Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
หนังสือสนทนากับพระเจ้า
•
ติดตาม
28 มี.ค. 2023 เวลา 05:46 • หนังสือ
#9 HWG. — บทที่ 7️⃣ (ส่วนที่ 2)
▪️ผู้แปล : แอดมิน
🔸นี่เป็นงานแปลชิ้นที่ 2 ที่ผมตั้งใจแปลมากๆ หากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
𝗡 : 𝗥𝗶𝗴𝗵𝘁 𝗻𝗼𝘄 𝗶𝘁 𝗳𝗲𝗲𝗹𝘀 𝗮𝘀 𝘁𝗵𝗼𝘂𝗴𝗵 𝘄𝗲'𝗿𝗲 𝗴𝗼𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗿𝗼𝘂𝗻𝗱 𝗶𝗻 𝗰𝗶𝗿𝗰𝗹𝗲𝘀 𝗵𝗲𝗿𝗲. 𝗜𝗻 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗰𝗼𝗻𝘃𝗲𝗿𝘀𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻, 𝗜 𝗺𝗲𝗮𝗻. 𝗜𝘁 𝗳𝗲𝗲𝗹𝘀 𝗮𝘀 𝗶𝗳 𝗜'𝗺 𝘀𝗹𝗲𝗲𝗽𝘄𝗮𝗹𝗸𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗻𝗱 𝗱𝗼𝗻'𝘁 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘄𝗵𝗲𝗿𝗲 𝗜 𝗮𝗺.
N : ในตอนนี้ผมรู้สึกราวกับว่าบทสนทนานี้กำลังวนอยู่ที่เดิม เหมือนเรากำลังเดินหมุนเป็นวงกลมอยู่กับที่ ผมหมายถึง มันให้ความรู้สึกราวกับว่าตัวผมกำลังเดินละเมออยู่และไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนกันแน่
𝗚 : "𝗡𝗼𝘁 𝗷𝘂𝘀𝘁 𝗶𝗻 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗰𝗼𝗻𝘃𝗲𝗿𝘀𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻, 𝗯𝘂𝘁 𝗶𝗻 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗹𝗶𝗳𝗲.
G : ไม่ใช่แค่ในการสนทนานี้เท่านั้นหรอก แต่ในชีวิตของเธอก็ด้วย
𝗪𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂 𝗹𝗶𝘃𝗲—𝗼𝗿 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂 𝗱𝗶𝗲, 𝗳𝗼𝗿 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗺𝗮𝘁𝘁𝗲𝗿—𝗶𝗻 𝗳𝗲𝗮𝗿 𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗿𝗲𝗽𝗶𝗱𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻, 𝗮𝗴𝗶𝘁𝗮𝘁𝗲𝗱 𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗿𝗲𝗺𝗯𝗹𝗶𝗻𝗴, 𝗻𝗼𝘁 𝘄𝗮𝗻𝘁𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝗹𝗲𝘁 𝗴𝗼, 𝗮𝗳𝗿𝗮𝗶𝗱 𝗼𝗳 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘀 𝗻𝗼𝘄 𝗶𝗻 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗹𝗶𝗳𝗲, 𝗼𝗿 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘀 𝘁𝗼 𝗰𝗼𝗺𝗲, 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗱𝗲𝗺𝗼𝗻𝘀𝘁𝗿𝗮𝘁𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗱𝗼 𝗻𝗼𝘁 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘄𝗵𝗲𝗿𝗲 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲.
𝗔𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗿𝗼𝗯𝗹𝗲𝗺 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗱𝗲𝗺𝗼𝗻𝘀𝘁𝗿𝗮𝘁𝗲, 𝘆𝗼𝘂 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲.
อันที่จริงแล้วในขณะที่เธอกำลังมีชีวิตอยู่ —หรือในขณะที่เธอกำลังจะตาย— ด้วยความกลัวและประหม่า กระวนกระวายและใจสั่น ไม่ยอมปล่อยวางและไม่ต้องการที่จะปล่อยวาง รู้สึกกลัวกับความเป็นอยู่ของชีวิตในตอนนี้ หรือสิ่งที่กำลังจะมาถึง (กลัวเพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตตนในอนาคตและความตายที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ) นั่นคือการที่เธอกำลังแสดงให้เห็นว่าตัวเธอไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน และปัญหาของเรื่องนี้ก็คือ สิ่งที่เธอแสดงออกจะกลายเป็นประสบการณ์ที่เธอได้รับ (เธอแสดงออกถึงสิ่งใด เธอก็จะได้ประสบกับสิ่งนั้น)★
★แสดงออกว่ากลัวชีวิตและความตาย ประสบการณ์ที่จะได้รับก็คือ ชีวิตที่น่ากลัวและความตายที่น่ากลัว แต่ถ้าไม่กลัวอะไรเลย และมีความสุขกับทุกขณะในชีวิต ประสบการณ์ที่เราจะได้รับก็คือ ชีวิตที่มีความสุขและการตายที่สงบสุข นั่นเอง ทั้งหมดทั้งมวลนี้อยู่ที่การแสดงออกของเราทั้ง 3 ระดับ นั่นคือ ความคิด คำพูด และการกระทำ
เช่น คิดถึงแต่ชีวิตที่มีความสุข สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปในชีวิตนั้นมีแต่ความสุข แม้ในตอนตาย เราก็จะตายอย่างมีความสุข และคำพูดทั้งหมดที่ออกมาจากปากก็จะเป็นไปในทางนี้ ไม่ว่าจะพูด (เขียน) กับตัวเองหรือกับใครก็ตาม รวมทั้งการกระทำทั้งหมด ก็เป็นการกระทำที่ออกมาจากสภาวะจิตที่มีความสุข เพราะมีความสุขถึงได้ทำแบบนั้นออกไป สุขใจที่ได้ทำอะไรแบบนั้น อะไรแบบนี้เป็นต้นครับ
–ผู้แปล–
"𝗘𝘃𝗲𝗿 𝗶𝘁 𝗵𝗮𝘀 𝗯𝗲𝗲𝗻, 𝗲𝘃𝗲𝗿 𝗶𝘁 𝘀𝗵𝗮𝗹𝗹 𝗯𝗲.
หากเธอเป็นอย่างที่เคยเป็น เธอก็จะเป็นเช่นนั้นต่อไป★
★หากไม่เปลี่ยนสภาวะแห่งการเป็น (เช่น เป็นทุกข์ ไม่ยอมเปลี่ยนเป็นสุข) เราก็จะเป็นเช่นนั้นตลอดไป –ผู้แปล–
"𝗧𝗵𝗲𝗿𝗲𝗳𝗼𝗿𝗲, 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝗻𝗼𝘁 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝘂𝗻𝗶𝘁𝗲𝗱 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝘁𝗵𝗲 𝗗𝗶𝘃𝗶𝗻𝗲, 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝗻𝗼𝘁 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗛𝗼𝗺𝗲 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝗚𝗼𝗱, 𝗲𝘃𝗲𝗻 𝘁𝗵𝗼𝘂𝗴𝗵 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲."
ด้วยเหตุนั้น เธอจะไม่ได้รับประสบการณ์ว่าเธอเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า เธอจะไม่ได้รับประสบการณ์ว่าเธออยู่บ้านกับพระเจ้า แม้ว่าเธอจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วก็ตาม
𝗡 : 𝗕𝗲𝗹𝗶𝗲𝘃𝗲 𝗶𝘁 𝗼𝗿 𝗻𝗼𝘁, 𝗜 𝗮𝗺 𝘁𝗿𝘆𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝘂𝗻𝗱𝗲𝗿𝘀𝘁𝗮𝗻𝗱. 𝗬𝗼𝘂'𝗿𝗲 𝗺𝗼𝘃𝗶𝗻𝗴 𝘃𝗲𝗿𝘆 𝗳𝗮𝘀𝘁, 𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗶𝘀 𝘃𝗲𝗿𝘆 𝗰𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘅—𝗮𝘀 𝗜 𝗸𝗻𝗲𝘄 𝗶𝘁 𝘄𝗼𝘂𝗹𝗱 𝗯𝗲—𝗯𝘂𝘁 𝗜 𝗮𝗺 𝘁𝗿𝘆𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝘂𝗻𝗱𝗲𝗿𝘀𝘁𝗮𝗻𝗱.
N : ไม่ว่าพระองค์จะเชื่อหรือไม่ แต่ผมกำลังพยายามทำความเข้าใจมันอยู่ครับ พระองค์กำลังไปเร็วมาก และเรื่องนี้ก็ซับซ้อนมาก ๆ ด้วย —ซึ่งผมก็รู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนั้น— แต่ผมก็กำลังพยายามทำความเข้าใจมันอยู่จริงๆนะครับ
𝗚 : "𝗚𝗼𝗼𝗱. 𝗞𝗲𝗲𝗽 𝘂𝗽 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝗺𝗲, 𝘁𝗵𝗲𝗻. 𝗞𝗲𝗲𝗽 𝘁𝗿𝗮𝗰𝗸𝗶𝗻𝗴. 𝗬𝗼𝘂 𝗮𝗹𝗿𝗲𝗮𝗱𝘆 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝗮𝗹𝗹 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗶𝘀. 𝗜 𝗮𝗺 𝗺𝗲𝗿𝗲𝗹𝘆 𝗿𝗲𝗺𝗶𝗻𝗱𝗶𝗻𝗴 𝘆𝗼𝘂.
G : ดีมาก พยายามตามฉันมาให้ทัน ตั้งใจฟังต่อไปเรื่อยๆ เพราะจริงๆเธอรู้ทั้งหมดนี้อยู่แล้ว ฉันเพียงแค่พูดเตือนเธอให้ระลึกถึงมันให้ได้เท่านั้น
𝗬𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗻𝗼𝘁 𝗼𝗻 𝗮 𝗷𝗼𝘂𝗿𝗻𝗲𝘆 𝘁𝗼 𝘁𝗵𝗲 𝗗𝗶𝘃𝗶𝗻𝗲, 𝗯𝘂𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗔𝗥𝗘 𝗶𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝗺𝗶𝗱𝘀𝘁 𝗼𝗳 𝗮𝗻 𝗲𝘁𝗲𝗿𝗻𝗮𝗹 𝗽𝗿𝗼𝗰𝗲𝘀𝘀 𝗶𝗻 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝘆𝗼𝘂 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝗺𝗼𝗿𝗲 𝗮𝗻𝗱 𝗺𝗼𝗿𝗲 𝗼𝗳 𝗗𝗶𝘃𝗶𝗻𝗶𝘁𝘆 𝗮𝘀 𝘆𝗼𝘂 𝗺𝗼𝘃𝗲 𝘁𝗵𝗿𝗼𝘂𝗴𝗵 𝗶𝘁.
𝗬𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗶𝗻𝗴 𝗺𝗼𝗿𝗲 𝗮𝗻𝗱 𝗺𝗼𝗿𝗲 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝗖𝗼𝗿𝗲 𝗼𝗳 𝗬𝗼𝘂𝗿 𝗕𝗲𝗶𝗻𝗴, 𝗺𝗼𝗿𝗲 𝗮𝗻𝗱 𝗺𝗼𝗿𝗲 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝗘𝘀𝘀𝗲𝗻𝗰𝗲 𝗼𝗳 𝘄𝗵𝗼 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲, 𝗮𝘀 𝗹𝗶𝗳𝗲 𝗰𝗼𝗻𝘁𝗶𝗻𝘂𝗲𝘀.
เธอไม่ได้กำลังอยู่ในการเดินทางเพื่อหวนคืนสู่พระเจ้า แต่เธอกำลัง “อยู่” ท่ามกลางกระบวนการอันเป็นนิรันดร์ ที่ซึ่งเธอจะได้มีประสบการณ์ถึงความเป็นพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆในขณะที่เธอกำลังเคลื่อนผ่านไปบนกระบวนการนี้ เธอกำลังประสบกับแก่นแท้แห่งความเป็นเธอมากขึ้นเรื่อยๆ แก่นแท้ที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของเธอมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ชีวิตกำลังดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง
"𝗬𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗲𝘁𝗲𝗿𝗻𝗮𝗹𝗹𝘆 𝗺𝗲𝗿𝗴𝗶𝗻𝗴 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗘𝘀𝘀𝗲𝗻𝗰𝗲—𝗮𝗻𝗱, 𝗮𝘀 𝗽𝗮𝗿𝘁 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗿𝗼𝗰𝗲𝘀𝘀 𝗼𝗳 𝗹𝗶𝗳𝗲, 𝗲𝗺𝗲𝗿𝗴𝗶𝗻𝗴 𝗳𝗿𝗼𝗺 𝗶𝘁 𝗮𝗴𝗮𝗶𝗻, 𝗮𝘀 𝗮 𝗿𝗲𝗽𝗹𝗲𝗻𝗶𝘀𝗵𝗲𝗱 𝗲𝘅𝗽𝗿𝗲𝘀𝘀𝗶𝗼𝗻 𝗼𝗳 𝗶𝘁.
เธอกำลังหลอมรวมเข้ากับพระเจ้า (แก่นแท้ที่เป็นรากฐานของทุกสิ่ง–วิญญาณ) ไปชั่วนิรันดร์ และในฐานะที่การหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแห่งชีวิต (หรือครึ่งหนึ่งของวัฏจักรแห่งชีวิต) เธอ (แก่นแท้ของเธอที่คือวิญญาณ) จะปรากฏออกมาจากมันอีกครั้ง (แยกตัวออกมาจากมันอีกครั้ง) ซึ่งนั่นเป็นการแสดงออกที่เติมเต็มกระบวนการแห่งชีวิตหรือวัฏจักรแห่งชีวิตให้สมบูรณ์★
★หลอมรวม–แล้วแยกขาด กลับไปหลอมรวมใหม่–แล้วก็แยกขาดจากกันใหม่ ; วนเวียนเป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้ไปชั่วนิรันดร์ –ผู้แปล–
"𝗧𝗵𝗶𝘀 𝗽𝗿𝗼𝗰𝗲𝘀𝘀 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘄𝗲 𝗺𝗶𝗴𝗵𝘁 𝗰𝗮𝗹𝗹 '𝗲𝗻𝗲𝗿𝗴𝘆 𝗺𝗲𝗿𝗴𝗶𝗻𝗴' 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗳𝗼𝗿𝗺𝘂𝗹𝗮 𝗳𝗼𝗿 𝗮𝗹𝗹 𝗼𝗳 𝗹𝗶𝗳𝗲. 𝗜𝘁 𝗰𝗮𝗻 𝘄𝗿𝗶𝘁𝘁𝗲𝗻 𝗮𝘀 : 𝗲+𝗺𝗲𝗿𝗴𝗶𝗻𝗴.
กระบวนการที่เราอาจเรียกได้ว่าเป็น “การผสานพลังงาน” นี้ เป็นสูตรสำเร็จสำหรับทุกชีวิต ที่สามารถเขียนออกมาได้เป็น : e + merging (พลังงาน + การหลอมรวม)★
★ตรงนี้หมายถึง กระบวนการหรือวัฏจักรแห่งชีวิตที่สมบูรณ์ ที่มี 2 ส่วน คือ energy + merging = การกลับไปหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง และ emerging = การปรากฏขึ้นใหม่ การเกิดขึ้นใหม่ แยกตัวออกมาใหม่ –ผู้แปล–
"𝗧𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘀 𝘄𝗵𝘆 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗲𝘃𝗲𝗻𝘁 𝗶𝘀 𝘀𝗼𝗺𝗲𝘁𝗶𝗺𝗲𝘀 𝗰𝗮𝗹𝗹𝗲𝗱 𝗮 𝘀𝗽𝗶𝗿𝗶𝘁𝘂𝗮𝗹 '𝗲𝗺𝗲𝗿𝗴𝗲𝗻𝗰-𝘆.'
นั่นคือเหตุผลที่บางครั้งเหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า “ภาวะเร่งด่วนทางจิตวิญญาณ” หรือ “สิ่งที่จิตวิญญาณจำเป็นต้องทำในทันทีที่สามารถทำได้”★
★emergenc-y ตรงนี้เป็นการเล่นกับคำครับ ซึ่ง หากเปลี่ยน y เป็น c จะได้ emergence แปลได้ว่า ภาวะฉุกเฉิน หรือ ภาวะเร่งด่วน หรือ วิกฤตการณ์ (ที่ต้องลงมือทำเพื่อแก้ไข) แต่ถ้าเป็น emergency ก็สามารถแปลได้ว่า ความจำเป็นที่ต้องลงมือทำในทันทีที่สามารถทำได้ ; เลยมีสองความหมายแฝงอยู่ตรงนี้ครับ หมายความประมาณว่า สิ่งที่วิญญาณจำเป็นต้องทำในทันทีที่สามารถทำได้ นั่นก็คือ การกลับไปหลอมรวมกันทางพลังงาน (ตาย) นั่นเอง –ผู้แปล–
"𝗧𝗵𝗶𝘀 𝗶𝘀 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵 𝗮𝗻𝗱 𝗱𝘆𝗶𝗻𝗴 𝗶𝘀 𝗮𝗹𝗹 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁.
นี่คือทั้งหมดที่เกี่ยวกับความตายและการตาย
"'𝗗𝗲𝗮𝘁𝗵 𝗶𝘀 𝗮𝗻 𝗲𝗺𝗲𝗿𝗴𝗲𝗻𝗰𝘆' 𝗯𝗲𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝗶𝘁 𝗶𝘀 𝗻𝗼𝘁 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁 '𝗱𝘆𝗶𝗻𝗴' 𝗮𝘁 𝗮𝗹𝗹. 𝗜𝘁 𝗶𝘀 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁 𝗺𝗲𝗿𝗴𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗻𝗱 𝗲𝗺𝗲𝗿𝗴𝗶𝗻𝗴."
ความตายเป็นเรื่องเร่งด่วน (เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นในทันทีที่จำเป็น) เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับ “การตาย” (ไม่ว่าจะตายด้วยวิธีใดหรือตายอย่างไร) เลยแม้แต่น้อย แต่มันเกี่ยวกับการหลอมรวมและการปรากฏขึ้นใหม่ต่างหาก
1
𝗡 : 𝗗𝗼 𝘆𝗼𝘂 𝗺𝗲𝗮𝗻 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗜 𝗻𝗼𝘁 𝗼𝗻𝗹𝘆 𝗴𝗼 𝗶𝗻𝘁𝗼 𝘁𝗼𝘁𝗮𝗹 𝘂𝗻𝗶𝗼𝗻 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝘁𝗵𝗲 𝗗𝗶𝘃𝗶𝗻𝗲, 𝗯𝘂𝘁 𝗰𝗼𝗺𝗲 𝗼𝘂𝘁 𝗼𝗳 𝗶𝘁?
N : พระองค์หมายความว่าผมไม่เพียงแต่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าเท่านั้น แต่ต้องแยกออกมาจากพระเจ้าด้วยงั้นเหรอครับ❓
𝗚 : "𝗬𝗲𝘀."
G : ใช่แล้ว
𝗡 : 𝗔𝗿𝗲 𝘄𝗲 𝘁𝗮𝗹𝗸𝗶𝗻𝗴 𝗵𝗲𝗿𝗲 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁 𝗿𝗲𝗶𝗻𝗰𝗮𝗿𝗻𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻?
N : นี่เรากำลังพูดถึงเรื่องการกลับชาติมาเกิด (การเวียนว่ายตายเกิด) กันอยู่หรือเปล่าครับเนี่ย❓
𝗚 : "𝗜𝗻 𝗮 𝗺𝗮𝗻𝗻𝗲𝗿 𝗼𝗳 𝘀𝗽𝗲𝗮𝗸𝗶𝗻𝗴."
G : จะว่าอย่างนั้นก็ได้
𝗡 : 𝗛𝗲𝗿𝗲 𝘄𝗲 𝗴𝗼 𝗮𝗴𝗮𝗶𝗻.
N : จนแล้วจนเล่าเราก็ไปไม่พ้นจากเรื่องนี้เสียที
𝗚 : "𝗜 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗸 𝗶𝘁 𝗶𝘀 𝗶𝗺𝗽𝗼𝗿𝘁𝗮𝗻𝘁 𝘁𝗼 𝘂𝗻𝗱𝗲𝗿𝘀𝘁𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗻𝗼𝗻𝗲 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗶𝘀 𝗿𝗲𝗱𝘂𝗰𝗶𝗯𝗹𝗲 𝘁𝗼 𝗼𝗻𝗲 𝘀𝗲𝗻𝘁𝗲𝗻𝗰𝗲 𝗼𝗿 𝗼𝗻𝗲 𝘄𝗼𝗿𝗱. 𝗦𝘁𝗶𝗹𝗹, 𝗶𝗳 𝘆𝗼𝘂'𝗹𝗹 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝘀𝗼𝗺𝗲 𝗽𝗮𝘁𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲, 𝗜 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗸 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝗳𝗶𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗻𝗼𝗻𝗲 𝗼𝗳 𝗶𝘁 𝗶𝘀 𝗯𝗲𝘆𝗼𝗻𝗱 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗰𝗼𝗺𝗽𝗿𝗲𝗵𝗲𝗻𝘀𝗶𝗼𝗻."
G : ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจว่า เรื่องทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่สามารถตัดทอนให้เหลือเพียงแค่ประโยคเดียวหรือคำๆเดียวได้ ถ้าเธออดทนอีกสักหน่อย ฉันคิดว่าเธอจะพบว่าไม่มีสิ่งใดในที่นี้ที่อยู่นอกเหนือไปจากความเข้าใจของเธอหรอก
𝗡 : 𝗔𝗹𝗹 𝗜 𝘄𝗮𝗻𝘁 𝗶𝘀 𝘁𝗼 𝗴𝗲𝘁 𝘁𝗼 𝘁𝗵𝗲 𝘁𝗿𝘂𝘁𝗵 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁 𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵 𝗮𝗻𝗱 𝗱𝘆𝗶𝗻𝗴. 𝗜 𝘄𝗮𝗻𝘁 𝘁𝗼 𝗸𝗻𝗼𝘄 '𝘁𝗵𝗲 𝗚𝗼𝗱'𝘀 𝘁𝗿𝘂𝘁𝗵.'
N : ทั้งหมดที่ผมต้องการก็คือ การเข้าใจถึงความจริงที่เกี่ยวกับความตายและการตาย ผมอยากรู้ถึง “ความจริงของพระเจ้า” ครับ
𝗚 : "𝗬𝗼𝘂 𝘀𝘁𝗶𝗹𝗹 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗸 𝗚𝗼𝗱 𝗶𝘀 𝘀𝗲𝗽𝗮𝗿𝗮𝘁𝗲 𝗳𝗿𝗼𝗺 𝘆𝗼𝘂, 𝗱𝗼𝗻'𝘁 𝘆𝗼𝘂..."
G : เธอยังคงคิดว่าพระเจ้านั้นแยกขาดจากเธออยู่ใช่ไหม. . .
𝗡 : 𝗜 𝗱𝗼𝗻'𝘁 𝗿𝗲𝗮𝗹𝗹𝘆 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗸 𝘁𝗵𝗮𝘁. 𝗜 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗚𝗼𝗱 𝗮𝗻𝗱 𝗜—𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗻𝗱 𝗜—𝗮𝗿𝗲 𝗼𝗻𝗲.
N : ผมไม่ได้คิดแบบนั้นเลยจริงๆนะครับ ผมรู้ว่าพระเจ้าและผม —ว่าพระองค์กับผม—เป็นหนึ่งเดียวกัน
𝗚 : "𝗗𝗼 𝘆𝗼𝘂 𝗿𝗲𝗮𝗹𝗹𝘆?"
G : คิดอย่างนั้นจริงรึ❓
𝗡 : 𝗜 𝗱𝗼. 𝗜 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘁𝗵𝗲𝗿𝗲'𝘀 𝗻𝗼 𝘀𝗲𝗽𝗮𝗿𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗯𝗲𝘁𝘄𝗲𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗻𝗱 𝗺𝗲. 𝗜 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗜 𝗮𝗺 𝗮𝗻 𝗜𝗻𝗱𝗶𝘃𝗶𝗱𝘂𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗼𝗳 𝗗𝗶𝘃𝗶𝗻𝗶𝘁𝘆.
N : จริงครับ ผมรู้ว่าไม่มีการแบ่งแยกระหว่างพระองค์กับผม ผมรู้ว่าตัวผมเป็นปัจเจกภาคหนึ่งของพระเจ้า
𝗚 : "𝗧𝗵𝗲𝗻 𝘄𝗵𝘆 𝗱𝗼 𝘆𝗼𝘂 𝘁𝗮𝗹𝗸 𝘁𝗵𝗲 𝘄𝗮𝘆 𝘆𝗼𝘂 𝘁𝗮𝗹𝗸? 𝗪𝗵𝘆 𝗱𝗼 𝘆𝗼𝘂 𝘀𝗮𝘆 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗮𝗻𝘁 𝘁𝗼 𝗸𝗻𝗼𝘄 '𝗚𝗼𝗱'𝘀 𝘁𝗿𝘂𝘁𝗵'? 𝗬𝗼𝘂 𝗺𝘂𝘀𝘁 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗚𝗼𝗱'𝘀 𝘁𝗿𝘂𝘁𝗵 𝗹𝗶𝗲𝘀 𝘄𝗶𝘁𝗵𝗶𝗻 𝘆𝗼𝘂."
G : แล้วทำไมเธอถึงได้พูดแบบนั้นล่ะ❓ ทำไมเธอถึงบอกว่าเธออยากรู้ “ความจริงของพระเจ้า”❓ เธอต้องรู้ว่าความจริงของพระเจ้านั้นอยู่ในตัวเธอ
𝗡 : '𝗚𝗼𝗱'𝘀 𝘁𝗿𝘂𝘁𝗵' 𝘄𝗮𝘀 𝗮 𝗳𝗶𝗴𝘂𝗿𝗲 𝗼𝗳 𝘀𝗽𝗲𝗲𝗰𝗵.
N : “ความจริงของพระเจ้า” เป็นแค่การอุปมาอุปมัยเฉยๆน่ะครับ
𝗚 : "𝗔𝗵! 𝗦𝗼 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗵𝗼𝗽𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝗳𝗶𝗻𝗱, 𝗿𝗲𝗮𝗹𝗹𝘆, 𝗶𝘀 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝘁𝗿𝘂𝘁𝗵.”
G : อ่าห่ะ❗ ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่เธอหวังว่าจะพบจริงๆก็คือ ความจริงของเธอเอง
𝗡 : 𝗜 𝗮𝗺 𝗵𝗼𝗽𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝘂𝘀𝗲 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗰𝗼𝗻𝘃𝗲𝗿𝘀𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻, 𝘁𝗵𝗶𝘀 '𝗽𝗿𝗮𝘆𝗲𝗿.' 𝗮𝘀 𝗮 𝗺𝗲𝗮𝗻𝘀 𝗼𝗳 𝗹𝗲𝗮𝗱𝗶𝗻𝗴 𝗺𝗲 𝗯𝗮𝗰𝗸 𝘁𝗼 𝘁𝗵𝗲 𝗮𝗻𝘀𝘄𝗲𝗿, 𝘁𝗵𝗲 𝘁𝗿𝘂𝘁𝗵, 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝗹𝗶𝗲𝘀 𝗱𝗲𝗲𝗽 𝘄𝗶𝘁𝗵𝗶𝗻 𝗺𝗲, 𝘆𝗲𝘀.
N : ใช่ครับ ผมกำลังหวังว่าจะใช้การสนทนานี้ “การอธิษฐาน” นี้ เป็นวิธีนำผมกลับไปสู่คำตอบ กลับไปสู่ความจริงที่อยู่ลึกภายในตัวผมเอง
𝗚 : "𝗚𝗼𝗼𝗱. 𝗧𝗵𝗶𝘀 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝗰𝗮𝗻 𝗹𝗲𝗮𝗱 𝘆𝗼𝘂 𝘁𝗼 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗽𝗮𝘁𝗵, 𝗯𝘂𝘁 𝗬𝗢𝗨 𝗺𝘂𝘀𝘁 𝗽𝗹𝗮𝗰𝗲 𝘆𝗼𝘂𝗿𝘀𝗲𝗹𝗳 𝗼𝗻 𝗶𝘁, 𝗮𝘀 𝗜 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝘀𝗮𝗶𝗱 𝗻𝗼𝘄 𝗿𝗲𝗽𝗲𝗮𝘁𝗲𝗱𝗹𝘆. 𝗜 𝗰𝗮𝗻 𝘀𝗵𝗼𝘄 𝘆𝗼𝘂 𝘁𝗵𝗲 𝘄𝗮𝘆 𝗛𝗼𝗺𝗲, 𝗯𝘂𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗺𝘂𝘀𝘁 𝘁𝗮𝗸𝗲 𝘁𝗵𝗲 𝘄𝗮𝘆 𝗛𝗼𝗺𝗲.
G : เยี่ยมมาก ประสบการณ์นี้สามารถนำเธอสู่เส้นทางนั้นได้ แต่เธอต้องอยู่บนเส้นทางนั้น เส้นทางที่เป็นของเธอเองตามที่ฉันได้กล่าวย้ำกับเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉันสามารถแสดงทางกลับบ้านให้เธอเห็นได้ แต่มีเพียงตัวเธอเท่านั้นที่ต้องใช้เส้นทางนั้นเพื่อเดินกลับบ้านเอง
"𝗜 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝘀𝗮𝗶𝗱 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗶𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝘁𝗿𝘂𝗲𝘀𝘁 𝘀𝗲𝗻𝘀𝗲 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗻𝗼𝘁 𝗼𝗻 𝗮 𝗷𝗼𝘂𝗿𝗻𝗲𝘆. 𝗬𝗼𝘂 𝗮𝗹𝗿𝗲𝗮𝗱𝘆 𝗮𝗿𝗲 𝘄𝗵𝗲𝗿𝗲 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗮𝗻𝘁 𝘁𝗼 𝗴𝗼. 𝗕𝘂𝘁 𝘀𝗶𝗻𝗰𝗲 𝘆𝗼𝘂 𝗱𝗼 𝗻𝗼𝘁 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘁𝗵𝗶𝘀, 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗔𝗥𝗘 𝗼𝗻 𝗮 𝗷𝗼𝘂𝗿𝗻𝗲𝘆.
ฉันเคยบอกกับเธอไปแล้วว่า ในความเป็นจริงแล้วเธอไม่ได้กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทาง แต่เธออยู่ในที่ที่เธอต้องการจะไปนั้นอยู่แล้ว เธออยู่ที่จุดหมายปลายทางนั้นเรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากเธอไม่รู้เรื่องนี้ ประสบการณ์ของเธอก็เลยกลายเป็น ‘กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทาง’
"𝗦𝗼, 𝘆𝗼𝘂 𝗺𝘂𝘀𝘁 𝗺𝗮𝗸𝗲 𝘁𝗵𝗲 𝗷𝗼𝘂𝗿𝗻𝗲𝘆 𝘁𝗼 𝗳𝗶𝗻𝗱 𝗼𝘂𝘁 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝗷𝗼𝘂𝗿𝗻𝗲𝘆 𝗶𝘀 𝗻𝗼𝘁 𝗻𝗲𝗰𝗲𝘀𝘀𝗮𝗿𝘆. 𝗬𝗼𝘂 𝗺𝘂𝘀𝘁 𝗲𝗺𝗯𝗮𝗿𝗸 𝗼𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗮𝘁𝗵 𝘁𝗼 𝗳𝗶𝗻𝗱 𝗼𝘂𝘁 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗮𝘁𝗵 𝗯𝗲𝗴𝗶𝗻𝘀 𝗮𝗻𝗱 𝗲𝗻𝗱𝘀 𝗿𝗶𝗴𝗵𝘁 𝘄𝗵𝗲𝗿𝗲 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲."
ดังนั้น เธอจึงต้องเดินทางเพื่อค้นให้พบว่า #การเดินทางนั้นไม่จำเป็น เธอแค่ต้องเริ่มต้นไปบนเส้นทางแห่งการค้นหาเพื่อค้นให้พบว่า เส้นทางนั้นเริ่มต้นและสิ้นสุดลงตรงที่ที่เธอกำลังอยู่ในขณะนี้นั่นแหละ
(((จบบทที่ 8)))
หนังสือ
จิตวิญญาณ
บันทึก
1
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
HOME WITH GOD
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย