16 มี.ค. 2023 เวลา 04:53 • หนังสือ

#2 HWG. — บทที่ 2️⃣

▪️ผู้แปล : แอดมิน
🔸นี่เป็นงานแปลชิ้นที่ 2 ที่ผมตั้งใจแปลมากๆ หากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
FIRST AND SECOND REMEMBRANCE
#ความทรงจำที่ 1️⃣ และ 2️⃣
Once you answer most of the questions you've ever had about death, you'll have answered most of the questions. You've ever had about life.
“เมื่อเธอสามารถตอบคําถามส่วนใหญ่ที่เธอเคยมีเกี่ยวกับความตายได้ เธอก็จะตอบคำถามส่วนใหญ่ที่เธอเคยมีเกี่ยวกับชีวิตได้”
Chapter 2
บทที่ 2️⃣
Neale : Well, we're off to an interesting start. That's a very intriguing statement.
N : ต้องบอกว่าเป็นการเริ่มต้นได้อย่างน่าสนใจ นั่นเป็นคำพูดที่น่าสนใจมากครับ
God : "It is the first of many that will appear here. Yet our dialogue will go to places that will be not only intriguing but, for some people, unbelievable. Such will be the nature of the Remembrances for which you came."
G : นี่เป็นครั้งแรกของหลายๆสิ่งที่จะถูกเปิดเผยที่นี่ บทสนทนาของเราจะไปยังที่ที่ไม่เพียงแต่น่าสนใจเท่านั้น แต่อาจดูไม่น่าเชื่อหรือไม่น่าเป็นไปได้สำหรับคนบางคนด้วย นั่นเป็นคุณลักษณะตามธรรมชาติของความทรงจำ (หรือการจดจำรำลึก) และเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอมาอยู่ที่นี่ มาสนทนากับฉันอยู่ในตอนนี้ (เพราะเธอปรารถนาที่จะจดจำทั้งหมดนั้นให้ได้อีกครั้ง)
N : The Remembrances?
N : ความทรงจำ❓
G : "It is as I have told you in previous conversations. You have nothing to learn, you have only to remember. The conversation we are about to have, as with all of our conversations, will help you to do that. It will lead you through a series of Remembrances about life and death.
G: ก็อย่างที่ฉันเคยบอกเธอไว้ในการสนทนาก่อนหน้านี้ของเราว่า ไม่มีอะไรที่เธอต้องเรียนรู้ เธอมีแต่ต้องจดจำให้ได้เท่านั้น การสนทนาที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ก็เป็นเช่นเดียวกับการสนทนาทั้งหมดที่ผ่านมาของเรา ที่มันจะช่วยให้เธอจดจำได้ มันจะ นําเธอไปสู่ความทรงจำในเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตและความตาย
1
"You will notice that many of these Remembrances have to do with death. This is by design, for it is through a deeper understanding of death that you will most quickly reach a deeper understanding of life.
เธอจะสังเกตเห็นว่า “ความทรงจำ” มากมายเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความตาย มันถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องความตายได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำเธอไปสู่ความเข้าใจในเรื่องชีวิตได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
1
"Some of these Remembrances may be surprising, for they will challenge much of what you thought you knew. Others will not surprise you at all. As soon as you hear them, you will be aware that you knew that all along. Taken together, these Remembrances will bring you back to yourself, reminding you of all you need to know in order to experience that you are Home with God."
บางส่วนของความทรงจำเหล่านี้อาจเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ เพราะพวกมันจะท้าทายในสิ่งที่เธอคิดว่าเธอรู้อยู่แล้วหรือเคยรู้มา แต่บางส่วนก็จะไม่ทำให้เธอประหลาดใจเลยสักนิด ทันทีที่เธอได้ยินพวกมัน เธอจะตระหนักรู้ว่าเธอรู้เรื่องนั้นดีมาโดยตลอด เมื่อนำมารวมกันแล้วความทรงจำเหล่านี้จะนำพาเธอย้อนกลับเข้าสู่ตัวเอง เตือนให้เธอระลึกถึงทุกสิ่งที่เธอจำเป็นต้องรู้เพื่อการมีประสบการณ์ถึงการหวนคืนสู่พระเจ้า (ซึ่งจริงๆเธออยู่กับฉันอยู่แล้วตลอดเวลา)
N : Humanity has waited so long to have a new conversation on these large matters. Most of what we hold in our collective reality is from ages past. We could use some 'new wisdom' here.
N : มนุษยชาติรอคอยมานานแล้วสำหรับการสนทนาครั้งใหม่ที่เกี่ยวกับเรื่องใหญ่เหล่านี้ คติความเชื่อทั้งหมดที่พวกเรายึดถือกันอยู่ในปัจจุบันโดยส่วนใหญ่แล้วได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากในยุคอดีต★ ซึ่งเราสามารถนำ “ภูมิปัญญาใหม่” บางส่วนจากที่นี่ไปใช้แทนคติความเชื่อเดิมๆของพวกเราเหล่านั้นได้
★คติความเชื่อที่เราเชื่อตามๆกันมาเป็นเวลายาวนาน ส่วนใหญ่แล้วมันไม่เหมาะกับสภาพการณ์โดยรวมของพวกเราในปัจจุบัน เราต้องปรับเปลี่ยนพวกมันบ้างให้เข้ากับยุคสมัย –แอดมิน–
G : "All human beings are born with all the wisdom of the universe imprinted on their souls. It is in the DNA of everything. Indeed, 'DNA' could very well be used as an acronym for Divine Natural Awareness.
G : มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับภูมิปัญญาแห่งจักรวาลที่ถูกประทับเอาไว้อยู่แล้วในวิญญาณของพวกเขา มันอยู่ในดีเอ็นเอของทุกสิ่ง อันที่จริงแล้ว DNA สามารถนำใช้เป็นตัวย่อของ “การตระหนักรู้ตามธรรมชาติอันศักดิ์สิทธิ์ หรือ การตระหนักรู้ตามธรรมชาติของพระเจ้า” (Divine Natural Awareness) ได้เป็นอย่างดี
1
"Every living thing has this natural awareness built in. It is part of the system. It is part of the process that you call Life. This is why, when people are confronted with great wisdom, it often sounds so familiar to them. They agree with it almost at once. There is no argument. There is only a remembering. It is part of their Divine Natural Awareness. It is said to be in their DNA.' It feels like, 'Ah, yes, of course.' "
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีการตระหนักรู้ตามธรรมชาตินี้อยู่แล้วภายใน มันเป็นส่วนหนึ่งของระบบ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่เธอเรียกว่าชีวิต นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้คนเมื่อเผชิญหน้ากับภูมิปัญญาอันยิ่งใหญ่แล้วมันมักจะฟังดูคุ้นเคยสำหรับพวกเขาเหลือเกิน พวกเขาเห็นด้วยกับมันแทบจะในทันทีโดยไม่มีข้อโต้แย้ง มีเพียงการจดจำได้เท่านั้น ภูมิปัญญาอันยิ่งใหญ่เหล่านั้นคือส่วนหนึ่งของการตระหนักรู้ตามธรรมชาติอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา มันอยู่ใน “DNA” ของพวกเขา มันให้ความรู้สึกเหมือน “อ้า นี่แหละ ใช่แล้ว”
"So let us now open this new conversation in earnest, allowing you to remember what you have always known. Let us talk with a fresh voice about these things, in order that you might refresh your cellular memory, that you might find your way Home.
เราจะเปิดการสนทนาครั้งใหม่นี้ด้วยความเอาจริงเอาจัง เพื่อให้เธอสามารถจดจําสิ่งที่เธอรู้มาโดยตลอดได้อีกครั้ง ให้เราได้พูดคุยกันด้วยน้ำเสียงที่สดใหม่เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ (ที่แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเดิมๆที่เธอรู้อยู่แล้วก็ตาม) เพื่อที่เธอจะได้คืนความสดชื่นและความมีชีวิตชีวาให้กับหน่วยความจำของเธอ เพื่อที่เธออาจจะได้พบหนทางกลับบ้าน
N : I can be home with God while I am still alive, can't I? I mean, I don't have to wait until die to get 'home,' do I.
N : ผมสามารถหวนคืนสู่พระองค์ในขณะที่ผมยังมีชีวิตอยู่ได้ไหมครับ❓ ผมหมายความว่า ผมไม่ จำเป็นต้องรอจนกว่าจะตายเพื่อที่จะได้กลับ “บ้าน” ไปหาพระองค์ ใช่ไหมครับ❓
G : "You do not."
G : ไม่จำเป็นเลย
N : Then—tell me again, so that I can clearly get it—why will so many of the 'Remembrances' have to do with death?
N : ถ้าอย่างนั้น—ได้โปรดบอกผมอีกสักครั้งเพื่อที่ผมจะได้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า— ทำไม “ความทรงจำ” จำนวนมากถึงต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของความตายด้วยครับ❓
G : "Death is the biggest mystery of life. Unlocking that mystery unlocks everything.
G : เพราะความตายเป็นความลึกลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิต การไขความลับในเรื่องนี้จะปลดล็อกทุกสิ่ง
"Once you answer most of the questions you've ever had about death, you'll have answered most of the questions you've ever had about life as well."
เมื่อเธอสามารถตอบคำถามส่วนใหญ่ที่เธอเคยมีเกี่ยวกับความตายได้ เธอก็จะตอบคำถามส่วนใหญ่ที่เธอเคยมีเกี่ยวกับชีวิตได้เช่นกัน
"Then you'll know how to be Home with God without dying."
แล้วเธอจะรู้วิธีหวนคืนสู่พระเจ้าโดยที่ยังไม่ตายได้อย่างไร
★ตรงนี้เหมือนจะมีคำพูดของพระเจ้าหายไปประโยคนึงครับ ซึ่งผมเช็คต้นฉบับแล้วมันก็หายไปจริงๆ น่าจะพิมพ์ตกมาตั้งแต่ต้นทาง แต่อ่านจากเนื้อหาข้างล่างแล้วประโยคที่ว่าจะประมาณว่า — “ที่สำคัญก็คือ เธออย่าตัดบางส่วนที่ฉันพูดออกไปก็แล้วกัน”
N : Oh, I wouldn't do that.
N : โอ้ ผมจะไม่ทำแบบนั้นหรอกครับ
G : "You could be tempted to, if you thought that others might marginalize it or ridicule it."
G : เธออาจถูกชักจูงให้ทำอย่างนั้น ถ้าเธอคิดว่าคนอื่นอาจไม่เห็นความสำคัญหรือเยาะเย้ยมัน
N : I don't think so.
N : ผมไม่คิดอย่างนั้นนะครับ
There will be portions of this conversation—especially when we get into discussing the whole cosmology of life—that will seem 'way out' to many people.
จะมีบางส่วนของการสนทนานี้—โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่เราพูดคุยกันถึงเรื่องที่เกี่ยวกับจักรวาลวิทยาทั้งหมดของสรรพชีวิต ซึ่งนั่นจะดูเหมือนเป็น “ทางออก (ทางแก้ปัญหา)” สำหรับผู้คนจำนวนมาก
G : "I have no doubt that the explorations and the mental excursions we're about to undertake will enhance your ability to deeply comprehend what is true about life and death—yet some of them may seem so far afield and so esoteric that you really could be tempted to edit them out."
G : ฉันไม่สงสัยเลยว่าการสำรวจทางจิตที่เรากำลังจะทำนี้จะช่วยเพิ่มความสามารถของเธอในการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่เป็นจริงเกี่ยวกับชีวิตและความตาย ทว่าเนื้อหาบางส่วนอาจดูออกนอกลู่นอกทางและลึกลับมากเสียจนเธออาจถูกชักจูงให้ตัดมันทิ้งไป
N : No, that's not going to happen. My commitment to this conversation is to produce a faithful transcript of it, in its totality, leaving nothing out that you intend to be here.
N : ไม่ครับ เรื่องนั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้น ความมุ่งมั่นของผมที่มีต่อการสนทนาในครั้งนี้ก็คือ จดบันทึกการสนทนาทั้งหมดนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ตัดทิ้งสิ่งใดที่พระองค์ตั้งใจจะบอกที่นี่ออกไปเลยแม้แต่คำเดียว
G : Good. Then let's get on with it.
G : ดี งั้นเราไปต่อกันเถอะ
Here is...
ความลึกลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของความตายก็คือ...
THE FIRST REMEMBERANCE
ความทรงจำที่ 1️⃣
Dying is something you do for you.
“การตายคือสิ่งที่เธอทำเพื่อตัวเอง”
N : That's such an interesting thing to say, because I just don't see myself as 'doing it' for anybody. In fact, I don't see dying as something I am doing at all. I see it as something that is happening to me.
N : นั่นเป็นคำพูดที่น่าสนใจมากครับ เพราะผมไม่เห็นว่าการตายเป็นสิ่งที่ผม “ทำ” เพื่อใครเลย (ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นการทำเพื่อตัวเอง) อันที่จริง ผมไม่เห็นว่าการตายเป็นสิ่งที่ผมเป็นคนทำเลยด้วยซ้ำ ผมเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมมากกว่า
G : "It is happening to you. And, it is happening through you.
G : การตายคือสิ่งเกิดขึ้นกับเธอ และมันคือสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านเธอ
"Everything that is happening TO you is happening THROUGH you. And everything that is happening THROUGH you is happening FOR you."
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น #กับเธอ คือสิ่งที่เกิดขึ้น #ผ่านเธอ★ และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านเธอก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น #เพื่อเธอ
★ตรงนี้มีความหมายอันลึกซึ้งซ่อนอยู่นะครับ —เกิดขึ้นผ่านเธอ ก็หมายถึง ความตายก็เป็นเพียงแค่เหตุการณ์หนึ่งเหมือนกันกับเหตุการณ์อื่นๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา ที่เกิดขึ้นแล้วก็จบไปเท่านั้นเอง จบในที่นี้คือหนึ่งเหตุการณ์นั้นจบไป แล้วก็มีเหตุการณ์ใหม่เกิดขึ้นมาแทน ซึ่งนั่นก็คือการที่เรามีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกวิญญาณนั่นเอง การตายจึงเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่เราทำเพื่อตัวเราเอง เพื่อการมีประสบการณ์ให้ครบถ้วนสมบูรณ์เพื่อยกระดับการวิวัฒนาการของเราขึ้นไปเรื่อยๆนั่นเอง –แอดมิน–
2
N : I just never thought of dying as something that I was doing on purpose—much less something that I was doing for myself.
N : ผมไม่เคยคิดเลยว่าการตายเป็นสิ่งที่ผมทำโดยตั้งใจ (เพราะมีวัตถุประสงค์บางอย่าง) —ยังไม่ต้องพูดถึงว่าการตายเป็นสิ่งที่ผมกำลังทำเพื่อตัวเองเลย
G : "You are doing it for yourself, because dying is a wonderful thing. And you are doing it 'on purpose,' for reasons that will be made clear as we move deeper into this conversation"
G : เธอตายเพื่อตัวเธอเอง เพราะการตายเป็นสิ่งที่วิเศษ และเธอก็ทำมันอย่าง “ตั้งใจ” ด้วยเหตุผลที่ชัดเจน ซึ่งเราจะเจาะลึกลงไปในเรื่องนี้เมื่อการสนทนานี้ดำเนินต่อไป
1
N : Dying is a wonderful thing?
N : การตายเป็นสิ่งที่วิเศษจริงหรือครับ❓
G : "Yes. What you call 'death' is wonderful. So do not grieve when a person dies, nor approach your own death with sadness or foreboding. Welcome death as you have welcomed life, for death IS life in another form."
G : ใช่แล้ว สิ่งที่เธอเรียกว่า “ความตาย” นั้นเป็นสิ่งที่วิเศษมาก ดังนั้น จงอย่าเสียใจเมื่อมีใครตายหรือหดหู่ใจไปกับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาเธอ หรือรู้สึกว่านั่นเป็นลางร้าย แต่จงต้อนรับความตายด้วยความยินดีอย่างที่เธอยินดีต้อนรับชีวิต (เวลาที่มีใครเกิด) เพราะความตายก็คือชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้นเอง
1
"Welcome the death of another with soft celebration and deep happiness, for theirs is a wondrous joy."
จงต้อนรับความตายของผู้อื่นด้วยความชื่นชมยินดีที่นุ่มนวลและมีความสุขอย่างลึกซึ้งด้วยความเข้าใจไปกับความสุขสําราญอันน่าอัศจรรย์ที่ผู้จากไปได้รับ
"Here is the way to a peaceful experience of death—your own or that of another; know that the person dying is always at cause in the matter."
นี่คือหนทางสู่ประสบการณ์แห่งความตายอย่างสงบ—ไม่ว่าจะเป็นความตายของเธอเองหรือความตายของคนอื่น จงรู้ไว้เถิดว่าคนที่กำลังจะตายนั้นมีเหตุผลในการตายเสมอ
1
And that is...
ซึ่งนั่นก็คือ...
THE SECOND REMEMBRANCE
ความทรงจำที่ 2️⃣
You are the cause of your own death. This is Always true, no matter where, or how, you die.
“ตัวเธอเป็นต้นเหตุของการตายของเธอเอง นี่เป็นความจริงเสมอ ไม่ว่าเธอจะตายที่ไหนหรือตายด้วยวิธีใดก็ตาม”
(((จบบทที่ 2 )))

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา