negative social trends and improvements in positive trends.
“แนวทางดังกล่าวได้รับการทดสอบทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับรัฐ ระดับชาติ และระดับนานาชาติ และใช้ได้ผลทุกครั้ง มันส่งผลให้แนวโน้มทางสังคมเชิงลบลดลงเป็นอย่างมาก และสังคมมีแนวโน้มไปในเชิงบวกมากขึ้น
“Large groups of peace-creating experts, practicing these technologies of consciousness together, dive deep within themselves to the most fundamental level of mind and matter, which physics calls the unified field.
“ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างสันติภาพกลุ่มใหญ่ ได้ฝึกฝนกระบวนการการใช้จิตสำนึกในแนวทางนี้ร่วมกัน พวกเขาดิ่งลึกสู่ภายใน ไปสู่ระดับรากฐานที่เป็นแก่นแท้ของจิตและสสาร ที่ซึ่งนักฟิสิกส์เรียกมันว่า “สนามรวม”
“From that level of life they create a tidal wave of harmony and coherence that can permanently alter society for the better, as the research confirms. And this consciousness-based approach is holistic, easy to implement, non-invasive, and cost effective.”
“จากระดับที่เป็นรากฐานแห่งชีวิตนั้น พวกเขาสร้างคลื่นแห่งความสามัคคีและความปรองดองที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้อย่างถาวร ซึ่งเป็นไปตามที่ผลการวิจัยรองรับ และกระบวนการการใช้งานจิตสำนึกในแนวทางนี้แบบองค์รวม ก็นำไปใช้ได้ง่าย ไม่บีบคั้น และมีประสิทธิภาพคุ้มค่า (หากเทียบกับต้นทุนที่ต้องเสียไป)”
(See www.PermanentPeace.org for more information.)
(ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์)
So the question is, what would it take for us to use this . . . can I call it, “spiritual technology?”
ดังนั้น คำถามจึงเป็นว่า เราต้องทำยังไงเพื่อให้เราสามารถนำสิ่งนี้ไปใช้ . . . ผมขอเรียกมันว่า “วิทยาการด้านจิตวิญญาณ” ได้ไหมครับ❓
A : What do you think?
พระเจ้า : แล้วเธอคิดว่าไงล่ะ❓
.
Q : Nothing more than an awakening. Even just a beginning awareness of these things could get things started on a larger scale. I was struck by one of the video programs that John Hagelin made about all this, which ends with this quote:
นีล : จริงๆมันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องของ “การตื่นรู้” (ยกระดับจิตสำนึก) แม้แค่การเริ่มตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ก็ช่วยให้อะไรๆเริ่มต้นในระดับที่ใหญ่โตได้แล้ว ซึ่งผมยังฝังใจกับวิดีโอที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ของ จอห์น เฮ็กลิน อยู่เลยครับ วิดีโอที่ว่า จบลงด้วยคำกล่าวนี้ :
“There is far more evidence that group meditation can turn off war like a light switch than there is evidence that aspirin reduces headache pain.”
“มีหลักฐานมากมายที่ระบุว่า การทำสมาธิหมู่สามารถช่วยหยุดยั้งสงครามได้เหมือนกับการกดปิดสวิทช์ไฟ หลักฐานที่ว่ามีมากกว่าหลักฐานที่บอกว่าแอสไพลินสามารถช่วยลดอาการปวดหัวได้เสียอีก”
A : There you have it. Tell everyone you know. And have them tell everyone they know. Metaphysics works. It’s the lynchpin of the universe. And Highly Evolved Beings know this.
พระเจ้า : เธอก็มีข้อมูลแล้วนี่ ฉะนั้น จงบอกเรื่องนี้แก่ทุกคนที่เธอรู้จัก แล้วให้พวกเขาบอกกับทุกคนที่พวกเขารู้จัก แค่นั้นล่ะ เมตาฟิซิกส์ก็ทำงานแล้ว★ นี่คือหลักการของจักรวาล และเหล่าสิ่งมีชีวิตที่มีวิวัฒนาการขั้นสูงก็รู้เรื่องนี้
★หลักการที่ว่าก็คือ แค่การบอกต่อๆกันไปนี่แหละ งั้นสำนวนของไทยที่ว่า “บอกปากต่อปาก” นั้นก็มีหลักการของจักรวาลซ่อนอยู่สินะ อืมมมม...🤔
—แอดมิน—
========= จบบทที่ 21 =========
✴️ 𝗡𝗼𝘁𝗲 : การรวมตัวทำสมาธิหมู่ รู้สึกว่าจะมีพี่ชยุตนะครับที่ทำอยู่ทุกคืนวัน พฤ. 20.00 ท่านใดที่สนใจก็ไปเข้าร่วมกันได้ครับ (ตามลิงค์) (หรืออาจจะมีกลุ่มอื่นๆด้วยแต่ผมไม่ทราบ)
ส่วนผมเองก็กำลังพิจารณาว่าจะชวนพวกคุณผู้ที่ตามอ่านมาร่วมทำสมาธิหมู่กันอยู่ด้วยเหมือนกัน อาจจะเลือกวันอื่นที่ไม่ใช่วัน พฤ. จะได้ไม่ชนกัน ผมอาจจะไปชักชวนพี่ท่านอื่นๆด้วยให้ช่วยกันจัดกิจกรรมทำสมาธิหมู่ (ในกลุ่มของคนที่ติดตามพวกพี่ๆเขาประมาณนั้น) ในวันที่ต่างไป ก็น่าจะแจ่ม 🤔 ถึงจะรวมๆกันแล้วได้แค่ 5 คน 10 คน ก็ยังดีกว่านั่งคนเดียวอยู่ดี
ผมคิดว่าจะเปิดโหวตไว้ในเพจให้พวกคุณมาโหวตกันว่าจะเลือกวันและเวลาไหนดี (เพราะปกติผมก็นั่งสมาธิเกือบทุกวันอยู่แล้วช่วงนี้)
ก็ฝากไว้ครับ
ด้วยรัก 💟 แอดมิน

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา