25 มี.ค. 2023 เวลา 06:19 • หนังสือ

#7 HWG. — บทที่ 6️⃣ (ส่วนที่ 2)

▪️ผู้แปล : แอดมิน
🔸นี่เป็นงานแปลชิ้นที่ 2 ที่ผมตั้งใจแปลมากๆ หากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
𝗧𝗵𝗲 𝘄𝗼𝗼𝗱𝘀 𝗮𝗿𝗲 𝗹𝗼𝘃𝗲𝗹𝘆, 𝗱𝗮𝗿𝗸 𝗮𝗻𝗱 𝗱𝗲𝗲𝗽.
𝗕𝘂𝘁 𝗜 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗽𝗿𝗼𝗺𝗶𝘀𝗲𝘀 𝘁𝗼 𝗸𝗲𝗲𝗽.
𝗔𝗻𝗱 𝗺𝗶𝗹𝗲𝘀 𝘁𝗼 𝗴𝗼 𝗯𝗲𝗳𝗼𝗿𝗲 𝗜 𝘀𝗹𝗲𝗲𝗽.
𝗔𝗻𝗱 𝗺𝗶𝗹𝗲𝘀 𝘁𝗼 𝗴𝗼 𝗯𝗲𝗳𝗼𝗿𝗲 𝗜 𝘀𝗹𝗲𝗲𝗽.
ป่าข้างทางนั้นสวย
แต่มันช่างมืด ครึ้ม และ ลึกยิ่งนัก
ทว่าฉันสัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะเดินป่า
ยังต้องเดินอีกตั้งไกล กว่าจะได้พัก
ยังต้องเดินเข้าไปอีกลึกเลย กว่าจะได้นอน
𝗚 : "𝗦𝗼 𝗰𝗼𝗺𝗲 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝗺𝗲 𝗻𝗼𝘄. 𝗟𝗲𝘁 𝘂𝘀 𝗷𝗼𝘂𝗿𝗻𝗲𝘆 𝘁𝗼𝗴𝗲𝘁𝗵𝗲𝗿 𝗶𝗻𝘁𝗼 𝘁𝗵𝗲 𝗰𝗹𝗲𝗮𝗿𝗶𝗻𝗴, 𝘀𝗼 𝘁𝗵𝗮𝘁, 𝗮𝘁 𝗹𝗮𝘀𝘁, 𝘆𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗻 𝘁𝗲𝗹𝗹 𝘁𝗵𝗲 𝘁𝗿𝗲𝗲𝘀 𝗳𝗿𝗼𝗺 𝘁𝗵𝗲 𝗳𝗼𝗿𝗲𝘀𝘁."
G : งั้นมากับฉันเดี๋ยวนี้เลย ให้เราเดินทางไปด้วยกันสู่ที่โล่ง เพื่อที่ในที่สุด เธอจะสามารถออกจากป่าได้ (กลับเข้าเส้นทาง)
𝗡 : 𝗢𝗸𝗮𝘆. 𝗢𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝗷𝗼𝘂𝗿𝗻𝗲𝘆 𝘁𝗼 𝗰𝗹𝗮𝗿𝗶𝘁𝘆 𝘄𝗲 𝗴𝗼. 𝗜 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗳𝗼𝘂𝗻𝗱 𝗺𝘆𝘀𝗲𝗹𝗳 𝗶𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝘄𝗼𝗼𝗱𝘀. 𝗜 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝘀𝘁𝘂𝗺𝗯𝗹𝗲𝗱 𝗶𝗻𝘁𝗼 𝘁𝗵𝗲 𝗱𝗮𝗿𝗸 𝗳𝗼𝗿𝗲𝘀𝘁 𝗼𝗳 𝗺𝘆 𝗼𝘄𝗻 𝗰𝗼𝗻𝗳𝗹𝗶𝗰𝘁𝘀 𝗮𝗻𝗱 𝗰𝗼𝗻𝗳𝘂𝘀𝗶𝗼𝗻𝘀, 𝗮𝗻𝗱 𝗜 𝘁𝗿𝘂𝗹𝘆 𝘄𝗮𝗻𝘁 𝗻𝗼𝘄 𝘁𝗼 𝗴𝗲𝘁 '𝗯𝗮𝗰𝗸 𝗛𝗼𝗺𝗲.'
𝗕𝘂𝘁 𝗶𝘀𝗻'𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝗵𝗼𝗿𝘁𝗲𝘀𝘁 𝗽𝗮𝘁𝗵 𝘁𝗵𝗲 𝗯𝗲𝘁𝘁𝗲𝗿 𝗽𝗮𝘁𝗵? 𝗜 𝗺𝗲𝗮𝗻, 𝗶𝘀𝗻'𝘁 𝗮 𝘀𝗵𝗼𝗿𝘁𝗲𝗿 '𝗯𝗲𝘁𝘁𝗲𝗿'? 𝗔𝗻𝗱 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝗵𝗼𝗿𝘁𝗲𝘀𝘁 𝗽𝗮𝘁𝗵?
N : ตกลงครับ ในขณะที่เรากำลังเดินไปด้วยกันสู่ที่โล่ง ระหว่างทางนั้นผมพบว่าตัวเองอยู่ในป่า เป็นป่าอันมืดมิดแห่งความขัดแย้งและความสับสนของตัวผมเองที่ผมเดินหลงเข้าไป และตอนนี้ผมก็รู้ตัวแล้วว่าผมต้องการที่จะ “กลับบ้าน” แล้วจริงๆ แต่เส้นทางที่สั้นที่สุดไม่ได้เป็นเส้นทางที่ดีกว่าหรอกหรือครับ❓ ผมหมายความว่า สั้นกว่า ย่อม “ดีกว่า” (ยาว) ไม่ใช่หรือครับ❓ และเส้นทางที่สั้นที่สุดนั้นคืออะไรครับ❓
𝗚 : "𝗜𝗻 𝗼𝗿𝗱𝗲𝗿 𝘁𝗼 𝗮𝗻𝘀𝘄𝗲𝗿 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗾𝘂𝗲𝘀𝘁𝗶𝗼𝗻 𝘄𝗲 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝘁𝗼 𝗱𝗲𝗳𝗶𝗻𝗲 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝘄𝗲 𝗺𝗲𝗮𝗻 𝗯𝘆 '𝗛𝗼𝗺𝗲.' 𝗪𝗵𝗮𝘁, 𝗲𝘅𝗮𝗰𝘁𝗹𝘆, 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗶𝘀 '𝗵𝗼𝗺𝗲' 𝘁𝗼 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝗽𝗲𝗼𝗽𝗹𝗲 𝘀𝗲𝗲𝗸 𝘁𝗼 𝗿𝗲𝘁𝘂𝗿𝗻?
G : เพื่อที่จะตอบคำถามนี้เราต้องให้คำจำกัดความว่า “บ้าน” ที่เราพูดถึงกันอยู่นี้หมายถึงอะไรเสียก่อน ความหมายที่แท้จริงของคำว่า “บ้าน” ที่ผู้คนแสวงหาหนทางที่จะกลับไปนั้นคืออะไร❓
"𝗠𝗼𝘀𝘁 𝗽𝗲𝗼𝗽𝗹𝗲 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗸 𝘁𝗵𝗮𝘁 '𝗴𝗼𝗶𝗻𝗴 𝗵𝗼𝗺𝗲' 𝗺𝗲𝗮𝗻𝘀 𝗿𝗲𝘁𝘂𝗿𝗻𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝗚𝗼𝗱. 𝗕𝘂𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗻𝗻𝗼𝘁 𝗿𝗲𝘁𝘂𝗿𝗻 𝘁𝗼 𝗚𝗼𝗱, 𝗯𝗲𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝘆𝗼𝘂 𝗻𝗲𝘃𝗲𝗿 𝗹𝗲𝗳𝘁 𝗚𝗼𝗱--𝗮𝗻𝗱 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝘀𝗼𝘂𝗹 𝗸𝗻𝗼𝘄𝘀 𝘁𝗵𝗶𝘀.
คนส่วนใหญ่คิดว่าการ “กลับบ้าน” หมายถึงการกลับไปหาพระเจ้า แต่เธอไม่สามารถกลับไปหาพระเจ้าได้หรอก เพราะเธอไม่เคยแยกจากพระเจ้าไปไหนเลยแม้เพียงชั่วขณะเดียว —ซึ่งวิญญาณของเธอรู้เรื่องนี้ดี
"𝗬𝗢𝗨 𝗺𝗮𝘆 𝗻𝗼𝘁 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗮𝘁 𝗮 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹, 𝗯𝘂𝘁 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝘀𝗼𝘂𝗹𝘀 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘁𝗵𝗶𝘀."
ตัวเธออาจไม่รู้เรื่องนี้ในระดับของจิตสำนึก แต่วิญญาณของเธอรู้
𝗡 : 𝗕𝘂𝘁 𝗶𝗳 𝗺𝘆 𝘀𝗼𝘂𝗹 𝗸𝗻𝗼𝘄𝘀 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗜 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗻𝗼 𝗻𝗲𝗲𝗱 𝘁𝗼 𝗿𝗲𝘁𝘂𝗿𝗻 𝘁𝗼 𝗚𝗼𝗱 𝗯𝗲𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝗜 𝗻𝗲𝘃𝗲𝗿 𝗹𝗲𝗳𝘁 𝗚𝗼𝗱, 𝘁𝗵𝗲𝗻 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘀 𝗺𝘆 𝘀𝗼𝘂𝗹 𝘁𝗿𝘆𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝗱𝗼? 𝗪𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝘂𝗿𝗽𝗼𝘀𝗲 𝗼𝗳 𝗹𝗶𝗳𝗲 𝗼𝗻 𝗲𝗮𝗿𝘁𝗵, 𝗳𝗿𝗼𝗺 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝗼𝘂𝗹'𝘀 𝗽𝗼𝗶𝗻𝘁 𝗼𝗳 𝘃𝗶𝗲𝘄?
N : แต่ถ้าวิญญาณของผมรู้ว่าผมไม่จำเป็นต้องกลับไปหาพระเจ้าเพราะผมไม่เคยจากพระเจ้าไปไหนเลย แล้ววิญญาณของผมกำลังพยายามทำอะไรอยู่กันแน่ครับ❓ อะไรคือจุดมุ่งหมายของการมีชีวิตบนโลกจากมุมมองของวิญญาณครับ❓
𝗚 : "𝗜 𝗰𝗮𝗻 𝘁𝗲𝗹𝗹 𝘆𝗼𝘂 𝗶𝗻 𝗳𝗼𝘂𝗿 𝘄𝗼𝗿𝗱𝘀.
G : ฉันสามารถบอกเธอได้ในสี่ประโยค
"𝗬𝗼𝘂𝗿 𝘀𝗼𝘂𝗹 𝗶𝘀 𝘀𝗲𝗲𝗸𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘁 𝗸𝗻𝗼𝘄𝘀.
#วิญญาณของเธอแสวงหาประสบการณ์ในสิ่งที่มันรู้
"𝗬𝗼𝘂𝗿 𝘀𝗼𝘂𝗹 𝗸𝗻𝗼𝘄𝘀 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗻𝗲𝘃𝗲𝗿 𝗹𝗲𝗳𝘁 𝗚𝗼𝗱, 𝗮𝗻𝗱 𝗶𝘁 𝗶𝘀 𝘀𝗲𝗲𝗸𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁.
#วิญญาณของเธอรู้ว่าเธอไม่เคยจากพระเจ้าไปไหน #และตัวมันก็กำลังแสวงหาการมีประสบการณ์เช่นนั้น (ประสบการณ์ของการเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า)
"𝗟𝗶𝗳𝗲 𝗶𝘀 𝗮 𝗽𝗿𝗼𝗰𝗲𝘀𝘀 𝘄𝗵𝘆 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝗼𝘂𝗹 𝘁𝘂𝗿𝗻𝘀 𝗞𝗻𝗼𝘄𝗶𝗻𝗴 𝗶𝗻𝘁𝗼 𝗘𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗶𝗻𝗴, 𝗮𝗻𝗱 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗸𝗻𝗼𝘄𝗻 𝗮𝗻𝗱 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲𝗱 𝗯𝗲𝗰𝗼𝗺𝗲𝘀 𝗮 𝗳𝗲𝗹𝘁 𝗿𝗲𝗮𝗹𝗶𝘁𝘆, 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗽𝗿𝗼𝗰𝗲𝘀𝘀 𝗶𝘀 𝗰𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗲.
#ชีวิตคือกระบวนการที่วิญญาณเปลี่ยนการรู้ให้เป็นประสบการณ์ #และเมื่อสิ่งที่เธอเคยรู้และเคยมีประสบการณ์กลายเป็นความจริงที่รู้สึกได้ #กระบวนการนั้นก็จะเสร็จสมบูรณ์
"𝗛𝗼𝗺𝗲, 𝗶𝘁 𝘁𝘂𝗿𝗻𝘀 𝗼𝘂𝘁, 𝗶𝘀 𝗮 𝗽𝗹𝗮𝗰𝗲 𝗰𝗮𝗹𝗹𝗲𝗱 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗶𝗼𝗻.
นิยามของคำว่า “บ้าน” ในทีนี้ก็จะกลายเป็นสถานที่ที่หมายถึง #การเสร็จสิ้นสมบูรณ์
"𝗜𝘁 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗲 𝗔𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗼𝗳 𝗪𝗵𝗼 𝗬𝗼𝘂 𝗥𝗲𝗮𝗹𝗹𝘆 𝗔𝗿𝗲 𝘁𝗵𝗿𝗼𝘂𝗴𝗵 𝘁𝗵𝗲 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗲 𝗞𝗻𝗼𝘄𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗲 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗲 𝗘𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗲 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗲 𝗙𝗲𝗲𝗹𝗶𝗻𝗴 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗮𝘁. 𝗜𝘁 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗘𝗻𝗱 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝗦𝗲𝗽𝗮𝗿𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗯𝗲𝘁𝘄𝗲𝗲𝗻 𝗬𝗼𝘂 𝗮𝗻𝗱 𝗗𝗶𝘃𝗶𝗻𝗶𝘁𝘆.
“บ้าน” ในที่นี้จึงหมายถึง สภาวะแห่งการตระหนักรู้อย่างสมบูรณ์ว่าเธอคือใครอย่างแท้จริงผ่านการรู้อย่างสมบูรณ์ และการมีประสบการณ์อย่างสมบูรณ์ และการมีความรู้สึกอย่างสมบูรณ์ว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอคือใคร “บ้าน” คือ การสิ้นสุดของการรู้สึกแบ่งแยกระหว่างเธอกับพระเจ้า
"𝗧𝗵𝗶𝘀 𝗦𝗲𝗽𝗮𝗿𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗶𝘀 𝗮𝗻 𝗶𝗹𝗹𝘂𝘀𝗶𝗼𝗻, 𝗮𝗻𝗱 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝘀𝗼𝘂𝗹 𝗸𝗻𝗼𝘄𝘀 𝘁𝗵𝗶𝘀. 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗰𝗮𝗻 𝘁𝗵𝗲𝗿𝗲𝗳𝗼𝗿𝗲 𝗯𝗲 𝗱𝗲𝗳𝗶𝗻𝗲𝗱 𝗮𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗺𝗼𝗺𝗲𝗻𝘁 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝗦𝗲𝗽𝗮𝗿𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗲𝗻𝗱𝘀, 𝘁𝗵𝗲 𝗺𝗼𝗺𝗲𝗻𝘁 𝗼𝗳 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗿𝗲𝘂𝗻𝗶𝗳𝗶𝗰𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝗗𝗶𝘃𝗶𝗻𝗶𝘁𝘆."
การแบ่งแยกหรือความรู้สึกแยกขาดจากกันนี้เป็นเพียงแค่ภาพลวงตา และวิญญาณของเธอก็รู้เรื่องนี้ดี การเสร็จสิ้นสมบูรณ์จึงสามารถนิยามได้ว่าเป็นห้วงขณะที่การรู้สึกแยกขาดจากกันสิ้นสุดลง เป็นห้วงขณะแห่งการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันของเธอกับพระเจ้าใหม่อีกครั้ง
𝗡 : 𝗧𝗵𝗶𝘀 𝗶𝘀 𝗻𝗼𝘁 𝗿𝗲𝗮𝗹𝗹𝘆 𝗮 𝗿𝗲𝘂𝗻𝗶𝗳𝗶𝗰𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻, 𝗯𝗲𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝗜 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗻𝗲𝘃𝗲𝗿 𝗻𝗼𝘁 𝗯𝗲𝗲𝗻 𝘂𝗻𝗶𝗳𝗶𝗲𝗱, 𝗯𝘂𝘁 𝗶𝘁 𝗰𝗮𝗻 𝘀𝗲𝗲𝗺 𝗹𝗶𝗸𝗲 𝗮 𝗿𝗲𝘂𝗻𝗶𝗳𝗶𝗰𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗶𝗳 𝗜 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗳𝗼𝗿𝗴𝗼𝘁𝘁𝗲𝗻 𝘁𝗵𝗶𝘀.
N : แต่มันก็ไม่ใช่การหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันใหม่อีกครั้งจริงๆ เพราะผมไม่เคยไม่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ แต่ที่มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นหนึ่งเดียวกันใหม่อีกครั้ง เพราะผมลืมหรือจดจำเรื่องนี้ไม่ได้★
★ก็เพราะลืม จึงรู้สึกว่าแยกขาด แยกขาดจากทุกสิ่ง แยกขาดจากกันและกัน แยกขาดจากพระเจ้า –ผู้แปล–
𝗚 : "𝗧𝗵𝗮𝘁'𝘀 𝗿𝗶𝗴𝗵𝘁. 𝗜𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝗺𝗼𝗺𝗲𝗻𝘁 𝗼𝗳 𝗿𝗲𝘂𝗻𝗶𝗳𝗶𝗰𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻, 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝗼𝗰𝗰𝘂𝗿𝘀 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝘀𝗶𝗺𝗽𝗹𝘆 𝗿𝗲𝗺𝗲𝗺𝗯𝗲𝗿 𝗪𝗵𝗼 𝗬𝗼𝘂 𝗥𝗲𝗮𝗹𝗹𝘆 𝗔𝗿𝗲, 𝗮𝗻𝗱 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁."
G: ถูกต้องแล้ว ในห้วงขณะแห่งการกลับมาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันใหม่อีกครั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆก็คือ เธอจดจำได้ว่าแท้ที่จริงแล้วเธอคือใคร และได้รับประสบการณ์ถึงการเป็นแบบนั้นอย่างแท้จริง
𝗡 : 𝗦𝗼, 𝗶𝗻 𝗮 𝘀𝗲𝗻𝘀𝗲, 𝗶𝘁 𝗶𝘀 𝗮 '𝗿𝗲𝘁𝘂𝗿𝗻𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝗚𝗼𝗱,' 𝗯𝘂𝘁 𝗶𝗻 𝗳𝗶𝗴𝘂𝗿𝗮𝘁𝗶𝘃𝗲 𝘁𝗲𝗿𝗺𝘀 𝗼𝗻𝗹𝘆. 𝗜𝗻 𝘀𝘁𝗿𝗶𝗰𝘁𝗹𝘆 𝗹𝗶𝘁𝗲𝗿𝗮𝗹 𝘁𝗲𝗿𝗺𝘀 𝗶𝘁 𝗶𝘀 𝗮 𝗿𝗲𝘁𝘂𝗿𝗻𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝗳𝗮𝗰𝘁 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗻𝗲𝘃𝗲𝗿 𝗹𝗲𝗳𝘁; 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗻𝗱 𝗚𝗼𝗱 𝗮𝗿𝗲 𝗢𝗻𝗲.
N: ถ้าอย่างนั้นในแง่หนึ่ง มันก็คือ “การกลับไปหาพระเจ้า” แต่เป็นในแง่ของการอุปมาอุปไมยเท่านั้น แต่ในความหมายตามตัวอักษรแบบเป๊ะๆ มันคือการกลับไปสู่การตระหนักรู้ถึงความจริงที่ว่า #เราไม่เคยจากไป และความจริงที่ว่า #เราและพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่แล้ว
𝗚 : "𝗬𝗲𝘀! 𝗔𝗻𝗱 𝗿𝗲𝘁𝘂𝗿𝗻𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗶𝘀 𝗮 𝘁𝘄𝗼𝗳𝗼𝗹𝗱 𝗽𝗿𝗼𝗰𝗲𝘀𝘀. 𝗔𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗶𝘀 𝗮𝗰𝗵𝗶𝗲𝘃𝗲𝗱 𝗯𝘆 𝗞𝗻𝗼𝘄𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗻𝗱 𝗘𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗶𝗻𝗴, 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝗽𝗿𝗼𝗱𝘂𝗰𝗲𝘀 𝗙𝗲𝗲𝗹𝗶𝗻𝗴.
G : ใช่แล้ว❗ และการกลับมาตระหนักรู้นั้นคือกระบวนการที่มีสองชั้น การตระหนักรู้ทำได้โดยการรู้และการมีประสบการณ์ ซึ่งจะก่อให้เกิดความรู้สึก
"𝗔𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗙𝗲𝗲𝗹𝗶𝗻𝗴 𝗼𝗳 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗸𝗻𝗼𝘄𝗻 𝗮𝗻𝗱 𝗘𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲𝗱.
#การตระหนักรู้คือความรู้สึกของสิ่งที่เธอเคยรู้และเคยมีประสบการณ์
"𝗜𝘁 𝗶𝘀 𝗼𝗻𝗲 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝗞𝗻𝗼𝘄 𝘀𝗼𝗺𝗲𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴, 𝗶𝘁 𝗶𝘀 𝗾𝘂𝗶𝘁𝗲 𝗮𝗻𝗼𝘁𝗵𝗲𝗿 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝗘𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝗶𝘁, 𝗮𝗻𝗱 𝘀𝘁𝗶𝗹𝗹 𝗮𝗻𝗼𝘁𝗵𝗲𝗿 𝘁𝗼 𝗙𝗲𝗲𝗹 𝗶𝘁.
การรู้บางสิ่งเป็นอย่างหนึ่ง ส่วนการมีประสบการณ์ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง และความรู้สึกก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง (3 สิ่งนี้ต่างกัน แต่เชื่อมโยงกัน)
"𝗢𝗻𝗹𝘆 𝗙𝗲𝗲𝗹𝗶𝗻𝗴 𝗽𝗿𝗼𝗱𝘂𝗰𝗲𝘀 𝗳𝘂𝗹𝗹 𝗔𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀. 𝗞𝗻𝗼𝘄𝗶𝗻𝗴, 𝗮𝗹𝗼𝗻𝗲, 𝗰𝗮𝗻 𝗽𝗿𝗼𝗱𝘂𝗰𝗲 𝗼𝗻𝗹𝘆 𝗽𝗮𝗿𝘁𝗶𝗮𝗹 𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀. 𝗘𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲, 𝗮𝗹𝗼𝗻𝗲, 𝗰𝗮𝗻 𝗽𝗿𝗼𝗱𝘂𝗰𝗲 𝗼𝗻𝗹𝘆 𝗽𝗮𝗿𝘁𝗶𝗮𝗹 𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀.
มีเพียงความรู้สึกเท่านั้นที่สามารถก่อให้เกิดการตระหนักรู้ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งการรู้เพียงอย่างเดียวก่อให้เกิดการตระหนักรู้ได้เพียงบางส่วน และประสบการณ์เพียงอย่างเดียวก็ก่อให้เกิดการตระหนักรู้ได้เพียงบางส่วนเช่นกัน
"𝗬𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗻 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗗𝗶𝘃𝗶𝗻𝗲, 𝗯𝘂𝘁 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂 𝗘𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗦𝗲𝗹𝗳 𝗯𝗲𝗶𝗻𝗴 𝗗𝗶𝘃𝗶𝗻𝗲, 𝘁𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗶𝘀 𝗺𝗮𝗱𝗲 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗲 𝘁𝗵𝗿𝗼𝘂𝗴𝗵 𝘁𝗵𝗲 𝗹𝗶𝘃𝗶𝗻𝗴 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗙𝗲𝗲𝗹𝗶𝗻𝗴.
เธอสามารถรู้ได้ว่าเธอเป็นพระเจ้า แต่ก็ต่อเมื่อเธอได้มีประสบการณ์ว่าตนเองคือพระเจ้าแล้วเท่านั้น การตระหนักรู้ของเธอจึงจะถูกทำให้สมบูรณ์ผ่านการมีอยู่และการคงอยู่ของความรู้สึกนั้น
"𝗬𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗻 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗮𝗻𝘆 𝗮𝘀𝗽𝗲𝗰𝘁 𝗼𝗳 𝗗𝗶𝘃𝗶𝗻𝗶𝘁𝘆—𝗳𝗼𝗿 𝗶𝗻𝘀𝘁𝗮𝗻𝗰𝗲, 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗰𝗼𝗺𝗽𝗮𝘀𝘀𝗶𝗼𝗻𝗮𝘁𝗲—𝗯𝘂𝘁 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂 𝗘𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗦𝗲𝗹𝗳 𝗯𝗲𝗶𝗻𝗴 𝗰𝗼𝗺𝗽𝗮𝘀𝘀𝗶𝗼𝗻𝗮𝘁𝗲, 𝘁𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗶𝘀 𝗺𝗮𝗱𝗲 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗲 𝘁𝗵𝗿𝗼𝘂𝗴𝗵 𝘁𝗵𝗲 𝗹𝗶𝘃𝗶𝗻𝗴 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗙𝗲𝗲𝗹𝗶𝗻𝗴.
เธอสามารถรู้ว่าเธอเป็นแง่มุมใดๆของพระเจ้าก็ได้ —เช่น การเป็นคนเมตตากรุณา— แต่ก็ต่อเมื่อเธอได้มีประสบการณ์ว่าตนเองเป็นคนมีเมตตากรุณาแล้วเท่านั้น★ การตระหนักรู้ของเธอจึงจะถูกทำให้สมบูรณ์ผ่านการมีอยู่และการคงอยู่ของความรู้สึกนั้น
★การที่เราเป็นอะไร จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อผ่านการแสดงในสิ่งที่เราเป็นนั้นออกไป ด้วยความคิด คำพูด และการกระทำ –ผู้แปล–
"𝗬𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗻 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗴𝗲𝗻𝗲𝗿𝗼𝘂𝘀, 𝗯𝘂𝘁 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂 𝗘𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗦𝗲𝗹𝗳 𝗯𝗲𝗶𝗻𝗴 𝗴𝗲𝗻𝗲𝗿𝗼𝘂𝘀, 𝘁𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗶𝘀 𝗺𝗮𝗱𝗲 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗲 𝘁𝗵𝗿𝗼𝘂𝗴𝗵 𝘁𝗵𝗲 𝗹𝗶𝘃𝗶𝗻𝗴 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗙𝗲𝗲𝗹𝗶𝗻𝗴.
เธอสามารถรู้ได้ว่าเธอเป็นคนใจกว้าง แต่ก็ต่อเมื่อเธอได้มีประสบการณ์ว่าตนเองเป็นคนใจกว้างแล้วเท่านั้น การตระหนักรู้ของเธอจึงจะถูกทำให้สมบูรณ์ผ่านการมีอยู่และการคงอยู่ของความรู้สึกนั้น
"𝗬𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗻 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗹𝗼𝘃𝗶𝗻𝗴, 𝗯𝘂𝘁 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂 𝗘𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗦𝗲𝗹𝗳 𝗯𝗲𝗶𝗻𝗴 𝗹𝗼𝘃𝗶𝗻𝗴, 𝘁𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗶𝘀 𝗺𝗮𝗱𝗲 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗲 𝘁𝗵𝗿𝗼𝘂𝗴𝗵 𝘁𝗵𝗲 𝗹𝗶𝘃𝗶𝗻𝗴 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗙𝗲𝗲𝗹𝗶𝗻𝗴."
เธอสามารถรู้ได้ว่าตัวเธอเป็นความรัก แต่ก็ต่อเมื่อเธอได้มีประสบการณ์ว่าตนเองเป็นคนที่กำลังมีความรักแล้วเท่านั้น การตระหนักรู้ของเธอจึงจะถูกทำให้สมบูรณ์ผ่านการมีอยู่และการคงอยู่ของความรู้สึกนั้น
𝗡 : 𝗠𝗮𝗻𝘆 𝘁𝗶𝗺𝗲𝘀 𝗜'𝘃𝗲 𝘀𝗮𝗶𝗱, '𝗜 𝗷𝘂𝘀𝘁 𝗱𝗼𝗻'𝘁 𝗳𝗲𝗲𝗹 𝗹𝗶𝗸𝗲 𝗺𝘆𝘀𝗲𝗹𝗳 𝘁𝗼𝗱𝗮𝘆,' 𝗮𝗻𝗱 𝗻𝗼𝘄 𝗜 𝘂𝗻𝗱𝗲𝗿𝘀𝘁𝗮𝗻𝗱 𝗲𝘅𝗮𝗰𝘁𝗹𝘆 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗮𝘁'𝘀 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁.
N : มีอยู่หลายครั้งที่ผมเคยพูดว่า “วันนี้ฉันรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองเลย” และตอนนี้ผมก็เข้าใจแล้วว่ามันหมายถึงอะไรจริงๆ
𝗚 : "𝗪𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂 𝗱𝗼 𝗻𝗼𝘁 '𝗳𝗲𝗲𝗹 𝗹𝗶𝗸𝗲 𝘆𝗼𝘂𝗿𝘀𝗲𝗹𝗳,' 𝗶𝘁 𝗶𝘀 𝗻𝗼𝘁 𝗯𝗲𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝘆𝗼𝘂 𝗱𝗼 𝗻𝗼𝘁 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘄𝗵𝗼 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲, 𝗶𝘁 𝗶𝘀 𝗯𝗲𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗻𝗼𝘁 𝗘𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗶𝗻𝗴 𝗶𝘁. 𝗬𝗼𝘂 𝗺𝘂𝘀𝘁 𝗮𝗱𝗱 𝗘𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝘁𝗼 𝗞𝗻𝗼𝘄𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝗽𝗿𝗼𝗱𝘂𝗰𝗲 𝗙𝗲𝗲𝗹𝗶𝗻𝗴.
G : เมื่อเธอรู้สึก “ไม่เป็นตัวของตัวเอง” ไม่ใช่เพราะเธอไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร แต่มันเป็นเพราะเธอไม่ได้มีประสบการณ์ถึงสิ่งที่เธอรู้ว่าเธอเป็น เธอแค่ต้องเพิ่มการมีประสบการณ์ถึงสิ่งที่เธอรู้อยู่เข้าไปเพื่อสร้างความรู้สึกถึงสิ่งที่เธอเป็นออกมา
"𝗙𝗲𝗲𝗹𝗶𝗻𝗴 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗹𝗮𝗻𝗴𝘂𝗮𝗴𝗲 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝗦𝗼𝘂𝗹. 𝗔𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗼𝗳 𝗦𝗲𝗹𝗳 𝗶𝘀 𝗮𝗰𝗵𝗶𝗲𝘃𝗲𝗱 𝘁𝗵𝗿𝗼𝘂𝗴𝗵 𝘁𝗵𝗲 𝗰𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗲 𝗳𝗲𝗲𝗹𝗶𝗻𝗴 𝗼𝗳 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗦𝗲𝗹𝗳 𝗯𝗲𝗶𝗻𝗴 𝗪𝗵𝗼 𝗬𝗼𝘂 𝗥𝗲𝗮𝗹𝗹𝘆 𝗔𝗿𝗲.
#ความรู้สึกเป็นภาษาของวิญญาณ การตระหนักรู้ในตนเองได้อย่างแท้จริงนั้นเกิดขึ้นได้จากความรู้สึกที่สมบูรณ์ว่าแท้ที่จริงแล้วเธอเป็นใคร
𝗔𝘀 𝗔𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗶𝘀 𝗮 𝘁𝘄𝗼𝗳𝗼𝗹𝗱 𝗽𝗿𝗼𝗰𝗲𝘀𝘀, 𝘁𝗵𝗲𝗿𝗲 𝗮𝗿𝗲 𝘁𝘄𝗼 𝗽𝗮𝘁𝗵𝘀 𝗯𝘆 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝗶𝘁 𝗶𝘀 𝗿𝗲𝗮𝗰𝗵𝗲𝗱. 𝗔 𝘀𝗼𝘂𝗹 𝗮𝗿𝗿𝗶𝘃𝗲𝘀 𝗮𝘁 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗲 𝗞𝗻𝗼𝘄𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗹𝗼𝗻𝗴 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗮𝘁𝗵 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝗽𝗶𝗿𝗶𝘁𝘂𝗮𝗹 𝘄𝗼𝗿𝗹𝗱, 𝗮𝗻𝗱 𝗮𝘁 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗲 𝗘𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗹𝗼𝗻𝗴 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗮𝘁𝗵 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗵𝘆𝘀𝗶𝗰𝗮𝗹 𝘄𝗼𝗿𝗹𝗱.
𝗕𝗼𝘁𝗵 𝗽𝗮𝘁𝗵𝘀 𝗮𝗿𝗲 𝗻𝗲𝗲𝗱𝗲𝗱, 𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘀 𝘄𝗵𝘆 𝘁𝗵𝗲𝗿𝗲 𝗮𝗿𝗲 𝘁𝘄𝗼 𝘄𝗼𝗿𝗹𝗱𝘀. 𝗣𝘂𝘁 𝘁𝗵𝗲𝗺 𝘁𝗼𝗴𝗲𝘁𝗵𝗲𝗿, 𝗮𝗻𝗱 𝘆𝗼𝘂 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗲𝗿𝗳𝗲𝗰𝘁 𝗲𝗻𝘃𝗶𝗿𝗼𝗻𝗺𝗲𝗻𝘁 𝘄𝗶𝘁𝗵𝗶𝗻 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝘁𝗼 𝗰𝗿𝗲𝗮𝘁𝗲 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗲 𝗙𝗲𝗲𝗹𝗶𝗻𝗴, 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝗽𝗿𝗼𝗱𝘂𝗰𝗲𝘀 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗲 𝗔𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀.
เนื่องจากการตระหนักรู้เป็นกระบวนการสองชั้น มันจึงมีสองเส้นทางที่ต้องบรรลุ วิญญาณเข้าสู่การรู้ที่สมบูรณ์ตามเส้นทางของโลกแห่งจิตวิญญาณ และเข้าสู่ประสบการณ์ที่สมบูรณ์ตามเส้นทางของโลกทางกายภาพ ทั้งสองเส้นทางจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และนั่นคือเหตุผลที่ทำไมถึงต้องมีทั้งสองโลก เมื่อนำมันมารวมเข้าด้วยกัน เธอก็จะมีสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบเพื่อสร้างความรู้สึกที่สมบูรณ์แบบ ที่ซึ่งจะสามารถก่อให้เกิดการตระหนักรู้ที่สมบูรณ์แบบได้
"𝗛𝗼𝗺𝗲, 𝗶𝘁 𝘁𝘂𝗿𝗻𝘀 𝗼𝘂𝘁, 𝗶𝘀 𝗮 𝗽𝗹𝗮𝗰𝗲 𝗰𝗮𝗹𝗹𝗲𝗱 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗶𝗼𝗻."
คำว่า “บ้าน” ในที่นี้จึงกลายเป็นสถานที่ที่หมายถึง “การเสร็จสิ้นสมบูรณ์”
(((จบบทที่ 6)))

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา