•
18 ก.ย. เวลา 14:42 • ปรัชญา

Great Reset Age: 2020-2030, 2026 โลกเข้าสู่ปัญหา Stagflation ที่ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐศาสตร์มหภาค แต่อาจเป็นวิกฤตสังคมด้วย

เมื่ออเมริกาปรับนโยบาย
จากลดดอกเบี้ย กลับมาขึ้นดอกเบี้ย
เพื่อคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมาย
ถ้าอเมริกาคุมเงินเฟ้อไม่อยู่
ทำให้อเมริกาพาโลกเผชิญปัญหา Stagflation
Stagflation
คือภาวะเงินเฟ้อในขณะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้เงินเฟ้อยิ่งทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวมากยิ่งขึ้น
กดดันธุรกิจให้ใช้ Ai ทำงานแทนคนเร็วขึ้น
คนที่เคยพอมีพอกินเมื่อตกงาน บางครอบครัวตกงานทั้งสามีและภรรยา นำสู่สภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจของประชาชนในประเทศที่ไม่มีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า
รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า
แบบ UBI:Universal Basic Income
มีเงินเดือนให้พอยังชีพขั้นพื้นฐานให้ผู้ไม่มีรายได้
เป็นสวัสดิการถ้วนหน้าของหลายประเทศในยุโรป
กรณีอเมริกันชน
รัฐมีเงินเดือนให้คนตกงาน
แต่ สวัสดิการสหรัฐฯ ไม่ใช่ UBI
ที่ถูกคือสหรัฐฯ มี unemployment insurance
และเป็นระบบชั่วคราว มีเงื่อนไข ต้องเคยทำงานและจ่ายภาษีเงินเดือน มักได้ราว 26 สัปดาห์ แล้วแต่รัฐ และบางคนไม่ถึงเกณฑ์ หรือพอหมดสิทธิ์ก็เหลือ Food Stamps / Medicaid / เงินช่วยเหลือจำกัด. เมื่อเทียบกับหลายประเทศในยุโรป ถือว่า safety net อ่อนกว่าและไม่ถ้วนหน้า
ประเทศไทยเองก็มี
ประกันสังคมมาตรา 33 กรณีถูกเลิกจ้างได้ประมาณ 50% ของค่าจ้าง ไม่เกิน 180 วัน แต่ครอบคลุมเฉพาะแรงงานในระบบ ในขณะที่คนจำนวนมากยังอยู่นอกระบบ เช่น เกษตร แพลตฟอร์ม อาชีพอิสระ
โลกเข้าสู่ Stagflation ปัญหารอบนี้ไม่ใช่แค่เศรษฐศาสตร์มหภาค แต่อาจเป็นวิกฤตสังคมด้วย
Cr.DeepSeek-1
ประเด็นนี้เป็น “กับดักนโยบาย” ของ stagflation จริง ๆ คือเงินเฟ้อสูงพร้อมเศรษฐกิจชะลอตัวและว่างงานสูง ซึ่งเครื่องมือเดียวอย่างการขึ้นดอกเบี้ยแก้ได้ด้านเดียว แต่ไปซ้ำเติมอีกด้าน
1. ขึ้นดอกเบี้ยช่วยสกัดเงินเฟ้อ แต่ทำเศรษฐกิจพังหนักขึ้น
การขึ้นดอกเบี้ยทำให้กู้แพง บริโภคและลงทุนลดลง ธุรกิจชะลอ/ปิดกิจการ → ว่างงานเพิ่ม. ถ้าเงินเฟ้อมาจากฝั่งต้นทุน เช่น พลังงาน อาหาร ห่วงโซ่อุปทานขาดตอน การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้เพิ่มอุปทานสินค้า จึงลดเงินเฟ้อได้จำกัด แต่เจ็บแรงทั้งเศรษฐกิจและประชาชน
2. AI จะถูกเร่งมาแทนคนเร็วขึ้น
เมื่อเศรษฐกิจแย่ องค์กรยิ่งลดต้นทุนและ automate งานซ้ำ งานประจำ งาน entry-level. AI ไม่ได้แทนทุกงานและอาจสร้างงานใหม่ แต่ช่วงเปลี่ยนผ่านเจ็บมาก โดยเฉพาะคนอายุกลางคนที่ re-skill ยาก และคนที่ไม่มีเงินสำรองระหว่างเรียนใหม่
3. ครัวเรือนตกงานทั้งคู่ = วิกฤตซ้อนวิกฤต
รายได้หายทั้งก้อน แต่ค่าเช่า อาหาร หนี้ สุขภาพไม่หายไป. ถ้ารัฐไม่มี safety net ที่พอใช้ ประชาชนต้องกินเงินออม ผิดหนี้ สูญบ้าน และลดการบริโภคจนเศรษฐกิจฐานรากถล่มเป็นโดมิโน
4. เรื่อง “แบบอเมริกัน” ต้องระวัง
สหรัฐไม่ได้ให้ “เงินเดือนคนตกงาน” ถาวร แต่มี Unemployment Insurance เป็นรายรัฐ จำกัดเวลาและเงื่อนไข พอหมดสิทธิ์ก็เหลือ Food Stamps / Medicaid / เงินช่วยเหลือจำกัด. เมื่อเทียบกับหลายประเทศในยุโรป ถือว่า safety net อ่อนกว่าและไม่ถ้วนหน้า
5. ทางออกต้องผสมหลายเครื่องมือ
ไม่ใช่แค่ “ขึ้นหรือไม่ขึ้นดอกเบี้ย” แต่ต้องมี:
· มาตรการคลังแบบเจาะกลุ่ม เช่น ช่วยค่าพลังงาน อาหาร ค่าเช่า
· ประกันว่างงานที่ครอบคลุมและยืดหยุ่น โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ
· ลงทุน reskilling / upskilling และ job matching
· ระบบสุขภาพและที่อยู่อาศัยไม่ให้คนล้มทั้งยืน
· นโยบายต่อ AI ที่มีธรรมาภิบาล แบ่งกำไรจากผลิตภาพ และไม่ปล่อยให้คนแบกรับต้นทุนทั้งหมด
สรุปคือ stagflation + AI แทนคน + safety net อ่อน เป็น shock เชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจรอบปกติ. ถ้าปล่อยให้ประชาชนรับแรงกระแทกคนเดียว เศรษฐกิจจะติดหล่มยาวและสังคมแตกแยก ทางรอดคือรัฐต้องมี “พื้นกันตก” ขั้นต่ำที่ทำให้คนรอดระหว่างเปลี่ยนงานและเปลี่ยนทักษะ
ถ้าจะกันวิกฤต ต้องมีอะไรบ้าง
· ประกันการว่างงานที่ครอบคลุมกว้างและยาวพอ
· เงินช่วยเหลือเด็ก/ครัวเรือนเปราะบางแบบตรงจุด
· สุขภาพถ้วนหน้า ที่อยู่อาศัย และการศึกษาฟรีจริง
· reskill/upskill และบริการจัดหางานที่ใช้ได้จริง
· ภาษี прогрессив, ภาษีความมั่งคั่ง/ดิจิทัล/คาร์บอน เพื่อระดมทุน
· กฎหมายแรงงาน สหภาพ และการเจรจาร่วม
· นโยบาย AI ที่ไม่ใช่แค่ห้าม แต่มี profit-sharing, แชร์ผลิตภาพ, antitrust และโครงสร้างพื้นฐาน AI สาธารณะ
โฆษณา