30 มี.ค. 2023 เวลา 03:42 • หนังสือ

#10 HWG. — บทที่ 8️⃣ (ส่วนที่ 1)

▪️ผู้แปล : แอดมิน
🔸นี่เป็นงานแปลชิ้นที่ 2 ที่ผมตั้งใจแปลมากๆ หากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
𝗙𝗜𝗙𝗧𝗛 𝗥𝗘𝗠𝗘𝗠𝗕𝗥𝗔𝗡𝗖𝗘
ความทรงจําที่ 5️⃣
𝗬𝗼𝘂'𝗿𝗲 𝗮𝗳𝗿𝗮𝗶𝗱 𝘁𝗼 𝗱𝗶𝗲, 𝗮𝗻𝗱 𝘆𝗼𝘂'𝗿𝗲 𝗮𝗳𝗿𝗮𝗶𝗱 𝘁𝗼 𝗹𝗶𝘃𝗲. 𝗪𝗵𝗮𝘁 𝗮 𝘄𝗮𝘆 𝘁𝗼 𝗲𝘅𝗶𝘀𝘁!
“เธอกลัวที่จะตาย และเธอก็กลัวที่จะมีชีวิตอยู่ แล้วเธอจะมีชีวิตที่ดีได้ยังไง❗”
𝗖𝗵𝗮𝗽𝘁𝗲𝗿 𝟴
บทที่ 8️⃣
𝗡𝗲𝗮𝗹𝗲 : 𝗛𝗼𝘄 𝗰𝗮𝗻 𝗜 𝗯𝗲 𝘀𝘂𝗿𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗲𝘀𝗲 𝘄𝗼𝗿𝗱𝘀, 𝗼𝘂𝘁 𝗼𝗳 𝗮𝗹𝗹 𝘁𝗵𝗲 𝘄𝗼𝗿𝗱𝘀 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗯𝗲𝗲𝗻 𝘀𝗽𝗼𝗸𝗲𝗻 𝗼𝗻 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝘀𝘂𝗯𝗷𝗲𝗰𝘁, 𝗰𝗮𝗻 𝗹𝗲𝗮𝗱 𝗺𝗲 𝘁𝗼 𝗺𝘆 𝘁𝗿𝘂𝘁𝗵 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁 𝗹𝗶𝗳𝗲 𝗮𝗻𝗱 𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵?
N : ผมจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคำพูดเหล่านี้ ทุกๆคำที่พระองค์เคยพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ จะสามารถนำผมไปสู่ความจริงเกี่ยวกับชีวิตและความตายที่เป็นของผมเองได้❓
𝗚𝗼𝗱 : "𝗬𝗼𝘂 𝗱𝗼𝗻'𝘁 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝘁𝗼 𝗮𝗴𝗿𝗲𝗲 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝘁𝗵𝗲𝘀𝗲 𝘄𝗼𝗿𝗱𝘀 𝗶𝗻 𝗼𝗿𝗱𝗲𝗿 𝘁𝗼 𝗯𝗲 𝗹𝗲𝗮𝗱 𝘁𝗼 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝘁𝗿𝘂𝘁𝗵."
G : เธอไม่จําเป็นต้องเห็นด้วยกับคำพูดเหล่านี้เพื่อที่จะนำไปสู่ความจริงของเธอ
𝗡 : 𝗜 𝗱𝗼𝗻'𝘁?
N : ไม่จําเป็นงั้นหรือครับ❓
𝗚 : "𝗡𝗼. 𝗘𝘃𝗲𝗻 𝗶𝗳 𝘆𝗼𝘂 𝗱𝗶𝘀𝗮𝗴𝗿𝗲𝗲 𝗰𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗲𝗹𝘆 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝘁𝗵𝗲 𝘄𝗼𝗿𝗱𝘀 𝗵𝗲𝗿𝗲, 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝗯𝗲 𝗹𝗲𝗮𝗱 𝘁𝗼 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝘁𝗿𝘂𝘁𝗵—𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗳𝗼𝘂𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗮𝘁𝗵 𝗯𝗮𝗰𝗸 𝗛𝗼𝗺𝗲, 𝗯𝗲𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝗶𝗳 𝘆𝗼𝘂 𝗱𝗶𝘀𝗮𝗴𝗿𝗲𝗲 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝘁𝗵𝗲 𝘄𝗼𝗿𝗱𝘀 𝗵𝗲𝗿𝗲, 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝘁𝗵𝗲𝗻 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗱𝗼 𝗮𝗴𝗿𝗲𝗲 𝘄𝗶𝘁𝗵.
𝗬𝗼𝘂 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝘁𝗵𝗲𝗻 𝘁𝗮𝗸𝗲 𝗮𝗻𝗼𝘁𝗵𝗲𝗿 𝗽𝗮𝘁𝗵, 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝘁𝗮𝗸𝗲 𝗮𝗻𝗼𝘁𝗵𝗲𝗿, 𝗮𝗻𝗱 𝘀𝘁𝗶𝗹𝗹 𝗮𝗻𝗼𝘁𝗵𝗲𝗿, 𝘂𝗻𝘁𝗶𝗹 𝘆𝗼𝘂 𝗳𝗶𝗻𝗱 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝘄𝗮𝘆 𝗼𝘂𝘁 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗰𝗼𝗻𝗳𝘂𝘀𝗶𝗼𝗻, 𝗮𝗻𝗱 𝗯𝗮𝗰𝗸 𝗛𝗼𝗺𝗲."
G : ใช่แล้ว แม้ว่าเธอจะไม่เห็นด้วยทั้งหมดกับคำพูดของฉันในที่นี้ แต่มันก็จะนำเธอไปสู่ความจริงของตัวเธอเองได้อยู่ดี —เธอจะพบเส้นทางกลับบ้าน เพราะถ้าเธอไม่เห็นด้วยกับคำพูดของฉัน เธอก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าตัวเธอเห็นด้วยกับอะไร จากนั้น เธอก็จะใช้เส้นทางอื่น (ที่เธอเห็นด้วย ที่เธอคิดว่ามันใช่) เธอจะไปอีกเส้นทางหนึ่ง และอีกเส้นทางหนึ่ง จนกว่าเธอจะค้นพบหนทางที่พาเธอออกจากเส้นทางอันสับสนเหล่านี้ จากนั้นเธอก็จะกลับถึงบ้าน
𝗡 : 𝗜 𝘀𝘂𝗽𝗽𝗼𝘀𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁'𝘀 𝗵𝗼𝘄 𝗶𝘁 𝗰𝗼𝘂𝗹𝗱 𝗮𝗹𝗹 𝘄𝗼𝗿𝗸.
N : ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นหนทางหรือวิธีการไหนก็ใช้ได้ผลหมด
𝗚 : "𝗧𝗵𝗮𝘁'𝘀 𝗵𝗼𝘄 𝗶𝘁 𝗱𝗼𝗲𝘀 𝗮𝗹𝗹 𝘄𝗼𝗿𝗸. 𝗬𝗼𝘂𝗿 𝘄𝗵𝗼𝗹𝗲 𝗹𝗶𝗳𝗲 𝗹𝗲𝗮𝗱𝘀 𝘆𝗼𝘂 𝗯𝗮𝗰𝗸 𝗛𝗼𝗺𝗲, 𝗯𝗮𝗰𝗸 𝘁𝗼 𝗺𝗲. 𝗧𝗵𝗲𝗿𝗲𝗳𝗼𝗿𝗲, 𝗯𝗹𝗲𝘀𝘀 𝗲𝘃𝗲𝗿𝘆 𝗲𝘃𝗲𝗻𝘁, 𝗲𝘃𝗲𝗿𝘆 𝗽𝗲𝗿𝘀𝗼𝗻, 𝗲𝘃𝗲𝗿𝘆 𝗺𝗼𝗺𝗲𝗻𝘁, 𝗳𝗼𝗿 𝗲𝗮𝗰𝗵 𝗶𝘀 𝘀𝗮𝗰𝗿𝗲𝗱.
G : ไม่ว่าจะเป็นวิธีการไหนก็ใช้ได้ผลทั้งหมด ทั้งชีวิตของเธอ (เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิตเธอ) ชี้นำเธอให้กลับบ้านมาหาฉัน ดังนั้น จงอวยพรให้กับทุกเหตุการณ์ ทุกผู้คน และทุกห้วงขณะในชีวิต เพราะทั้งหมดนั่นคือความศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตเธอ
1
"𝗘𝘃𝗲𝗻 𝗶𝗳 𝘆𝗼𝘂 𝗱𝗶𝘀𝗮𝗴𝗿𝗲𝗲 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗲𝘃𝗲𝗻𝘁, 𝗲𝘃𝗲𝗻 𝗶𝗳 𝘆𝗼𝘂 𝗱𝗶𝘀𝗹𝗶𝗸𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗽𝗲𝗿𝘀𝗼𝗻, 𝗲𝘃𝗲𝗻 𝗶𝗳 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗻𝗼𝘁 𝗲𝗻𝗷𝗼𝘆𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗺𝗼𝗺𝗲𝗻𝘁, 𝗮𝗹𝗹 𝗮𝗿𝗲 𝘀𝗮𝗰𝗿𝗲𝗱, 𝗳𝗼𝗿 𝗟𝗶𝗳𝗲 𝗶𝗻𝗳𝗼𝗿𝗺𝘀 𝗹𝗶𝗳𝗲 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁 𝗹𝗶𝗳𝗲 𝘁𝗵𝗿𝗼𝘂𝗴𝗵 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗿𝗼𝗰𝗲𝘀𝘀 𝗼𝗳 𝗟𝗶𝗳𝗲 𝗜𝘁𝘀𝗲𝗹𝗳,
𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗲𝗿𝗲 𝗶𝘀 𝗻𝗼𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴 𝗺𝗼𝗿𝗲 𝘀𝗮𝗰𝗿𝗲𝗱 𝘁𝗵𝗮𝗻 𝗞𝗻𝗼𝘄𝗶𝗻𝗴, 𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗲𝗻 𝗘𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗶𝗻𝗴, 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝗟𝗶𝗳𝗲 𝗵𝗮𝘀 𝘁𝗼 𝘁𝗲𝗹𝗹 𝘂𝘀 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁 𝗼𝘂𝗿 𝗦𝗲𝗹𝘃𝗲𝘀.
แม้ว่าเธอจะไม่เห็นด้วยกับเหตุการณ์นั้น (ว่าทำไมมันต้องเกิดขึ้นด้วย) แม้ว่าเธอจะไม่ชอบคนๆ นั้น และแม้ว่าเธอจะไม่ได้มีความสุขกับช่วงเวลานั้นๆก็ตาม แต่ทั้งหมดก็เป็นความศักดิ์สิทธิ์ในตัวมันเองอยู่ดี เพราะชีวิตให้ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตผ่านกระบวนการที่ดำเนินไปของตัวชีวิตเอง และไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์มากไปกว่า “การรู้” ว่าชีวิตได้มอบอะไรให้กับเราบ้าง จากนั้นก็ “ประสบ” กับสิ่งที่ชีวิตบอกเราเกี่ยวกับตัวเราเอง (หรือสิ่งที่ชีวิตมอบให้)
1
"𝗔𝗻𝗱 𝘀𝗼, 𝗵𝗮𝘃𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝘃𝗲𝗿𝘆 𝗰𝗼𝗻𝘃𝗲𝗿𝘀𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻, 𝗲𝘃𝗲𝗻 𝗶𝗳 𝘆𝗼𝘂 𝗱𝗶𝘀𝗮𝗴𝗿𝗲𝗲 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝗶𝘁, 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝗹𝗲𝗮𝗱 𝘆𝗼𝘂 𝘁𝗼 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝘁𝗿𝘂𝘁𝗵 𝗮𝗻𝗱 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗽𝗮𝘁𝗵 𝗛𝗼𝗺𝗲. 𝗬𝗼𝘂 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝗮𝗹𝘀𝗼 𝗯𝗲 𝗹𝗲𝗱 𝘁𝗼 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗽𝗮𝘁𝗵 𝗶𝗳 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗴𝗿𝗲𝗲 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗰𝗼𝗻𝘃𝗲𝗿𝘀𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻. 𝗘𝗶𝘁𝗵𝗲𝗿 𝘄𝗮𝘆, 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗰𝗼𝗻𝘃𝗲𝗿𝘀𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝗴𝗲𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗵𝗲𝗿𝗲 𝘆𝗼𝘂 𝘀𝗲𝗲𝗸 𝘁𝗼 𝗴𝗼."
ดังนั้น การสนทนานี้ แม้ว่าเธอจะไม่เห็นด้วยกับมันก็ตาม แต่มันก็จะนำเธอไปสู่ความจริงของเธอและชี้นำเธอเข้าสู่เส้นทางกลับบ้านได้อยู่ดี และหากเธอเห็นด้วยนั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่ว่าเธอจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการสนทนานี้ มันก็จะพาเธอไปถึงที่ที่เธอต้องการจะไปได้เสมอ
𝗡 : 𝗔𝗹𝗹 𝗽𝗮𝘁𝗵𝘀 𝗹𝗲𝗮𝗱 𝗛𝗼𝗺𝗲.
N : เส้นทางทั้งหมดนําไปสู่บ้าน
𝗚 : "𝗘𝘃𝗲𝗿𝘆 𝘀𝗶𝗻𝗴𝗹𝗲 𝗼𝗻𝗲."
G : ใช่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเส้นทาง (วิถีทาง) ไหนก็ตาม
𝗡 : 𝗔𝗻𝗱 𝗲𝗮𝗰𝗵 𝗽𝗮𝘁𝗵 𝗵𝗮𝘀 𝗶𝘁𝘀 𝗼𝘄𝗻 '𝗺𝗮𝗿𝗸𝘀 𝗼𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝘁𝗿𝗲𝗲𝘀' 𝘁𝗼 𝗵𝗲𝗹𝗽 𝗹𝗲𝗮𝗱 𝗺𝗲 𝘁𝗵𝗲𝗿𝗲.
N : และแต่ละเส้นทางก็จะมี “เครื่องหมายบนต้นไม้” เพื่อช่วยนำทางผมให้ไปถึงจุดหมายได้
𝗚 : "𝗣𝗿𝗲𝗰𝗶𝘀𝗲𝗹𝘆. 𝗡𝗼𝘄 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝘂𝗻𝗱𝗲𝗿𝘀𝘁𝗮𝗻𝗱𝗶𝗻𝗴. 𝗧𝗵𝗼𝘀𝗲 𝗮𝗿𝗲 𝗮𝗹𝗹 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗼𝘄𝗻 𝗺𝗮𝗿𝗸𝗶𝗻𝗴𝘀 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝘀𝗲𝗲 𝗼𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝘁𝗿𝗲𝗲𝘀. 𝗟𝗼𝗼𝗸 𝗮𝗿𝗼𝘂𝗻𝗱. 𝗡𝗼𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴 𝗶𝘀 𝗵𝗲𝗿𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗻𝗼𝘁 𝗽𝗹𝗮𝗰𝗲𝗱 𝗵𝗲𝗿𝗲.
G : ถูกเผง ตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องหมายบนต้นไม้ที่เธอเป็นคนทำไว้เอง ลองมองไปรอบๆตัวเธอสิ ไม่มีอะไรที่อยู่ที่นี่ที่เธอไม่ได้เป็นคนวางเอาไว้เอง★
★ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต ทุกคนที่เราได้พานพบ ในแต่ละช่วงเวลาในชีวิต เรา (วิญญาณเรา) เป็นคนวางแผนเอาไว้เอง ว่าเราจะต้องเจอเรื่องอะไร กับใคร ที่ไหน เวลาใด และพอมันเกิดขึ้นไปตามแผน ทีนี้ก็อยู่ที่เราแล้วว่าจะเลือกตอบสนองต่อมันอย่างไร นี่แหละคือทางเลือกเสรี หรือ เจตจำนงอิสระ ที่พระองค์พูดถึงบ่อยๆ เราวางแผนวิวัฒนาการของเราทั้งหมดไว้ จากนั้นเราจะเลือกมีประสบการณ์กับมันอย่างไรก็อยู่ที่ตัวเราเอง –ผู้แปล–
2
"𝗬𝗲𝘁 𝘀𝗼𝗺𝗲𝘁𝗶𝗺𝗲𝘀 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝗻𝗼𝘁 𝗿𝗲𝗰𝗼𝗴𝗻𝗶𝘇𝗲 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗼𝘄𝗻 𝗺𝗮𝗿𝗸𝘀. 𝗜𝗳 𝘆𝗼𝘂 𝗹𝗼𝗼𝗸 𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗲𝗺 𝗳𝗿𝗼𝗺 𝗮 𝗱𝗶𝗳𝗳𝗲𝗿𝗲𝗻𝘁 𝗮𝗻𝗴𝗹𝗲, 𝘁𝗵𝗲𝘆 𝗺𝗮𝘆 𝗹𝗼𝗼𝗸 𝗱𝗶𝗳𝗳𝗲𝗿𝗲𝗻𝘁 𝘁𝗼 𝘆𝗼𝘂. 𝗧𝗵𝗲𝘆 𝗺𝗮𝘆 𝗹𝗼𝗼𝗸 𝗮𝘀 𝘁𝗵𝗿𝗼𝘂𝗴𝗵 𝘀𝗼𝗺𝗲𝗼𝗻𝗲 𝗲𝗹𝘀𝗲 𝗵𝗮𝘀 𝗽𝗹𝗮𝗰𝗲𝗱 𝘁𝗵𝗲𝗺 𝘁𝗵𝗲𝗿𝗲.
แต่บางครั้งเธอก็จำเครื่องหมายที่เธอเป็นคนวางเอาไว้เองไม่ได้ หากเธอมองพวกมันจากมุมที่ต่างออกไป พวกมันอาจจะดูแตกต่างไปจากที่เธอจำได้ เธอเลยคิดว่าเครื่องหมายพวกนั้นเป็นคนอื่นที่วางพวกมันเอาไว้ที่นั่น
"𝗪𝗲 𝗮𝗿𝗲 𝘁𝗮𝗹𝗸𝗶𝗻𝗴, 𝗼𝗳 𝗰𝗼𝘂𝗿𝘀𝗲, 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝗺𝗮𝗿𝗸𝘀 𝗼𝗳 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗹𝗶𝗳𝗲—𝗽𝗮𝗿𝘁𝗶𝗰𝘂𝗹𝗮𝗿𝗹𝘆 𝘁𝗵𝗼𝘀𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗼𝘂𝗹𝗱 𝗰𝗮𝗹𝗹 𝘀𝗰𝗮𝗿𝘀.
𝗕𝗲 𝗰𝗮𝗿𝗲𝗳𝘂𝗹 𝗻𝗼𝘁 𝘁𝗼 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗸 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘀𝗼𝗺𝗲𝗼𝗻𝗲 𝗲𝗹𝘀𝗲 𝗵𝗮𝘀 𝗽𝗹𝗮𝗰𝗲𝗱 𝘁𝗵𝗲𝗺 𝘁𝗵𝗲𝗿𝗲. 𝗧𝗵𝗮𝘁 𝘄𝗼𝘂𝗹𝗱 𝘁𝘂𝗿𝗻 𝘆𝗼𝘂 𝗶𝗻𝘁𝗼 𝗮 𝘃𝗶𝗰𝘁𝗶𝗺, 𝗮𝗻𝗱 𝘀𝗼𝗺𝗲𝗼𝗻𝗲 𝗲𝗹𝘀𝗲 𝗶𝗻𝘁𝗼 𝗮 𝘃𝗶𝗹𝗹𝗮𝗶𝗻. 𝗬𝗲𝘁 𝗶𝗻 𝗹𝗶𝗳𝗲, 𝗮𝘀 𝗜 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗮𝗹𝗿𝗲𝗮𝗱𝘆 𝘁𝗼𝗹𝗱 𝘆𝗼𝘂, 𝘁𝗵𝗲𝗿𝗲 𝗮𝗿𝗲 𝗻𝗼 𝘃𝗶𝗰𝘁𝗶𝗺𝘀 𝗮𝗻𝗱 𝗻𝗼 𝘃𝗶𝗹𝗹𝗮𝗶𝗻𝘀. 𝗔𝗹𝘄𝗮𝘆𝘀 𝗿𝗲𝗺𝗲𝗺𝗯𝗲𝗿 𝘁𝗵𝗮𝘁."
แน่นอนว่าเรากำลังพูดกันถึงเครื่องหมายของชีวิตเธอ —โดยเฉพาะเครื่องหมายที่เธอเรียกมันว่า “แผลเป็น (แผลใจ)” จงระวังอย่าให้ตัวเองคิดว่าเป็นคนอื่นที่วางพวกมันไว้ที่นั่น (ในชีวิตเธอ) ไม่ใช่ตัวเธอที่เป็นคนวางพวกมันไว้เอง★ นั่นจะทำให้เธอกลายเป็นเหยื่อและคนอื่นกลายเป็นผู้ร้าย แต่ในชีวิต อย่างที่ฉันได้เคยบอกเธอไปแล้วว่า #ไม่มีเหยื่อและไม่มีผู้ร้ายในโลกนี้ จงจดจำเรื่องนั้นเอาไว้ให้มั่น
1
★เอาแต่โทษสิ่งอื่น คนอื่น และสิ่งอื่นๆ เช่น โชคชะตา ฟ้าดิน เทพ ผี ฯลฯ ภายนอกตัว คิดว่าทั้งหมดนั่นเกิดเพราะสิ่งอื่นภายนอกตัว ไม่ได้เกิดจากการสร้าง (วางแผน) ของตัวเราเอง –ผู้แปล–
𝗡 : 𝗠𝘆 𝘄𝗼𝗻𝗱𝗲𝗿𝗳𝘂𝗹 𝗳𝗿𝗶𝗲𝗻𝗱 𝗘𝗹𝗶𝘀𝗮𝗯𝗲𝘁𝗵 𝗞𝘂𝗯𝗹𝗲𝗿-𝗥𝗼𝘀𝘀 𝘂𝘀𝗲𝗱 𝘁𝗼 𝘀𝗮𝘆 𝘀𝗼𝗺𝗲𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗜 𝗿𝗲𝗮𝗹𝗹𝘆 𝗹𝗼𝘃𝗲𝗱...
N : เอลิซาเบธ คิวเบลอร์-รอสส์ เพื่อนที่แสนดีของผมเคยพูดบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ ซึ่งผมชอบมันมากๆ
'𝗦𝗵𝗼𝘂𝗹𝗱 𝘆𝗼𝘂 𝘀𝗵𝗶𝗲𝗹𝗱 𝘁𝗵𝗲 𝗰𝗮𝗻𝘆𝗼𝗻 𝗳𝗿𝗼𝗺 𝘁𝗵𝗲 𝘄𝗶𝗻𝗱𝘀𝘁𝗼𝗿𝗺𝘀, 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗼𝘂𝗹𝗱 𝗻𝗲𝘃𝗲𝗿 𝘀𝗲𝗲 𝘁𝗵𝗲 𝗯𝗲𝗮𝘂𝘁𝘆 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲𝗶𝗿 𝗰𝗮𝗿𝘃𝗶𝗻𝗴𝘀.'
“หากคุณปกป้องหุบเขาจากพายุ คุณจะไม่มีวันได้เห็นความงดงามของหุบเขาที่เกิดจากการกัดกร่อนของพายุ”★
★ตรงนี้ให้เราลองจินตนาการถึง แกรนด์แคนยอน ละกันครับ ถ้ามันไม่โดนลมกร่อนมาหลายล้านปี มันก็ไม่อาจมีทัศนียภาพที่งดงามขนาดนั้นได้–ผู้แปล–
𝗚 : "𝗬𝗲𝘀. 𝗧𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘀 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝗜 𝗺𝗲𝗮𝗻𝘁 𝗲𝗮𝗿𝗹𝗶𝗲𝗿 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝗜 𝘀𝗮𝗶𝗱 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗮𝗹𝗹 𝗼𝗳 𝗹𝗶𝗳𝗲 𝗶𝘀 𝘄𝗼𝗻𝗱𝗲𝗿𝗳𝘂𝗹, 𝗷𝘂𝘀𝘁 𝗮𝘀 '𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵' 𝗶𝘀 𝘄𝗼𝗻𝗱𝗲𝗿𝗳𝘂𝗹. 𝗜𝘁 𝗶𝘀 𝗮𝗹𝗹 𝗮 𝗺𝗮𝘁𝘁𝗲𝗿 𝗼𝗳 𝗽𝗲𝗿𝘀𝗽𝗲𝗰𝘁𝗶𝘃𝗲. 𝗽𝗲𝗿𝘀𝗽𝗲𝗰𝘁𝗶𝘃𝗲 𝗰𝗿𝗲𝗮𝘁𝗲𝘀 𝗽𝗲𝗿𝗰𝗲𝗽𝘁𝗶𝗼𝗻."
G : ใช่แล้ว นั่นคือสิ่งที่ฉันหมายถึงก่อนหน้านี้ ในตอนที่ฉันพูดว่า ทุกชีวิตคือสิ่งมหัศจรรย์ เช่นเดียวกันกับ “ความตาย" ที่คือสิ่งวิเศษ มันเป็นแค่เรื่องของมุมมอง ซึ่งมุมมองเป็นตัวสร้างการรับรู้ (ที่เธอมีต่อโลกทางกายภาพ)
𝗡 : 𝗬𝗲𝘀.
N : ใช่ครับ
𝗚 : "𝗡𝗼, 𝗻𝗼, 𝗱𝗼𝗻'𝘁 𝗷𝘂𝘀𝘁 𝘀𝗮𝘆 '𝘆𝗲𝘀.' 𝗘𝘅𝗮𝗺𝗶𝗻𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗹𝗮𝘀𝘁 𝘀𝘁𝗮𝘁𝗲𝗺𝗲𝗻𝘁 𝗺𝗼𝗿𝗲 𝘁𝗵𝗼𝗿𝗼𝘂𝗴𝗵𝗹𝘆. 𝗟𝗼𝗼𝗸 𝗶𝗻𝘁𝗼 𝗶𝘁 𝗺𝗼𝗿𝗲 𝗱𝗲𝗲𝗽𝗹𝘆. 𝗧𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘀 𝗼𝗻𝗲 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝗺𝗼𝘀𝘁 𝗶𝗺𝗽𝗼𝗿𝘁𝗮𝗻𝘁 𝘀𝘁𝗮𝘁𝗲𝗺𝗲𝗻𝘁𝘀 𝗜 𝗮𝗺 𝗴𝗼𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝗺𝗮𝗸𝗲 𝗵𝗲𝗿𝗲. 𝗜 𝘀𝗮𝗶𝗱...
G : ไม่ ไม่ อย่าแค่พูดว่า “ใช่” แบบนกแก้วนกขุนทอง แต่จงตรวจสอบข้อความสุดท้ายนั้นให้ทะลุปรุโปร่ง จงมองมันให้ลึกเข้าไปอีก เพราะนั่นเป็นหนึ่งในข้อความสําคัญที่สุดที่ฉันกำลังจะอธิบายที่นี่ ฉันได้พูดว่า . . .
"𝗣𝗲𝗿𝘀𝗽𝗲𝗰𝘁𝗶𝘃𝗲 𝗰𝗿𝗲𝗮𝘁𝗲𝘀 𝗽𝗲𝗿𝗰𝗲𝗽𝘁𝗶𝗼𝗻."
“มุมมองเป็นตัวสร้างการรับรู้”
1
𝗡 : 𝗛𝗼𝘄 𝘄𝗲 𝗹𝗼𝗼𝗸 𝗮𝘁 𝘀𝗼𝗺𝗲𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴 𝗰𝗿𝗲𝗮𝘁𝗲𝘀 𝗵𝗼𝘄 𝘄𝗲 𝘀𝗲𝗲 𝗶𝘁.
N : เรามีมุมมองต่อสิ่งๆนั้นอย่างไร เราก็จะเห็นมันเป็นอย่างนั้น★
★ไม่ว่ามันจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ก็ตาม เช่น เช่น เรามีมุมมอง (เชื่อ) ว่า คนหนวดเครารกรุงรัง หน้าตาถมึงทึง ต้องเป็นคนไม่ดีแน่นอน ทำให้เราเห็นว่า มีความคิดว่า คนที่เรากำลังรับรู้ถึงเขาด้วยประสาทสัมผัสทางตาอยู่นั้น เป็นคนไม่ดี ทั้งๆที่จริงๆแล้วเขาอาจเป็นคนดีก็ได้ (ยังมีการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสอื่นๆอีก) คนที่มีมุมมองต่อโลกในแบบหนึ่ง ก็จะใช้ชีวิตหรือรับรู้หรือปฏิบัติต่อสิ่งรอบตัวต่างไปจากคนที่มีมุมมองต่อโลกอีกแบบ มุมมองต่างกัน การรับรู้ก็ต่างกัน แบบนั้นเป็นต้นครับ –ผู้แปล–
𝗚 : "𝗘𝘅𝗮𝗰𝘁𝗹𝘆. 𝗧𝗵𝗮𝗻𝗸 𝘆𝗼𝘂.
G : ถูกต้องที่สุด ขอบใจนะ
"𝗔𝗻𝗱 𝘀𝗼, 𝗶𝗳 𝘆𝗼𝘂 𝗹𝗼𝗼𝗸 𝘂𝗽𝗼𝗻 𝘆𝗼𝘂𝗿𝘀𝗲𝗹𝗳 𝗮𝘀 𝗮 𝘃𝗶𝗰𝘁𝗶𝗺, 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝘀𝗲𝗲 𝘆𝗼𝘂𝗿𝘀𝗲𝗹𝗳 𝗮𝘀 𝗼𝗻𝗲. 𝗜𝗳 𝘆𝗼𝘂 𝗹𝗼𝗼𝗸 𝘂𝗽𝗼𝗻 𝘆𝗼𝘂𝗿𝘀𝗲𝗹𝗳 𝗮𝘀 𝗮 𝘃𝗶𝗹𝗹𝗮𝗶𝗻, 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝘀𝗲𝗲 𝘆𝗼𝘂𝗿𝘀𝗲𝗹𝗳 𝗮𝘀 𝗼𝗻𝗲. 𝗜𝗳 𝘆𝗼𝘂 𝗹𝗼𝗼𝗸 𝘂𝗽𝗼𝗻 𝘆𝗼𝘂𝗿𝘀𝗲𝗹𝗳 𝗮𝘀 𝗮 𝗰𝗼𝗰𝗿𝗲𝗮𝘁𝗼𝗿 𝗶𝗻 𝗮 𝗰𝗼𝗹𝗹𝗮𝗯𝗼𝗿𝗮𝘁𝗶𝘃𝗲 𝗽𝗿𝗼𝗰𝗲𝘀𝘀, 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘀 𝗵𝗼𝘄 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝘀𝗲𝗲 𝘆𝗼𝘂𝗿𝘀𝗲𝗹𝗳.
ดังนั้น ถ้าเธอมีมุมมองว่าตัวเองเป็นเหยื่อ เธอก็จะเห็นว่า (มีความคิดว่า เชื่อว่า รับรู้ว่า) ตัวเองเป็นเหยื่อ หากเธอมีมุมมองว่าตัวเองเป็นผู้ร้าย เธอก็จะเห็นว่าตัวเองเป็นผู้ร้าย และหากเธอมีมุมมองว่าตัวเองเป็นผู้ร่วมสร้างในกระบวนการทำงานที่มีร่วมกันของทุกสรรพชีวิต นั่นคือสิ่งที่เธอจะเห็นว่าตัวเองเป็น★
1
★เรามีมุมมอง (เชื่อ) ว่าตัวเองเป็นเช่นไร เราก็จะเห็นว่าตัวเองเป็นเช่นนั้น และเราก็จะได้รับประสบการณ์ในการเป็นเช่นนั้น –ผู้แปล–
𝗜𝗳 𝘆𝗼𝘂 𝗹𝗼𝗼𝗸 𝘂𝗽𝗼𝗻 𝗲𝘃𝗲𝗿𝘆 𝗲𝘃𝗲𝗻𝘁 𝗼𝗳 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗹𝗶𝗳𝗲—𝗶𝗻𝗰𝗹𝘂𝗱𝗶𝗻𝗴 𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵—𝗮𝘀 𝗮 𝗴𝗶𝗳𝘁, 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝘀𝗲𝗲 𝗶𝘁 𝗮𝘀 𝗮 𝘁𝗿𝗲𝗮𝘀𝘂𝗿𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝘀𝗲𝗿𝘃𝗲 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗹𝘄𝗮𝘆𝘀, 𝗮𝗻𝗱 𝗹𝗲𝗮𝗱 𝘆𝗼𝘂 𝘁𝗼 𝗷𝗼𝘆.
𝗜𝗳 𝘆𝗼𝘂 𝗹𝗼𝗼𝗸 𝘂𝗽𝗼𝗻 𝗮𝗻𝘆 𝗲𝘃𝗲𝗻𝘁, 𝗶𝗻𝗰𝗹𝘂𝗱𝗶𝗻𝗴 𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵, 𝗮𝘀 𝗮 𝘁𝗿𝗮𝗴𝗲𝗱𝘆, 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝗺𝗼𝘂𝗿𝗻 𝗶𝘁 𝗳𝗼𝗿𝗲𝘃𝗲𝗿, 𝗮𝗻𝗱 𝗿𝗲𝗰𝗲𝗶𝘃𝗲 𝗻𝗼𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴 𝗳𝗿𝗼𝗺 𝗶𝘁 𝗯𝘂𝘁 𝗲𝘃𝗲𝗿𝗹𝗮𝘀𝘁𝗶𝗻𝗴 𝘀𝗼𝗿𝗿𝗼𝘄.
ถ้าเธอมองทุกเหตุการณ์ในชีวิตของเธอ รวมถึงความตาย —เป็นดั่งของขวัญ เธอก็จะเห็นว่ามันเป็นสมบัติที่จะรับใช้เธอตลอดไป และนำเธอไปสู่ความปีติเปิกบาน หากเธอมองเหตุการณ์ใดๆ รวมถึงความตาย —เป็นดั่งโศกนาฏกรรม เธอก็จะมีแต่ความโศกเศร้าตลอดไป และเธอจะไม่ได้รับอะไรจากความตายเลยนอกจากความทุกข์ระทมชั่วนิรันดร
1
"𝗪𝗵𝗶𝗰𝗵 𝗯𝗿𝗶𝗻𝗴𝘀 𝘂𝘀 𝘁𝗼...
ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำเราไปสู่...
𝗧𝗛𝗘 𝗙𝗜𝗙𝗧𝗛 𝗥𝗘𝗠𝗘𝗠𝗕𝗥𝗔𝗡𝗖𝗘
ความทรงจำที่ 5️⃣
𝗗𝗲𝗮𝘁𝗵 𝗶𝘀 𝗻𝗲𝘃𝗲𝗿 𝗮 𝘁𝗿𝗮𝗴𝗲𝗱𝘆. 𝗜𝘁 𝗶𝘀 𝗮𝗹𝘄𝗮𝘆𝘀 𝗮 𝗴𝗶𝗳𝘁.
“#ความตายไม่เคยเป็นโศกนาฏกรรม #มันเป็นดั่งของขวัญเสมอ
"𝗙𝗼𝗰𝘂𝘀 𝗼𝗻 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗻𝗼𝘄. 𝗙𝗼𝗰𝘂𝘀 𝗷𝘂𝘀𝘁 𝗼𝗻 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗲𝘃𝗲𝗻𝘁 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗹𝗹 '𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵.' 𝗕𝗲𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝗶𝗳 𝘆𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗻 𝘀𝗲𝗲 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗶𝘀 𝘁𝗿𝘂𝗲 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁 𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵, 𝘆𝗼𝘂 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝘀𝗼𝗼𝗻 𝗯𝗲 𝗮𝗯𝗹𝗲 𝘁𝗼 𝘀𝗲𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗶𝘀 𝘁𝗿𝘂𝗲 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁 𝗲𝘃𝗲𝗿𝘆 𝗼𝘁𝗵𝗲𝗿 𝗲𝘃𝗲𝗻𝘁 𝗶𝗻 𝗹𝗶𝗳𝗲."
G : ตอนนี้ขอให้เธอจงเพ่งความสนใจไปที่เรื่องนี้ จงมุ่งเน้นความสนใจไปยังเหตุการณ์ที่เธอเรียกว่า “ความตาย” นี้แค่เพียงเรื่องเดียว เพราะถ้าเธอเห็นว่านี่คือความจริงเกี่ยวกับความตาย เธอก็จะสามารถเห็นได้ในไม่ช้าว่านี่เป็นความจริงเกี่ยวกับทุกเรื่องในชีวิตของเธอเช่นเดียวกัน (ว่าพวกมันทั้งหมดคือของขวัญ)
𝗡 : 𝗔𝗻𝗱 𝗶𝗳 𝗜 𝗰𝗮𝗻 𝘀𝗲𝗲 𝗲𝘃𝗲𝗻 𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵 𝗮𝘀 𝗮 𝗴𝗶𝗳𝘁 𝗿𝗮𝘁𝗵𝗲𝗿 𝘁𝗵𝗮𝗻 𝗮 𝘁𝗿𝗮𝗴𝗲𝗱𝘆, 𝘁𝗵𝗲𝗻 𝗜 𝗰𝗮𝗻 𝘀𝗲𝗲 𝗲𝘃𝗲𝗿𝘆𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴 𝗲𝗹𝘀𝗲 𝗶𝗻 𝗺𝘆 𝗹𝗶𝗳𝗲—𝘁𝗵𝗲 '𝗹𝗶𝘁𝘁𝗹𝗲 𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵𝘀'—𝗮𝘀 𝗮 𝗴𝗶𝗳𝘁 𝗮𝘀 𝘄𝗲𝗹𝗹...𝗮𝗹𝗹 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝗼-𝗰𝗮𝗹𝗹𝗲𝗱 𝗯𝗮𝗱 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴𝘀 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗯𝗲𝗲𝗻 𝗱𝗼𝗻𝗲 𝘁𝗼 𝗺𝗲, 𝗼𝗿 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗜 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗱𝗼𝗻𝗲 𝘁𝗼 𝘀𝗼𝗺𝗲𝗼𝗻𝗲 𝗲𝗹𝘀𝗲. 𝗔𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗲𝗻, 𝘁𝗵𝗲𝗿𝗲 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝗯𝗲 𝗻𝗼 𝗺𝗼𝗿𝗲 𝘀𝗼𝗿𝗿𝗼𝘄.
N : หมายความว่า ถ้าผมเห็นแม้กระทั่งความตายว่าเป็นของขวัญแทนที่จะเป็นโศกนาฏกรรม ผมก็จะสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของผม—ที่เป็นเหมือนกับโศกนาฏกรรมเล็กๆน้อยๆ —เป็นดั่งของขวัญได้เช่นกัน... รวมถึงสิ่งที่ถูกเรียกว่าความเลวร้ายทั้งหมดที่ผมได้เคยถูกกระทำหรือที่ผมได้กระทำไว้กับคนอื่น จากนั้นก็จะไม่มีความทุกข์อีกต่อไป
𝗚 : "𝗡𝗼𝘁 𝗳𝗼𝗿 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗻𝗱 𝗻𝗼𝘁 𝗳𝗼𝗿 𝗮𝗻𝘆𝗼𝗻𝗲 𝗲𝗹𝘀𝗲.
G : เธอไม่จำเป็นต้องทนทุกข์และไม่มีใครจำเป็นต้องทนทุกข์
"𝗪𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂 𝗹𝗶𝘃𝗲 𝗮𝗹𝗹 𝘆𝗼𝘂𝗿 '𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵𝘀' 𝘄𝗲𝗹𝗹, 𝘆𝗼𝘂 𝗹𝗲𝘁 𝗼𝘁𝗵𝗲𝗿𝘀 𝗹𝗶𝘃𝗲 𝗪𝗜𝗧𝗛 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵𝘀 𝘄𝗲𝗹𝗹. 𝗧𝗵𝗲 𝗹𝗶𝘁𝘁𝗹𝗲 𝗼𝗻𝗲𝘀, 𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗲 𝗯𝗶𝗴 𝗼𝗻𝗲."
เมื่อเธอใช้ชีวิตอยู่กับ “ความตาย” ทั้งหมดของเธอได้ดี นั่นคือการที่เธอปล่อยให้คนอื่นอยู่ร่วมกับความตายทั้งหมดของเธอได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะกับเรื่องเล็ก (ชีวิตที่เป็นดั่งโศกนาฏกรรมเล็กๆน้อยๆแบบที่เธอเรียก) หรือกับเรื่องใหญ่ (ตาย)
1
𝗡 : 𝗪𝗼𝘄, 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝗮 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝘀𝗮𝘆. 𝗪𝗵𝗮𝘁 𝗮 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝘀𝗹𝗶𝗽 𝗶𝗻 𝗵𝗲𝗿𝗲. 𝗕𝘂𝘁 𝗶𝘁'𝘀 𝗻𝗼𝘁 𝗮𝗹𝘄𝗮𝘆𝘀 𝗽𝗼𝘀𝘀𝗶𝗯𝗹𝗲 𝘁𝗼 '𝗱𝗶𝗲 𝘄𝗲𝗹𝗹.' 𝗜'𝗺 𝘁𝗮𝗹𝗸𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁 𝘁𝗵𝗲 '𝗯𝗶𝗴 𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵' 𝗻𝗼𝘄. 𝗜 𝗺𝗲𝗮𝗻, 𝘀𝗼𝗺𝗲𝘁𝗶𝗺𝗲𝘀 𝘄𝗲'𝗿𝗲 𝗷𝘂𝘀𝘁 𝗽𝗹𝗮𝗶𝗻 𝗮𝗳𝗿𝗮𝗶𝗱 𝘁𝗼 𝗱𝗶𝗲.
N : ว้าว เข้าใจพูดนะครับ ต้องบอกว่าเข้าใจพูด แต่พระองค์ลืมพูดถึงเรื่องสำคัญไปนะครับ มันเป็นไปไม่ได้เสมอไปหรอกนะครับที่จะ “ตายดี” ผมกำลังพูดถึง “โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ หรือ ความตาย” ผมหมายความว่าบางครั้งคนเราก็แค่กลัวที่จะตายจากโลกนี้ไปเท่านั้นเอง
𝗚 : "𝗢𝗳 𝗰𝗼𝘂𝗿𝘀𝗲 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲. 𝗔𝗻𝗱 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂'𝗿𝗲 𝗮𝗹𝘀𝗼 𝗮𝗳𝗿𝗮𝗶𝗱 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝗹𝗶𝘁𝘁𝗹𝗲 𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵𝘀'--𝗺𝗲𝗮𝗻𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗻𝘆 𝗱𝗲𝗳𝗲𝗮𝘁 𝗼𝗿 𝗹𝗼𝘀𝘀--𝘆𝗼𝘂'𝗿𝗲 𝗮𝗹𝘀𝗼 𝗮𝗳𝗿𝗮𝗶𝗱 𝘁𝗼 𝗹𝗶𝘃𝗲. 𝗦𝗼 𝘆𝗼𝘂'𝗿𝗲 𝗮𝗳𝗿𝗮𝗶𝗱 𝘁𝗼 𝗱𝗶𝗲 𝗮𝗻𝗱 𝘆𝗼𝘂'𝗿𝗲 𝗮𝗳𝗿𝗮𝗶𝗱 𝘁𝗼 𝗹𝗶𝘃𝗲. 𝗪𝗵𝗮𝘁 𝗮 𝘄𝗮𝘆 𝘁𝗼 𝗲𝘅𝗶𝘀𝘁!"
G : แน่นอนว่าพวกเธอต้องกลัวตายอยู่แล้ว เพราะในขณะที่เธอกลัว “โศกนาฏกรรมเล็กๆน้อยๆในชีวิต” —ซึ่งหมายถึงการที่เธอกลัวการพ่ายแพ้หรือกลัวการสูญเสียไม่ว่าจะกับเรื่องใดก็ตาม นั่นก็หมายความว่าเธอกลัวที่จะมีชีวิตอยู่เช่นกัน เธอกลัวที่จะตายและเธอก็กลัวที่จะมีชีวิตอยู่ แล้วเธอจะมีชีวิตที่ดีได้ยังไง❗★
1
★กลัวไปหมดทุกอย่างในชีวิต ใช้ชีวิตที่มีแต่ความกลัว กลัวนั่น กลัวนี่ กลัวโน้น กลัวจะไม่มีใครรัก กลัวจะไม่ได้รับคำชม กลัวจะไม่ได้กินของอร่อย กลัวจะไม่มีความสุข กลัวจะไม่มีเวลา กลัวจะไม่มีเงิน ฯลฯ เป็นต้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องกลัวตาย ขนาดเรื่องเล็กๆน้อยๆ (ที่ไม่สำคัญอะไรเลย) ในชีวิตยังกลัวเลย ตายก็ต้องกลัวแน่อยู่แล้ว –ผู้แปล–
𝗡 : 𝗦𝗼 𝗵𝗲𝗹𝗽 𝘂𝘀!
N : ได้โปรดช่วยพวกเราด้วยครับ❗
𝗚 : "𝗪𝗵𝗮𝘁 𝗱𝗼 𝘆𝗼𝘂 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗸 𝗜'𝗺 𝗱𝗼𝗶𝗻𝗴 𝗵𝗲𝗿𝗲? 𝗜'𝗺 𝘀𝗽𝗲𝗻𝗱𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗶𝗺𝗲 𝗵𝗲𝗿𝗲 𝗵𝗲𝗹𝗽𝗶𝗻𝗴 𝘆𝗼𝘂 𝗴𝗲𝘁 𝗿𝗶𝗱 𝗼𝗳 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗳𝗲𝗮𝗿 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 '𝗯𝗶𝗴 𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵.' 𝗕𝗲𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗻𝗼𝘁 𝗮𝗳𝗿𝗮𝗶𝗱 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗮𝘁, 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗻𝗼 𝗹𝗼𝗻𝗴𝗲𝗿 𝗮𝗳𝗿𝗮𝗶𝗱 𝗼𝗳 𝗮𝗻𝘆𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴. 𝗔𝗻𝗱 𝘆𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗻 𝘁𝗿𝘂𝗹𝘆 𝗹𝗶𝘃𝗲."
G : เธอคิดว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ที่นี่ล่ะ❓ ฉันใช้เวลาอยู่ที่นี่พูดคุยกับเธอก็เพื่อช่วยให้เธอขจัดความกลัว “ตาย” นั้นออกไป หากความตายเธอยังไม่กลัว ก็ไม่มีอะไรที่เธอจะต้องกลัวอีกต่อไป จากนั้นเธอก็จะสามารถใช้ชีวิตของเธอได้อย่างเต็มที่
𝗡 : 𝗦𝗼 𝘄𝗵𝘆 𝗮𝗿𝗲 𝘄𝗲 𝗮𝗹𝗹 𝘀𝗼 '𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵𝗹𝘆 𝗮𝗳𝗿𝗮𝗶𝗱' 𝗼𝗳 𝗱𝘆𝗶𝗻𝗴?
N : แล้วทำไมพวกเราทุกคนถึง “กลัวแทบตาย” ที่จะตายกันล่ะครับ❓
𝗚 : "𝗕𝗲𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝗼𝗳 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂'𝘃𝗲 𝗯𝗲𝗲𝗻 𝘁𝗮𝘂𝗴𝗵𝘁 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁 𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵. 𝗕𝗲𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝗼𝗳 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂'𝘃𝗲 𝗯𝗲𝗲𝗻 𝘁𝗼𝗹𝗱.
G : เพราะสิ่งที่เธอได้ถูกสั่งสอนมาเกี่ยวกับความตาย เพราะสิ่งที่เธอได้ยินมาจากการบอกเล่า
"𝗪𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂 𝗵𝗼𝗹𝗱 𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵 𝗶𝗻 𝗮 𝗻𝗲𝘄 𝘄𝗮𝘆, 𝘆𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗻 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝗶𝘁 𝗶𝗻 𝗮 𝗻𝗲𝘄 𝘄𝗮𝘆. 𝗔𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗰𝗮𝗻 𝗯𝗲 𝗮 𝗴𝗿𝗲𝗮𝘁 𝗴𝗶𝗳𝘁, 𝗻𝗼𝘁 𝗼𝗻𝗹𝘆 𝘁𝗼 𝘆𝗼𝘂𝗿𝘀𝗲𝗹𝗳, 𝗯𝘂𝘁 𝘁𝗼 𝘁𝗵𝗼𝘀𝗲 𝘆𝗼𝘂 𝗹𝗼𝘃𝗲."
เมื่อเธอยึดถือหรือเข้าใจความตายในรูปแบบใหม่ เธอจะได้ประสบกับความตายในรูปแบบใหม่ และนั่นอาจเป็นของขวัญที่ยอดเยี่ยม ไม่เฉพาะกับตัวเธอเองเท่านั้น แต่ยังกับคนที่เธอรักด้วย
(มีต่อ)

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา