Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
หนังสือสนทนากับพระเจ้า
•
ติดตาม
22 มี.ค. 2023 เวลา 06:10 • หนังสือ
#5 HWG. — บทที่ 5️⃣
▪️ผู้แปล : แอดมิน
🔸นี่เป็นงานแปลชิ้นที่ 2 ที่ผมตั้งใจแปลมากๆ หากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
𝗡𝗼 𝗺𝗮𝘁𝘁𝗲𝗿 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝘄𝗮𝘆 𝘆𝗼𝘂 𝗴𝗼, 𝘆𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗻𝗻𝗼𝘁 𝗳𝗮𝗶𝗹 𝘁𝗼 𝗴𝗲𝘁 𝗛𝗼𝗺𝗲.
“ไม่ว่าเธอจะไปทางไหน เธอก็ไม่อาจล้มเหลวในการกลับถึงบ้านได้”
𝗖𝗵𝗮𝗽𝘁𝗲𝗿 𝟱
บทที่ 5️⃣
𝗡 : 𝗜𝘁'𝘀 𝗮𝗹𝗹 𝘃𝗲𝗿𝘆 𝘄𝗲𝗹𝗹 𝗮𝗻𝗱 𝗴𝗼𝗼𝗱 𝘁𝗼 𝘁𝗲𝗹𝗹 𝗽𝗲𝗼𝗽𝗹𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁, 𝗯𝘂𝘁 𝗶𝘁'𝘀 𝗯𝗲𝗲𝗻 𝘀𝗮𝗶𝗱 𝘀𝗼 𝗼𝗳𝘁𝗲𝗻 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗻𝗼𝘄 𝗶𝘁 𝘀𝗲𝗲𝗺𝘀 𝗹𝗶𝗸𝗲 𝗻𝗼𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴 𝗺𝗼𝗿𝗲 𝘁𝗵𝗮𝗻 𝗮 𝘄𝗼𝗿𝗻-𝗼𝘂𝘁 𝗮𝗽𝗵𝗼𝗿𝗶𝘀𝗺. 𝗜 𝗺𝗲𝗮𝗻, '𝗧𝗵𝗲 𝗮𝗻𝘀𝘄𝗲𝗿𝘀 𝗹𝗶𝗲 𝘄𝗶𝘁𝗵𝗶𝗻 𝘆𝗼𝘂' 𝗶𝘀 𝗷𝘂𝘀𝘁 𝗼𝗻𝗲 𝘀𝘁𝗼𝗽 𝗿𝗲𝗺𝗼𝘃𝗲𝗱 𝗳𝗿𝗼𝗺 '𝗧𝗵𝗲 𝗳𝗼𝗿𝗰𝗲 𝗶𝘀 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝘆𝗼𝘂.'
N : มันเป็นเรื่องดีและก็ดีมากที่จะบอกคนอื่นถึงเรื่องนั้นนะครับ แต่มีคนพูดกันบ่อยมากจนตอนนี้มันดูเหมือนคำพังเพยที่ล้าสมัยไปแล้ว ผมหมายความว่า 'คำตอบอยู่ในตัวคุณ' มันเป็นแค่การแผลงมาจากคำว่า “พลังนั้นอยู่กับคุณ”
𝗚 : "𝗬𝗲𝘁 𝗜 𝗮𝗺 𝗵𝗲𝗿𝗲 𝘁𝗼 𝘁𝗲𝗹𝗹 𝘆𝗼𝘂 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗲𝘃𝗲𝗿𝘆𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝗲𝘃𝗲𝗿 𝗻𝗲𝗲𝗱 𝘁𝗼 𝗸𝗻𝗼𝘄, 𝘆𝗼𝘂 𝗸𝗻𝗲𝘄 𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗯𝗶𝗿𝘁𝗵. 𝗜𝗻𝗱𝗲𝗲𝗱, 𝘆𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗺𝗲 𝗵𝗲𝗿𝗲 𝘁𝗼 𝗱𝗲𝗺𝗼𝗻𝘀𝘁𝗿𝗮𝘁𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁."
G : แต่ฉันมาที่นี่เพื่อบอกเธอว่า ทุกสิ่งที่เธอจำเป็นต้องรู้ เธอรู้มาตั้งแต่แรกเกิดแล้ว ที่จริงเธอมา (เกิด) ที่นี่ก็เพื่อแสดงออกถึงสิ่งนั้น
𝗡 : 𝗧𝗵𝗲𝘀𝗲 𝘀𝘁𝗮𝘁𝗲𝗺𝗲𝗻𝘁𝘀 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗺𝗮𝗸𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗿𝗲 𝗷𝘂𝘀𝘁 𝘀𝗼...𝗜 𝗱𝗼𝗻'𝘁 𝗸𝗻𝗼𝘄...𝗱𝗶𝘀𝗰𝗼𝗻𝗻𝗲𝗰𝘁𝗲𝗱 𝗳𝗿𝗼𝗺 𝗼𝘂𝗿 𝗮𝗰𝘁𝘂𝗮𝗹 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲. 𝗛𝗼𝘄 𝗰𝗮𝗻 𝗜 𝗯𝗲𝗹𝗶𝗲𝘃𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗲𝘃𝗲𝗿𝘆 𝗮𝗻𝘀𝘄𝗲𝗿 𝗶𝘀 '𝘄𝗶𝘁𝗵𝗶𝗻 𝗺𝗲.' 𝗮𝗻𝗱 𝗵𝗮𝘀 𝗯𝗲𝗲𝗻 𝘀𝗶𝗻𝗰𝗲 𝗯𝗶𝗿𝘁𝗵, 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝗜 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗜 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝘀𝗼 𝗺𝘂𝗰𝗵 𝘁𝗼 𝗹𝗲𝗮𝗿𝗻?
N : ข้อความเหล่านี้ที่พระองค์กล่าวก็เป็นเพียง...ผมไม่รู้จะพูดว่ายังไงดี...เอาเป็นว่าพวกมันไม่ได้เชื่อมโยงกับประสบการณ์จริงของพวกเราเลย แล้วอย่างนี้ผมจะทำใจให้เชื่อได้อย่างไรว่าทุกคำตอบนั้นมีอยู่แล้วในตัวผม และมันก็เป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่เกิดแล้ว เมื่อผมสัมผัสได้ว่าตัวผมมีอะไรให้ต้องเรียนรู้อีกตั้งมากมาย❓
𝗚 : "𝗬𝗼𝘂 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗻𝗼𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝗹𝗲𝗮𝗿𝗻. 𝗬𝗼𝘂 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗼𝗻𝗹𝘆 𝘁𝗼 𝗿𝗲𝗺𝗲𝗺𝗯𝗲𝗿. 𝗟𝗶𝗳𝗲 𝗶𝘀 𝗮 𝗽𝗿𝗼𝗰𝗲𝘀𝘀 𝗼𝗳 𝗴𝗿𝗼𝘄𝘁𝗵. 𝗚𝗿𝗼𝘄𝘁𝗵 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗲𝘃𝗶𝗱𝗲𝗻𝗰𝗲 𝗼𝗳 𝗗𝗶𝘃𝗶𝗻𝗶𝘁𝘆'𝘀 𝗽𝗿𝗲𝘀𝗲𝗻𝗰𝗲 𝗮𝗻𝗱 𝗲𝘅𝗽𝗿𝗲𝘀𝘀𝗶𝗼𝗻. 𝗔𝗹𝗹 𝗼𝗳 𝗹𝗶𝗳𝗲 𝘄𝗼𝗿𝗸𝘀 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝘄𝗮𝘆.
G : ไม่มีอะไรที่เธอต้องเรียนรู้ เธอแค่ต้องจดจำให้ได้เท่านั้น ชีวิตเป็นกระบวนการของการเติบโต ซึ่งการเติบโตเป็นหลักฐานของการมีอยู่และการแสดงออกของพระเจ้า สรรพชีวิตทั้งมวลนั้นมีกระบวนการทำงานในลักษณะนี้ นี่คือวิถีแห่งชีวิต
"𝗖𝗼𝗻𝘀𝗶𝗱𝗲𝗿 𝘁𝗵𝗲 𝘁𝗿𝗲𝗲 𝗼𝘂𝘁𝘀𝗶𝗱𝗲 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝘄𝗶𝗻𝗱𝗼𝘄. 𝗜𝘁 𝗸𝗻𝗼𝘄𝘀 𝗻𝗼𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴 𝗺𝗼𝗿𝗲 𝗻𝗼𝘄, 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝗶𝘁 𝗶𝘀 𝗳𝗶𝗳𝘁𝗲𝗲𝗻 𝗳𝗲𝗲𝘁 𝘁𝗮𝗹𝗹 𝗮𝗻𝗱 𝗰𝗼𝘃𝗲𝗿𝘀 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝗵𝗮𝗱𝗲 𝗼𝗳 𝗶𝘁𝘀 𝗴𝗶𝗴𝗮𝗻𝘁𝗶𝗰 𝘂𝗺𝗯𝗿𝗲𝗹𝗹𝗮, 𝘁𝗵𝗮𝗻 𝗶𝘁 𝗱𝗶𝗱 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝗶𝘁 𝘄𝗮𝘀 𝗮 𝘁𝗶𝗻𝘆 𝘀𝗲𝗲𝗱𝗶𝗻𝗴.
𝗔𝗹𝗹 𝘁𝗵𝗲 𝗶𝗻𝗳𝗼𝗿𝗺𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘁 𝗻𝗲𝗲𝗱𝗲𝗱 𝗶𝗻 𝗼𝗿𝗱𝗲𝗿 𝘁𝗼 𝗯𝗲𝗰𝗼𝗺𝗲 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘁 𝗶𝘀 𝘁𝗼𝗱𝗮𝘆 𝘄𝗮𝘀 𝗰𝗼𝗻𝘁𝗮𝗶𝗻𝗲𝗱 𝗶𝗻 𝗶𝘁𝘀 𝘀𝗲𝗲𝗱. 𝗜𝘁 𝗵𝗮𝗱 𝘁𝗼 𝗹𝗲𝗮𝗿𝗻 𝗻𝗼𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴. 𝗜𝘁 𝗺𝗲𝗿𝗲𝗹𝘆 𝗵𝗮𝗱 𝘁𝗼 𝗴𝗿𝗼𝘄. 𝗜𝗻 𝗼𝗿𝗱𝗲𝗿 𝘁𝗼 𝗴𝗿𝗼𝘄, 𝗶𝘁 𝘂𝘀𝗲𝗱 𝘁𝗵𝗲 𝗶𝗻𝗳𝗼𝗿𝗺𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗹𝗼𝗰𝗸𝗲𝗱 𝗶𝗻𝘀𝗶𝗱𝗲 𝗶𝘁𝘀 𝗰𝗲𝗹𝗹𝘂𝗹𝗮𝗿 𝗺𝗲𝗺𝗼𝗿𝘆.
ลองพิจารณาถึงต้นไม้ที่อยู่ข้างนอกหน้าต่างของเธอนั่น ในตอนนี้แม้มันจะสูงถึง 5 เมตรและปกคลุมบ้านของเธอด้วยร่มเงาอันมหึมาของมัน แต่มันก็ไม่ได้รู้อะไรที่มากไปกว่าตอนที่มันยังเป็นเพียงแค่เมล็ดพันธุ์เม็ดเล็กๆ ข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็นเพื่อที่จะกลายเป็นสิ่งที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นมีอยู่มาตั้งแต่ตอนที่มันเป็นเพียงแค่เมล็ดพันธุ์แล้ว ไม่มีอะไรที่มันต้องเรียนรู้ มันแค่ต้องเติบโตให้ได้เท่านั้น และเพื่อที่จะเติบโต มันก็แค่ต้องใช้ข้อมูลที่ถูกฝังเอาไว้อยู่แล้วในหน่วยความจําของมัน
"𝗬𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗻𝗼𝘁 𝘂𝗻𝗹𝗶𝗸𝗲 𝘁𝗵𝗲 𝘁𝗿𝗲𝗲.
ซึ่งเธอเองก็ไม่ต่างอะไรจากต้นไม้นั่น
"𝗛𝗮𝘃𝗲 𝗜 𝗻𝗼𝘁 𝘀𝗮𝗶𝗱, '𝗘𝘃𝗲𝗻 𝗯𝗲𝗳𝗼𝗿𝗲 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝘀𝗸, 𝗜 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗮𝗻𝘀𝘄𝗲𝗿𝗲𝗱?'"
ฉันไม่ได้เคยพูดหรือไงว่า “แม้ก่อนที่เธอจะถาม ฉันก็ได้ตอบเธอไปแล้ว”❓
𝗡 : 𝗬𝗲𝘀, 𝘆𝗲𝘀, 𝗯𝘂𝘁...𝘄𝗲𝗹𝗹, 𝗜 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝘁𝗼 𝗮𝘀𝗸 𝗮𝗴𝗮𝗶𝗻...𝘄𝗵𝗮𝘁, 𝘁𝗵𝗲𝗻, 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗼𝗶𝗻𝘁 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗰𝗼𝗻𝘃𝗲𝗿𝘀𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻? 𝗪𝗵𝘆 𝘁𝗮𝗹𝗸 𝘁𝗼 𝗮𝗻𝘆𝗼𝗻𝗲 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁 𝗮𝗻𝘆𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴, 𝗺𝘂𝗰𝗵 𝗹𝗲𝘀𝘀 𝗽𝗿𝗮𝘆 𝗼𝗿 𝘁𝗮𝗹𝗸 𝘁𝗼 𝗚𝗼𝗱?
N : เคยครับ แต่...ผมคงต้องถามอีกครั้ง...แล้วประเด็นของการสนทนานี้คืออะไรกันครับ❓ทำไมเราต้องไปเสียเวลาพูดคุยไม่ว่าจะกับใครในเรื่องใดๆด้วย หากในตัวเรามีคำตอบต่อทุกสิ่งทุกอย่างนั้นอยู่แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการสวดอธิษฐานเพื่อร้องขอคำตอบหรือมีการสนทนากับพระเจ้า❓
𝗚 : "𝗘𝘃𝗲𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝘁𝗿𝗲𝗲 𝗻𝗲𝗲𝗱𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝘂𝗻 𝘁𝗼 𝘀𝗽𝘂𝗿 𝗶𝘁𝘀 𝗴𝗿𝗼𝘄𝘁𝗵.
G : กระทั่งต้นไม้ก็จำเป็นต้องได้รับแสงแดดเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของตัวมัน
"𝗔𝗹𝗹 𝗼𝗳 𝗹𝗶𝗳𝗲 𝗶𝘀 𝗶𝗻𝘁𝗲𝗿𝗰𝗼𝗻𝗻𝗲𝗰𝘁𝗲𝗱. 𝗡𝗼 𝗮𝘀𝗽𝗲𝗰𝘁 𝗼𝗿 𝗶𝗻𝗱𝗶𝘃𝗶𝗱𝘂𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝗪𝗵𝗼𝗹𝗲 𝗮𝗰𝘁𝘀 𝗶𝗻𝗱𝗲𝗽𝗲𝗻𝗱𝗲𝗻𝘁𝗹𝘆 𝗼𝗳 𝗮𝗻𝘆 𝗼𝘁𝗵𝗲𝗿 𝗮𝘀𝗽𝗲𝗰𝘁 𝗼𝗿 𝗶𝗻𝗱𝗶𝘃𝗶𝗱𝘂𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻. 𝗟𝗶𝗳𝗲 𝗰𝗼𝗻𝘁𝗶𝗻𝘂𝗼𝘂𝘀𝗹𝘆 𝗰𝗿𝗲𝗮𝘁𝗲𝘀 𝗶𝗻𝘁𝗲𝗿𝗮𝗰𝘁𝗶𝘃𝗲𝗹𝘆. 𝗪𝗲 𝗮𝗿𝗲 𝗽𝗿𝗼𝗱𝘂𝗰𝗶𝗻𝗴 𝗼𝘂𝘁𝗰𝗼𝗺𝗲𝘀 𝗺𝘂𝘁𝘂𝗮𝗹𝗹𝘆. 𝗧𝗵𝗲𝗿𝗲 𝗶𝘀 𝗻𝗼 𝗼𝘁𝗵𝗲𝗿 𝘄𝗮𝘆 𝗪𝗲 𝗖𝗔𝗡 𝗽𝗿𝗼𝗱𝘂𝗰𝗲.
ทุกชีวิตนั้นต่างเชื่อมโยงถึงกัน ไม่มีแง่มุมใดๆ หรือภาคส่วนใดๆของทั้งหมดที่กระทำการเป็นอิสระจากกันและกันโดยไม่ขึ้นกับหรืออิงอาศัยภาคส่วนอื่นๆ ชีวิตนั้นสร้างการมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง เรา (พวกเราทุกคน) กำลังสร้างผลลัพธ์ร่วมกัน (เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการกระทำของพวกเราทุกคน) ผลลัพธ์ไม่มีทางถูกสร้างได้ด้วยวิธีอื่น นอกจากวิธีนี้
"𝗬𝗼𝘂𝗿 𝗰𝗼𝗻𝘃𝗲𝗿𝘀𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝗼𝘁𝗵𝗲𝗿𝘀, 𝗮𝗻𝗱 𝗮𝗹𝗹 𝘁𝗵𝗲 𝗶𝗻𝗳𝗼𝗿𝗺𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗰𝗼𝗺𝗲𝘀 𝘁𝗼 𝘆𝗼𝘂 𝗳𝗿𝗼𝗺 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗼𝘂𝘁𝗲𝗿 𝘄𝗼𝗿𝗹𝗱, 𝗶𝘀 𝗹𝗶𝗸𝗲 𝗿𝗮𝘆𝘀 𝗳𝗿𝗼𝗺 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝘂𝗻. 𝗧𝗵𝗲𝘆 𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝗲𝗲𝗱𝘀 𝘄𝗶𝘁𝗵𝗶𝗻 𝘆𝗼𝘂 𝘁𝗼 𝗴𝗿𝗼𝘄.
การที่เธอสนทนากับผู้อื่น และการที่ข้อมูลทั้งหมดจากโลกภายนอก (ตัวเธอ) เข้ามาถึงตัวเธอได้นั้น ก็เปรียบเสมือนแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องไปถึงต้นไม้ สิ่งเหล่านั้นทำให้เมล็ดพันธุ์ในตัวเธอเติบโต
"𝗧𝗵𝗲𝗿𝗲 𝗮𝗿𝗲 𝗺𝗮𝗻𝘆 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴𝘀 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗲𝘅𝗶𝘀𝘁 𝗶𝗻 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗼𝘂𝘁𝗲𝗿 𝘄𝗼𝗿𝗹𝗱 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗰𝗮𝗻 𝗹𝗲𝗮𝗱 𝘆𝗼𝘂 𝗶𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝗱𝗶𝗿𝗲𝗰𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗼𝗳 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗶𝗻𝗻𝗲𝗿 𝘁𝗿𝘂𝘁𝗵. 𝗬𝗲𝘁 𝗲𝘃𝗲𝗻 𝘁𝗵𝗼𝘀𝗲 𝗽𝗲𝗼𝗽𝗹𝗲, 𝗽𝗹𝗮𝗰𝗲𝘀, 𝗼𝗯𝗷𝗲𝗰𝘁𝘀, 𝗮𝗻𝗱 𝗲𝘃𝗲𝗻𝘁𝘀 𝗮𝗿𝗲 𝗼𝗻𝗹𝘆 𝗿𝗲𝗺𝗶𝗻𝗱𝗲𝗿𝘀. 𝗧𝗵𝗲𝘆 𝗮𝗿𝗲 𝗹𝗶𝗸𝗲 𝘀𝗶𝗴𝗻𝗽𝗼𝘀𝘁𝘀.
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่อยู่ภายนอกตัวเธอที่สามารถนำพาเธอไปสู่ความจริงที่มีอยู่แล้วภายในตัวเธอได้ แต่ทว่า ผู้คน สถานที่ สิ่งของ และเหตุการณ์ใด ๆ ก็ตามจากโลกภายนอกก็เป็นได้เพียงแค่เครื่องเตือนใจเธอเท่านั้น พวกมันก็เหมือนกับป้ายบอกทาง
"𝗧𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘀, 𝗶𝗻 𝗳𝗮𝗰𝘁, 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗲 '𝗼𝘂𝘁𝘀𝗶𝗱𝗲 𝘄𝗼𝗿𝗹𝗱' 𝗶𝘀 𝗮𝗹𝗹 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁. 𝗧𝗵𝗲 𝗽𝗵𝘆𝘀𝗶𝗰𝗮𝗹 𝘄𝗼𝗿𝗹𝗱 𝗶𝘀 𝗱𝗲𝘀𝗶𝗴𝗻𝗲𝗱 𝘁𝗼 𝗽𝗿𝗼𝘃𝗶𝗱𝗲 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝗮 𝗰𝗼𝗻𝘁𝗲𝘅𝘁 𝘄𝗶𝘁𝗵𝗶𝗻 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝘆𝗼𝘂 𝗺𝗶𝗴𝗵𝘁 𝗘𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝗼𝘂𝘁𝘄𝗮𝗿𝗱𝗹𝘆 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝗶𝗻𝘄𝗮𝗿𝗱𝗹𝘆."
นั่นคือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “โลกภายนอก (ตัวเธอ)” ที่เป็นโลกทางกายภาพที่ได้รับการออกแบบมาให้เป็นสนามหรือพื้นที่เพื่อให้เธอสามารถมีประสบการณ์ถึงสิ่งที่เธอรู้อยู่แล้วภายในได้จากภายนอก★
★ภายในคือการรู้ ภายนอกคือสนามแห่งประสบการณ์ที่ทำให้เราสามารถมีประสบการณ์ถึงสิ่งที่รู้อยู่ภายในได้ในทุกรูปแบบ –ผู้แปล–
𝗡 : 𝗔𝗻𝗱 𝘀𝗼 𝗜 𝗮𝗰𝘁𝘂𝗮𝗹𝗹𝘆 𝗯𝗲𝗻𝗲𝗳𝗶𝘁 𝗳𝗿𝗼𝗺 𝘁𝗵𝗲 𝘄𝗼𝗿𝗹𝗱 𝗮𝗿𝗼𝘂𝗻𝗱 𝗺𝗲 𝘀𝗵𝗼𝘄𝗶𝗻𝗴 𝘂𝗽 𝗲𝘅𝗮𝗰𝘁𝗹𝘆 𝗮𝘀 𝗶𝘁 𝗱𝗼𝗲𝘀.
N : ดังนั้น โลกภายนอกตัวผมก็มีประโยชน์ในแบบของมัน เพราะหากไม่มีมัน สิ่งที่ผมรู้อยู่ภายในก็ไม่อาจมีประสบการณ์ได้ ผมจึงกำลังได้รับประโยชน์จากโลกภายนอกอยู่จริงๆสินะ (ไม่ว่าจะเป็นการได้พูดคุยกับคนอื่นไม่ว่าจะในเรื่องใดก็ตาม หรือการได้รับข้อมูลใดๆจากแหล่งใดๆที่อยู่ภายนอกตัว)
𝗚 : "𝗔𝗹𝗹 𝗵𝘂𝗺𝗮𝗻𝘀 𝗱𝗼. 𝗧𝗵𝗮𝘁'𝘀 𝘄𝗵𝘆 𝗜 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝘀𝗮𝗶𝗱, 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂 𝗹𝗼𝗼𝗸 𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘄𝗼𝗿𝗹𝗱 𝗮𝗻𝗱 𝗮𝗹𝗹 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗵𝗮𝘀 𝗵𝗮𝗽𝗽𝗲𝗻𝗲𝗱 𝘁𝗼 𝘆𝗼𝘂, '𝗝𝘂𝗱𝗴𝗲 𝗻𝗼𝘁, 𝗮𝗻𝗱 𝗻𝗲𝗶𝘁𝗵𝗲𝗿 𝗰𝗼𝗻𝗱𝗲𝗺𝗻.'
G : มนุษย์ทุกคนก็ได้รับประโยชน์เหมือนกันหมดนั่นแหละ นั่นคือเหตุผลที่ทำไมฉันถึงบอกกับเธอว่า เมื่อเธอมองไปยังโลก (ภายนอก) และทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับเธอ 'จงอย่าตัดสินและจงอย่ากล่าวโทษสิ่งใดเลย' (เพราะหากเธอมองให้ลึก ทั้งหมดนั่นเป็นประโยชน์กับเธอ)
"𝗟𝗲𝘁 𝘂𝘀 𝘂𝘀𝗲 𝘁𝗵𝗲 𝘁𝗿𝗲𝗲 𝗮𝘀 𝗼𝘂𝗿 𝗰𝗼𝗻𝘁𝗶𝗻𝘂𝗶𝗻𝗴 𝗳𝗿𝗶𝗲𝗻𝗱 𝗶𝗻 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗽𝗼𝗿𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗼𝗳 𝗼𝘂𝗿 𝗱𝗶𝘀𝗰𝘂𝘀𝘀𝗶𝗼𝗻, 𝗵𝗲𝗹𝗽𝗶𝗻𝗴 𝘂𝘀 𝘁𝗼 𝗳𝗶𝗻𝗱 𝗱𝗲𝗲𝗽𝗲𝗿 𝘂𝗻𝗱𝗲𝗿𝘀𝘁𝗮𝗻𝗱𝗶𝗻𝗴.
เราจะใช้ต้นไม้เป็นผู้ช่วยเหลือของเราต่อไปในส่วนนี้ของการสนทนา เพื่อช่วยให้เรามีความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
"𝗟𝗲𝘁 𝘂𝘀 𝗶𝗺𝗮𝗴𝗶𝗻𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝘄𝗮𝗹𝗸𝗲𝗱 𝗼𝘂𝘁 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝗰𝗹𝗲𝗮𝗿𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗻𝗱 𝗱𝗲𝗲𝗽 𝗶𝗻𝘁𝗼 𝗮 𝗳𝗼𝗿𝗲𝘀𝘁. 𝗬𝗼𝘂 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗻𝗲𝘃𝗲𝗿 𝘄𝗮𝗹𝗸𝗲𝗱 𝘀𝗼 𝗱𝗲𝗲𝗽𝗹𝘆 𝗶𝗻𝘁𝗼 𝘁𝗵𝗲 𝘄𝗼𝗼𝗱𝘀 𝗯𝗲𝗳𝗼𝗿𝗲, 𝗮𝗻𝗱 𝘆𝗼𝘂 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗹𝗶𝗸𝗲𝗹𝘆 𝘁𝗼 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗮 𝗹𝗶𝘁𝘁𝗹𝗲 𝗱𝗶𝗳𝗳𝗶𝗰𝘂𝗹𝘁𝘆 𝗹𝗼𝗰𝗮𝘁𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗵𝗲 𝗰𝗹𝗲𝗮𝗿𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗴𝗮𝗶𝗻. 𝗦𝗼, 𝘆𝗼𝘂 𝗽𝗹𝗮𝗰𝗲 𝗺𝗮𝗿𝗸𝗶𝗻𝗴𝘀 𝗼𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝘁𝗿𝗲𝗲𝘀 𝗮𝘀 𝘆𝗼𝘂 𝗴𝗼.
ให้ลองจินตนาการว่า เธอได้ออกจากที่โล่งและเดินลึกเข้าไปในป่า เธอไม่เคยเดินเข้าไปในป่าลึกขนาดนี้มาก่อน และเธอรู้ว่าเธอน่าจะมีปัญหาเล็กน้อยในการหาตำแหน่งของที่โล่งอีกครั้ง ดังนั้น เธอจึงทำเครื่องหมายไว้บนต้นไม้ในขณะที่เธอเดินไป
"𝗡𝗼𝘄, 𝗮𝘀 𝘆𝗼𝘂 𝗹𝗲𝗮𝘃𝗲 𝘁𝗵𝗲 𝗳𝗼𝗿𝗲𝘀𝘁, 𝘆𝗼𝘂 𝘀𝗲𝗲 𝘁𝗵𝗲𝘀𝗲 𝗺𝗮𝗿𝗸𝗶𝗻𝗴𝘀 𝗮𝗻𝗱 𝘆𝗼𝘂 𝗿𝗲𝗺𝗲𝗺𝗯𝗲𝗿 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗽𝘂𝘁 𝘁𝗵𝗲𝗺 𝘁𝗵𝗲𝗿𝗲 𝘀𝗼 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗰𝗼𝘂𝗹𝗱 𝗳𝗶𝗻𝗱 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝘄𝗮𝘆 𝗼𝘂𝘁.
ในตอนที่เธอเดินออกจากป่า เธอจะเห็นเครื่องหมายเหล่านี้ และเธอจำได้ว่าเธอเป็นคนทำเครื่องหมายเหล่านี้เอาไว้เพื่อที่เธอจะสามารถหาทางออกจากป่าได้
"𝗧𝗵𝗲𝘀𝗲 𝗺𝗮𝗿𝗸𝗶𝗻𝗴𝘀 𝗮𝗿𝗲 𝗲𝘅𝘁𝗲𝗿𝗶𝗼𝗿 𝘁𝗼 𝘆𝗼𝘂𝗿𝘀𝗲𝗹𝗳. 𝗨𝗹𝘁𝗶𝗺𝗮𝘁𝗲𝗹𝘆 𝘁𝗵𝗲𝘆 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝗹𝗲𝗮𝗱 𝘆𝗼𝘂 𝗯𝗮𝗰𝗸 𝗛𝗼𝗺𝗲, 𝗯𝘂𝘁 𝘁𝗵𝗲𝘆 𝗮𝗿𝗲 𝗻𝗼𝘁 '𝗛𝗼𝗺𝗲' 𝗶𝘁𝘀𝗲𝗹𝗳.
𝗧𝗵𝗲 𝗺𝗮𝗿𝗸𝗶𝗻𝗴𝘀 𝘀𝗵𝗼𝘄 𝘆𝗼𝘂 𝘁𝗵𝗲 𝘁𝗿𝗮𝗶𝗹, 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗮𝘁𝗵, 𝘁𝗵𝗲 𝘄𝗮𝘆—𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗲 𝘄𝗮𝘆 𝗹𝗼𝗼𝗸𝘀 𝗳𝗮𝗺𝗶𝗹𝗶𝗮𝗿 𝘁𝗼 𝘆𝗼𝘂. 𝗬𝗼𝘂 𝗿𝗲𝗰𝗼𝗴𝗻𝗶𝘇𝗲 𝗶𝘁. 𝗧𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘀, 𝘆𝗼𝘂 '𝗿𝗲-𝗰𝗼𝗴𝗻𝗶𝘇𝗲' 𝗶𝘁, 𝗼𝗿 '𝗸𝗻𝗼𝘄 𝗶𝘁 𝗮𝗴𝗮𝗶𝗻.' 𝗬𝗲𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝗪𝗮𝘆 𝗶𝘀 𝗻𝗼𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝗗𝗲𝘀𝘁𝗶𝗻𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻, 𝗢𝗻𝗹𝘆 𝘆𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗻 𝘁𝗮𝗸𝗲 𝘆𝗼𝘂𝗿𝘀𝗲𝗹𝗳 𝘁𝗼 𝘁𝗵𝗲 𝗗𝗲𝘀𝘁𝗶𝗻𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻.
เครื่องหมายเหล่านี้เป็นสิ่งภายนอกตัวเธอ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วพวกมันจะพาเธอกลับบ้าน แต่ตัวพวกมันเองไม่ใช่ “บ้าน” เครื่องหมายเป็นตัวบ่งบอกถึงร่อยรอย ถึงเส้นทาง ถึงทิศทาง —ที่ทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยถึงเส้นทางนั้นว่าเธอเคยเดินผ่านมันมาแล้ว นั่นก็คือการที่เธอจดจำมันได้อีกครั้ง หรือก็คือ “รับรู้ (ตระหนักรู้)–ถึงมันได้อีกครั้ง แต่ทว่า #เส้นทางนั้นไม่ใช่จุดหมายปลายทาง ที่ซึ่งมีเธอเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะนำพาตัวเองไปสู่จุดหมายปลายทางได้★
★นี่ทำให้ผมนึกถึงพุทธวจนะที่ว่า (อีกแล้ว) 'อัตตาหิ อัตตโนนาโถ – ตนแลเป็นที่พึงแห่งตน' และก็ 'ท่านทั้งหลายต้องทำความเพียรเอาเอง ตถาคตเป็นเพียงแค่ผู้บอกทางเท่านั้น' –ผู้แปล–
"𝗢𝘁𝗵𝗲𝗿𝘀 𝗰𝗮𝗻 𝗹𝗲𝗮𝗱 𝘆𝗼𝘂 𝘁𝗼 𝗮 𝗽𝗮𝘁𝗵, 𝗼𝘁𝗵𝗲𝗿𝘀 𝗰𝗮𝗻 𝘀𝗵𝗼𝘄 𝘆𝗼𝘂 𝘁𝗵𝗲𝗶𝗿 𝘄𝗮𝘆, 𝗯𝘂𝘁 𝗼𝗻𝗹𝘆 𝘆𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗻 𝘁𝗮𝗸𝗲 𝘆𝗼𝘂𝗿𝘀𝗲𝗹𝗳 𝘁𝗼 𝘁𝗵𝗲 𝗗𝗲𝘀𝘁𝗶𝗻𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻. 𝗢𝗻𝗹𝘆 𝘆𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗻 𝗱𝗲𝗰𝗶𝗱𝗲 𝘁𝗼 𝗯𝗲 𝗛𝗼𝗺𝗲 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝗚𝗼𝗱.
คนอื่นสามารถนำเธอเข้าสู่เส้นทางได้ คนอื่นสามารถชี้ทางให้เธอได้ แสดงหนทางของพวกเขาให้เธอเห็นได้ แต่มีเธอเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะพาตัวเองไปสู่จุดหมายปลายทางได้ (ด้วยการก้าวไปบนหนทาง) และมีเพียงเธอเท่านั้นที่สามารถตัดสินใจจะหวนคืนสู่พระเจ้า (กลับบ้านไปอยู่ร่วมกับพระองค์)
"𝗬𝗼𝘂𝗿 𝗼𝘂𝘁𝗲𝗿 𝘄𝗼𝗿𝗹𝗱 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗮𝘁𝗵. 𝗜𝘁 𝗶𝘀 𝗺𝗲𝗮𝗻𝘁 𝘁𝗼 𝗹𝗲𝗮𝗱 𝘆𝗼𝘂 𝗯𝗮𝗰𝗸 𝗛𝗼𝗺𝗲. 𝗜𝗻𝗱𝗲𝗲𝗱, 𝗮𝗹𝗹 𝘁𝗵𝗲 𝗲𝘃𝗲𝗻𝘁𝘀 𝗶𝗻 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗼𝘂𝘁𝗲𝗿 𝘄𝗼𝗿𝗹𝗱 𝗮𝗿𝗲 𝗺𝗲𝗮𝗻𝘁 𝘁𝗼 𝗱𝗼 𝗲𝘅𝗮𝗰𝘁𝗹𝘆 𝘁𝗵𝗮𝘁. 𝗧𝗵𝗮𝘁'𝘀 𝘄𝗵𝘆 𝘆𝗼𝘂 𝗽𝘂𝘁 𝘁𝗵𝗲𝗺 𝘁𝗵𝗲𝗿𝗲."
โลกภายนอกตัวเธอคือเส้นทาง มีไว้เพื่อนำเธอกลับบ้าน แท้ที่จริงแล้วเหตุการณ์ทั้งหมดในโลกภายนอกตัวเธอมีจุดประสงค์เพื่อพาเธอกลับบ้าน นั่นคือเหตุผลที่เธอวางพวกมันไว้ที่นั่น (วางแผนให้เป็นอย่างนั้น)
𝗡 : 𝗧𝗵𝗲𝘆 𝗮𝗿𝗲 𝗺𝗮𝗿𝗸𝘀 𝗼𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝘁𝗿𝗲𝗲𝘀.
N : พวกมันก็คือเครื่องหมายบนต้นไม้
𝗚 : "𝗧𝗵𝗲𝘆 𝗮𝗿𝗲."
G : ใช่แล้ว
𝗡 : 𝗕𝘂𝘁 𝗶𝗳 𝗜 𝗽𝘂𝘁 𝗲𝘃𝗲𝗿𝘆𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴 𝗶𝗻 𝗺𝘆 𝗼𝘂𝘁𝗲𝗿 𝘄𝗼𝗿𝗹𝗱 𝗶𝗻𝘁𝗼 𝗽𝗹𝗮𝗰𝗲 𝘀𝗼 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗜 𝗰𝗼𝘂𝗹𝗱 𝗹𝗲𝗮𝗱 𝗺𝘆𝘀𝗲𝗹𝗳 𝗯𝗮𝗰𝗸 𝘁𝗼 𝗺𝘆 𝗶𝗻𝗻𝗲𝗿 𝘁𝗿𝘂𝘁𝗵—𝘁𝗵𝗮𝘁'𝘀 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂'𝗿𝗲 𝘀𝗮𝘆𝗶𝗻𝗴 𝗵𝗲𝗿𝗲, 𝘆𝗲𝘀—?
N : การที่ผมวางทุกสิ่งทุกอย่างในโลกภายนอกตัวผมให้ถูกที่ (คน เวลา สถานที่ เหตุการณ์) ก็เพื่อที่ผมจะสามารถนำพาตัวเองกลับเข้าสู่ความจริงภายในตัวผมได้ —นั่นคือสิ่งที่พระองค์กำลังบอกอยู่ใช่ไหมครับ❓
𝗚 : "𝗧𝗵𝗮𝘁'𝘀 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝗜'𝗺 𝘀𝗮𝘆𝗶𝗻𝗴 𝗵𝗲𝗿𝗲. 𝗬𝗼𝘂 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗶𝘁 𝗲𝘅𝗮𝗰𝘁𝗹𝘆 𝗿𝗶𝗴𝗵𝘁."
G : นั่นคือสิ่งที่ฉันกำลังบอก เธอเข้าใจถูกต้องแล้ว
𝗡 : —𝗶𝗳 𝗜 𝗱𝗶𝗱 𝘁𝗵𝗮𝘁, 𝘁𝗵𝗲𝗻, 𝗶𝗻 𝗮 𝘀𝗲𝗻𝘀𝗲. 𝗜 𝗽𝘂𝘁 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗯𝗼𝗼𝗸 𝗶𝗻𝘁𝗼 𝗺𝘆 𝗼𝘄𝗻 𝗵𝗮𝗻𝗱𝘀.
N : —หากผมทำอย่างนั้น นั่นก็หมายถึง ผมเป็นคนวางหนังสือเล่มนี้ไว้ในมือของผมเอง
𝗚 : "𝗧𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘀 𝗰𝗼𝗿𝗿𝗲𝗰𝘁."
G : ถูกต้องแล้ว
𝗡 : 𝗜 '𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲𝗱' 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗺𝗮𝘁𝗲𝗿𝗶𝗮𝗹 𝘁𝗼 𝗰𝗼𝗺𝗲 𝘁𝗼 𝗺𝗲, 𝗲𝘅𝗮𝗰𝘁𝗹𝘆 𝗮𝘀 𝗶𝘁'𝘀 𝗰𝗼𝗺𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝗺𝗲 𝗿𝗶𝗴𝗵𝘁 𝗻𝗼𝘄. 𝗜𝘁'𝘀 𝗮 𝘀𝗶𝗴𝗻𝗽𝗼𝘀𝘁. 𝗜𝘁'𝘀 𝗮 𝗺𝗮𝗿𝗸 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝘁𝗿𝗲𝗲.
N : ตัวผมเอง “เป็นต้นเหตุ” ให้ข้อความเหล่านี้เดินทางมาหาผม เหมือนกับที่มันมาถึงผมแล้วในตอนนี้ มันคือป้ายบอกทาง เป็นเครื่องหมายที่อยู่บนต้นไม้ (ที่ผมเป็นคนทำไว้เอง)
𝗚 : "𝗡𝗼𝘄 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝘀𝗲𝗲𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴𝘀 𝗰𝗹𝗲𝗮𝗿𝗹𝘆. 𝗧𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘀 𝗽𝗿𝗲𝗰𝗶𝘀𝗲𝗹𝘆 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘀 𝘀𝗼."
G : ตอนนี้เธอกำลังมองเห็นสิ่งต่างๆได้อย่างชัดเจน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันก็เป็นเช่นนั้น
𝗡 : 𝗕𝘂𝘁 𝘁𝗵𝗲𝗻, 𝗶𝗳 𝗲𝘃𝗲𝗿𝘆𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴 𝗶𝗻 𝗺𝘆 𝗼𝘂𝘁𝗲𝗿 𝘄𝗼𝗿𝗹𝗱 𝗶𝘀 𝗮 𝘀𝗶𝗴𝗻𝗽𝗼𝘀𝘁, 𝗵𝗼𝘄 𝗱𝗼𝗲𝘀 𝗮𝗻𝘆 𝘀𝗶𝗻𝗴𝗹𝗲 𝗽𝗮𝗿𝘁 𝗼𝗳 𝗶𝘁 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗮𝗻𝘆 𝘀𝗶𝗴𝗻𝗶𝗳𝗶𝗰𝗮𝗻𝗰𝗲?
𝗧𝗵𝗮𝘁 𝘄𝗼𝘂𝗹𝗱 𝗯𝗲 𝗹𝗶𝗸𝗲 𝘄𝗮𝗹𝗸𝗶𝗻𝗴 𝗱𝗼𝘄𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝘁𝗿𝗲𝗲𝘁 𝗮𝗻𝗱 𝗮𝗿𝗿𝗶𝘃𝗶𝗻𝗴 𝗮𝘁 𝗮𝗻 𝗶𝗻𝘁𝗲𝗿𝘀𝗲𝗰𝘁𝗶𝗼𝗻, 𝗼𝗻𝗹𝘆 𝘁𝗼 𝘀𝗲𝗲 𝗮𝗹𝗹 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝗶𝗴𝗻𝘀 𝗽𝗼𝗶𝗻𝘁𝗶𝗻𝗴 𝗶𝗻 𝗱𝗶𝗳𝗳𝗲𝗿𝗲𝗻𝘁 𝗱𝗶𝗿𝗲𝗰𝘁𝗶𝗼𝗻𝘀, 𝘆𝗲𝘁 𝗮𝗹𝗹 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲𝗺 𝘀𝗮𝘆𝗶𝗻𝗴 𝗧𝗛𝗜𝗦 𝗪𝗔𝗬 𝗛𝗢𝗠𝗘.
N : แต่ถ้าทุกอย่างในโลกภายนอกของผมเป็นเพียงแค่ป้ายบอกทาง แล้วผมจะรู้ได้ยังไงล่ะครับว่าป้ายไหนคือป้ายที่สำคัญ❓ มันก็เหมือนกับการเดินไปตามถนน ที่เมื่อเดินไปถึงสี่แยก เราก็จะเห็นป้ายทั้งหมดที่ชี้ไปในทิศทางต่างๆ ซึ่งทุกป้ายนั่นก็บอกเหมือนกันหมดว่า “นี่คือทางกลับบ้าน”
𝗚 : "𝗡𝗼𝘄 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗿𝗲𝗮𝗹𝗹𝘆 𝘀𝗲𝗲𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴𝘀 𝗰𝗹𝗲𝗮𝗿𝗹𝘆."
G : ตอนนี้เธอกำลังมองเห็นสิ่งต่างๆได้อย่างชัดเจนแล้วจริงๆ
𝗡 : 𝗪𝗵𝗮𝘁 𝗶𝗻 𝗵𝗲𝗮𝘃𝗲𝗻'𝘀 𝗻𝗮𝗺𝗲 𝗮𝗿𝗲 𝘆𝗼𝘂 𝘀𝗮𝘆𝗶𝗻𝗴?
N : สวรรค์ทรงโปรด พระองค์กำลังหมายความว่าอะไรกันแน่ครับ❓
𝗚 : "𝗜'𝗺 𝘀𝗮𝘆𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗻𝗼 𝗺𝗮𝘁𝘁𝗲𝗿 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝘄𝗮𝘆 𝘆𝗼𝘂 𝗴𝗼, 𝘆𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗻𝗻𝗼𝘁 𝗳𝗮𝗶𝗹 𝘁𝗼 𝗴𝗲𝘁 𝗛𝗼𝗺𝗲."
G : ฉันกำลังหมายความว่า #ไม่ว่าเธอจะไปทางไหน #เธอก็ไม่อาจล้มเหลวในการกลับถึงบ้านได้
𝗡 : 𝗧𝗵𝗲𝗻 𝗶𝘁 𝗱𝗼𝗲𝘀𝗻'𝘁 𝗺𝗮𝘁𝘁𝗲𝗿 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝗽𝗮𝘁𝗵 𝗜 𝘁𝗮𝗸𝗲.
N : ถ้าอย่างนั้นมันก็ไม่สำคัญว่าผมจะไปทางไหน
𝗚 : "𝗡𝗼, 𝗶𝘁 𝗱𝗼𝗲𝘀 𝗻𝗼𝘁."
G : ถูกแล้ว มันไม่สำคัญเลยว่าเธอจะไปทางไหน
𝗡 : 𝗜𝘁 𝗱𝗼𝗲𝘀𝗻'𝘁 𝗺𝗮𝘁𝘁𝗲𝗿 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝗽𝗮𝘁𝗵 𝗜 𝘁𝗮𝗸𝗲?
N : ไม่สำคัญว่าผมจะไปทางไหนจริงๆเหรอครับ❓
𝗚 : "𝗜𝘁 𝘁𝗼𝘁𝗮𝗹𝗹𝘆, 𝗮𝗯𝘀𝗼𝗹𝘂𝘁𝗲𝗹𝘆, 𝗮𝗻𝗱 𝗽𝗼𝘀𝗶𝘁𝗶𝘃𝗲𝗹𝘆 𝗱𝗼𝗲𝘀 𝗻𝗼𝘁."
G : ไม่สำคัญโดยสิ้นเชิง อย่างไม่มีเงื่อนไข และหมายความตามตัวอักษรอย่างแท้จริง
𝗡 : 𝗧𝗵𝗲𝗻 𝘄𝗵𝘆 𝘄𝗼𝘂𝗹𝗱 𝗜 𝗯𝗼𝘁𝗵𝗲𝗿 𝘁𝗮𝗸𝗶𝗻𝗴 𝗼𝗻𝗲 𝗽𝗮𝘁𝗵 𝗼𝘃𝗲𝗿 𝘁𝗵𝗲 𝗼𝘁𝗵𝗲𝗿? 𝗜𝗳 𝗮𝗹𝗹 𝗽𝗮𝘁𝗵𝘀 𝗹𝗲𝗮𝗱 𝗛𝗼𝗺𝗲, 𝘄𝗵𝗮𝘁'𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗱𝗶𝗳𝗳𝗲𝗿𝗲𝗻𝗰𝗲 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝗽𝗮𝘁𝗵 𝗜 𝘁𝗮𝗸𝗲?
N : แล้วทำไมผมต้องกังวลไปกับการเดินไปบนเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งเพียงทางเดียวด้วย❓ ในเมื่อไม่ว่าทางไหนก็สามารถพาผมกลับถึงบ้านได้เหมือนกัน ไม่ว่าผมจะใช้เส้นทางไหนมันแตกต่างกันด้วยหรือครับ❓
𝗚 : "𝗦𝗼𝗺𝗲 𝗽𝗮𝘁𝗵𝘀 𝗮𝗿𝗲 𝗹𝗲𝘀𝘀 𝗮𝗿𝗱𝘂𝗼𝘂𝘀."
G : ต่างสิ เพราะบางเส้นทางนั้นลำบากน้อยกว่า
(((จบบทที่ 5)))
หนังสือ
จิตวิญญาณ
บันทึก
3
2
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
HOME WITH GOD
3
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย