Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
หนังสือสนทนากับพระเจ้า
•
ติดตาม
5 เม.ย. 2023 เวลา 05:47 • หนังสือ
#12 HWG. — บทที่ 9️⃣ (ส่วนที่ 1)
▪️ผู้แปล : แอดมิน
🔸นี่เป็นงานแปลชิ้นที่ 2 ที่ผมตั้งใจแปลมาก ๆ หากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
𝗧𝗵𝗲𝗿𝗲 𝗶𝘀 𝗻𝗼 𝘃𝗶𝗰𝘁𝗶𝗺𝘀 𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗲𝗿𝗲 𝗮𝗿𝗲 𝗻𝗼 𝘃𝗶𝗹𝗹𝗮𝗶𝗻𝘀 𝗶𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝘄𝗼𝗿𝗹𝗱.
“ไม่มีเหยื่อและไม่มีผู้ร้ายในโลกนี้”
𝗖𝗵𝗮𝗽𝘁𝗲𝗿 𝟵
บทที่ 9️⃣
𝗚𝗼𝗱 : "𝗧𝗵𝗶𝘀 𝗶𝘀 𝗮 𝘀𝘁𝗿𝗶𝗸𝗶𝗻𝗴 𝗲𝘅𝗮𝗺𝗽𝗹𝗲, 𝗮 𝘄𝗼𝗻𝗱𝗲𝗿𝗳𝘂𝗹, 𝘀𝘁𝘂𝗻𝗻𝗶𝗻𝗴 𝗲𝘅𝗮𝗺𝗽𝗹𝗲 𝗼𝗳 𝗵𝗼𝘄, 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂 𝗹𝗶𝘃𝗲 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵 𝘄𝗲𝗹𝗹, 𝘆𝗼𝘂 𝗹𝗲𝘁 𝗼𝘁𝗵𝗲𝗿𝘀 𝗹𝗶𝘃𝗲 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵 𝘄𝗲𝗹𝗹."
G : นี่เป็นตัวอย่างอันน่าประทับใจ เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมและน่าทึ่งของการที่เมื่อเธออยู่กับความตายของตัวเองได้อย่างมีความสุข เธอจะทำให้คนอื่นอยู่กับความตายของเธอได้เป็นอย่างดีเช่นกัน
𝗡𝗲𝗮𝗹𝗲: 𝗜 𝗵𝗼𝗽𝗲 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝗜 𝗱𝗶𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗜 𝗰𝗮𝗻 𝗱𝗼 𝗶𝘁 𝗮𝘀 𝗴𝗿𝗮𝗰𝗲𝗳𝘂𝗹𝗹𝘆 𝗮𝘀 𝗣𝗶𝗽.
N : ผมหวังว่าเมื่อผมตาย ผมจะอยู่กับมันได้อย่างสง่างามเหมือนกับพิพครับ
𝗚 : "𝗛𝗮𝘃𝗶𝗻𝗴 𝗵𝗮𝗱 𝘁𝗵𝗲 𝗰𝗼𝗻𝘃𝗲𝗿𝘀𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻 𝘄𝗲 𝗮𝗿𝗲 𝗻𝗼𝘄 𝗵𝗮𝘃𝗶𝗻𝗴 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝗺𝗮𝗸𝗲 𝗮 𝗯𝗶𝗴 𝗱𝗶𝗳𝗳𝗲𝗿𝗲𝗻𝗰𝗲. 𝗞𝗻𝗼𝘄𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗱𝘆𝗶𝗻𝗴 𝗯𝗲𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝘆𝗼𝘂 𝗰𝗵𝗼𝗼𝘀𝗲 𝘁𝗼 𝗱𝗶𝗲 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝗯𝗲 𝗮 𝗯𝗶𝗴 𝗵𝗲𝗹𝗽."
G : การสนทนาที่เรากำลังทำกันอยู่นี้จะสร้างความแตกต่างได้อย่างมาก เพราะการที่เธอรู้ว่าเธอกำลังจะตายเพราะเธอเลือกที่จะตายเองนั้นจะช่วยเธอได้มาก
𝗡 : 𝗘𝘃𝗲𝗿𝘆𝗼𝗻𝗲 𝗱𝗶𝗲𝘀 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝘁𝗵𝗲𝘆 𝗰𝗵𝗼𝗼𝘀𝗲 𝘁𝗼 𝗱𝗶𝗲? 𝗣𝗶𝗽 𝗰𝗵𝗼𝘀𝗲 𝘁𝗼 𝗱𝗶𝗲 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝘀𝗵𝗲 𝗱𝗶𝗱? 𝗧𝗲𝗿𝗿𝗶 𝗦𝗰𝗵𝗶𝗮𝘃𝗼 𝗱𝗶𝗲𝗱 𝘁𝗵𝗲 𝘄𝗮𝘆 𝘀𝗵𝗲 𝘄𝗮𝗻𝘁𝗲𝗱 𝘁𝗼 𝗱𝗶𝗲?
N : ทุกคนตายเมื่อพวกเขาเลือกที่จะตายงั้นหรือครับ❓ พิพเลือกที่จะตายเธอก็เลยตาย❓ เทอร์รี่ ไชโว★ ตายในแบบที่เธอต้องการจะตายด้วยงั้นหรือครับ❓
★กรณีของเทอร์รี่ ไชโว เป็นกรณีทางกฎหมายว่าด้วยสิทธิในการเสียชีวิตในสหรัญอเมริกา ตั้งแต่ปี 1998 ถึง 2005 โดยเกี่ยวข้องกับ เธรีซา แมรี ไชโว สตรีผู้อยู่ในภาวะสมองตายถาวร สามีและผู้พิทักษ์ทางกฎหมายของเธอระบุว่าไชโวคงไม่ต้องการจะมีชีวิตด้วยการใช้เครื่องช่วยชีวิตไปตลอดภายใต้สภาวะที่ไม่ไม่สามารถกลับคืนสู่การมีชีวิตปกติได้ และในปี 1998 ได้รวมกันยื่นเรื่องเพื่อให้แพทย์ถอดท่อให้อาหารของเธอเสีย
ในขณะที่ผู้ปกครองของเธอโต้แย้งความประสงค์ของสามีเธอและให้เหตุผลจากผลวินิจฉัยทางการแพทย์ เพื่อให้ดำรงการให้อาหารและน้ำกับเธอผ่านทางท่อต่อไป ข้อโต้แย้งระหว่างทั้งสองกลุ่มคนนำไปสู่การเข้ามามีส่วนร่วมของนักการเมืองระดับรัฐและประเทศ ไปจนถึง จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้น การถกเถียงดำเนินไปเป็นเวลาเจ็ดปี (1998 ถึง 2005) จนกระทั่งท้ายที่สุดท่อส่งอาหารและน้ำของเธอก็ถูกถอด เป็นอันสิ้นสุดการมีชีวิตของไชโว –ผู้แปล–
1
𝗚 : "𝗪𝗲𝗹𝗹, 𝘆𝗼𝘂 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁 𝗣𝗶𝗽, 𝗯𝗲𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝘀𝗵𝗲 𝗮𝗰𝘁𝘂𝗮𝗹𝗹𝘆 𝘀𝗮𝗶𝗱 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝘀𝗵𝗲 𝗰𝗵𝗼𝘀𝗲 𝘁𝗼 𝗱𝗶𝗲. 𝗦𝗵𝗲 𝘀𝗮𝗶𝗱 𝘀𝗵𝗲 𝘄𝗮𝗻𝘁𝗲𝗱 𝘁𝗼 𝗯𝗿𝗶𝗻𝗴 𝗶𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝗡𝗲𝘄 𝗬𝗲𝗮𝗿."
G : ใช่ เธอเองก็รู้จักพิพดี เพราะพิพเป็นคนพูดออกมาเองในขณะที่เธอเลือกที่จะตาย เธอพูดออกมาว่าเธอต้องการจะจากไปในวันปีใหม่
𝗡 : 𝗬𝗲𝘀, 𝗯𝘂𝘁 𝗱𝗶𝗱 𝘀𝗵𝗲 𝘄𝗮𝗻𝘁 𝘁𝗼 𝗴𝗲𝘁 𝗰𝗮𝗻𝗰𝗲𝗿 𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘀𝘁𝗮𝗴𝗲 𝗼𝗳 𝗵𝗲𝗿 𝗹𝗶𝗳𝗲? 𝗗𝗶𝗱 𝘀𝗵𝗲 𝗿𝗲𝗮𝗹𝗹𝘆 𝘄𝗮𝗻𝘁 𝘁𝗼 𝗹𝗲𝗮𝘃𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗲𝗮𝗿𝗹𝘆? 𝗦𝗼𝗺𝗲𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴 𝗹𝗶𝗸𝗲 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝘄𝗼𝘂𝗹𝗱 𝗯𝗲 𝗵𝗮𝗿𝗱 𝘁𝗼 𝗮𝗰𝗰𝗲𝗽𝘁 𝗯𝘆 𝗵𝗲𝗿 𝗵𝘂𝘀𝗯𝗮𝗻𝗱, 𝗵𝗲𝗿 𝗰𝗵𝗶𝗹𝗱𝗿𝗲𝗻, 𝗮𝗻𝗱 𝗺𝗲𝗺𝗯𝗲𝗿𝘀 𝗼𝗳 𝗵𝗲𝗿 𝗳𝗮𝗺𝗶𝗹𝘆.
𝗧𝗵𝗲𝘆 𝘄𝗼𝘂𝗹𝗱 𝗮𝘀𝗸, 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝗱𝗲𝗲𝗽 𝘀𝗼𝗿𝗿𝗼𝘄, 𝗜 𝗮𝗺 𝘀𝘂𝗿𝗲. 𝗪𝗵𝘆 𝘄𝗼𝘂𝗹𝗱 𝗣𝗶𝗽 𝘄𝗮𝗻𝘁 𝘁𝗼 𝗹𝗲𝗮𝘃𝗲 𝘂𝘀 𝗹𝗶𝗸𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁?
N : ใช่ครับ แต่เธอต้องการที่จะเป็นมะเร็งในช่วงเวลานั้นของชีวิตเธอด้วยงั้นหรือครับ❓ เธอต้องการจากไปเร็วขนาดนั้นเลย❓ นี่เป็นเรื่องยากที่สามี ลูก ๆ และสมาชิกในครอบครัวของเธอจะยอมรับได้ ผมมั่นใจว่าพวกเขาจะถามคำถามนี้ด้วยความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง ทำไมพิพถึงเลือกที่จะทิ้งพวกเราไปแบบนั้นล่ะครับ❓
𝗚 : "𝗜 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗮𝗻 𝗮𝗻𝘀𝘄𝗲𝗿 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗺𝗮𝘆 𝘀𝗵𝗼𝗰𝗸 𝘆𝗼𝘂."
G : ฉันมีคำตอบที่อาจทำให้เธอต้องตกใจ
𝗡 : 𝗪𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘀 𝗶𝘁?
N : ซึ่งก็คือ❓
𝗚 : "𝗟𝗮𝘁𝗲𝗿. 𝗪𝗲 𝗻𝗲𝗲𝗱 𝘁𝗼 𝘁𝗮𝗹𝗸 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁 𝗶𝘁 𝗹𝗮𝘁𝗲𝗿. 𝗧𝗵𝗲𝗿𝗲 𝗶𝘀 𝗺𝘂𝗰𝗵 𝗴𝗿𝗼𝘂𝗻𝗱𝘄𝗼𝗿𝗸 𝘁𝗼 𝗯𝗲 𝗹𝗮𝗶𝗱 𝗳𝗶𝗿𝘀𝘁. 𝗧𝗵𝗲𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝗮𝗻𝘀𝘄𝗲𝗿 𝘄𝗼𝗻'𝘁 𝘀𝗵𝗼𝗰𝗸 𝘆𝗼𝘂 𝗾𝘂𝗶𝘁𝗲 𝗮𝘀 𝗺𝘂𝗰𝗵."
G : เอาไว้ทีหลัง เราจำเป็นต้องพูดถึงมันกันในภายหลัง เราต้องปูพื้นฐานกันก่อน จากนั้นคำตอบจะไม่ทำให้เธอต้องตกใจมากนัก
𝗡 : 𝗪𝗲𝗹𝗹, 𝘄𝗵𝗮𝘁𝗲𝘃𝗲𝗿 𝘁𝗵𝗲 𝗮𝗻𝘀𝘄𝗲𝗿 𝗶𝘀, 𝗜 𝗮𝗺 𝘀𝘂𝗿𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗺𝗲𝗺𝗯𝗲𝗿𝘀 𝗼𝗳 𝗧𝗲𝗿𝗿𝗶 𝗦𝗰𝗵𝗶𝗮𝘃𝗼'𝘀 𝗳𝗮𝗺𝗶𝗹𝘆 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝗮𝗺𝗲 𝗾𝘂𝗲𝘀𝘁𝗶𝗼𝗻. 𝗧𝗵𝗲𝘆, 𝘁𝗼𝗼, 𝗜 𝗳𝗲𝗲𝗹 𝘀𝘂𝗿𝗲, 𝘄𝗼𝘂𝗹𝗱 𝗿𝗲𝗷𝗲𝗰𝘁 𝗼𝘂𝘁 𝗼𝗳 𝗵𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗻𝗼𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗼𝗳 '𝗽𝗿𝗲-𝗰𝗵𝗼𝗶𝗰𝗲' 𝗶𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝗺𝗮𝘁𝘁𝗲𝗿 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝘁𝗶𝗺𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗻𝗱 𝗺𝗮𝗻𝗻𝗲𝗿 𝗼𝗳 𝗼𝗻𝗲'𝘀 𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵.
𝗡𝗼, 𝗻𝗼, 𝗺𝗼𝘀𝘁 𝗽𝗲𝗼𝗽𝗹𝗲 𝘄𝗼𝘂𝗹𝗱 𝘀𝗮𝘆, '𝗧𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘀 𝗻𝗼𝘁 𝗺𝘆 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲. 𝗔𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘄𝗮𝘀 𝗻𝗼𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝗼𝗳 𝗣𝗶𝗽 𝗼𝗿 𝗧𝗲𝗿𝗿𝗶, 𝗲𝗶𝘁𝗵𝗲𝗿.'
N : ไม่ว่าคำตอบจะเป็นยังไง ผมมั่นใจว่าสมาชิกในครอบครัวของ เทอร์รี่ ไชโว ก็มีคำถามเดียวกันกับผม ผมรู้สึกมั่นใจเลยว่าพวกเขาจะปฏิเสธแนวคิดเกี่ยวกับ “การเลือกไว้ก่อนแล้วล่วงหน้า” ในเรื่องจังหวะเวลาและลักษณะการตายของคน ๆ หนึ่ง ไม่ ไม่สิ คนส่วนใหญ่จะต้องพูดว่า “ฉันไม่ได้เลือกที่จะประสบกับอะไรแบบนั้นแน่นอน และพิพ หรือ เทอร์รี่ ก็ไม่ได้เลือกประสบกับอะไรแบบนั้นเช่นกัน”
𝗜 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘆𝗼𝘂 𝘀𝗮𝗶𝗱 𝗲𝗮𝗿𝗹𝗶𝗲𝗿 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘀𝗼𝘂𝗹𝘀 𝗹𝗲𝗮𝘃𝗲 𝘁𝗵𝗲𝗶𝗿 𝗯𝗼𝗱𝘆 𝗼𝗻𝗹𝘆 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝘁𝗵𝗲𝗶𝗿 𝘄𝗼𝗿𝗸 𝗶𝘀 𝗰𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗲, 𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝘀𝗵𝗼𝘂𝗹𝗱 𝘁𝗵𝗲𝗿𝗲𝗳𝗼𝗿𝗲 𝗯𝗲 𝗮 𝘁𝗶𝗺𝗲 𝗼𝗳 𝗰𝗲𝗹𝗲𝗯𝗿𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻, 𝗯𝘂𝘁 𝗮 𝘀𝗼𝘂𝗹'𝘀 𝗹𝗲𝗮𝘃𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗵𝗲 𝗯𝗼𝗱𝘆 𝗰𝗮𝗻 𝘀𝘁𝗶𝗹𝗹 𝗯𝗲 𝘃𝗲𝗿𝘆 𝘀𝗮𝗱 𝗳𝗼𝗿 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗲𝗼𝗽𝗹𝗲 𝗹𝗲𝗳𝘁 𝗯𝗲𝗵𝗶𝗻𝗱 𝗶𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗵𝘆𝘀𝗶𝗰𝗮𝗹 𝘄𝗼𝗿𝗹𝗱--
𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗲𝗹𝗹𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗵𝗼𝘀𝗲 𝗽𝗲𝗼𝗽𝗹𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗲𝗶𝗿 𝗯𝗲𝗹𝗼𝘃𝗲𝗱 𝗮𝗰𝘁𝘂𝗮𝗹𝗹𝘆 𝗰𝗵𝗼𝘀𝗲 𝘁𝗼 𝗹𝗲𝗮𝘃𝗲 𝗰𝗼𝘂𝗹𝗱 𝗺𝗮𝗸𝗲 𝗶𝘁 𝘀𝗼𝘂𝗻𝗱 𝗮𝘀 𝗶𝗳 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗽𝗲𝗿𝘀𝗼𝗻 𝗻𝗼 𝗹𝗼𝗻𝗴𝗲𝗿 𝘄𝗮𝗻𝘁𝗲𝗱 𝘁𝗼 𝗯𝗲 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝘁𝗵𝗲𝗺, 𝗮𝗻𝗱...𝘄𝗲𝗹𝗹, 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗰𝗼𝘂𝗹𝗱 𝗯𝗲 𝘃𝗲𝗿𝘆 𝗵𝘂𝗿𝘁𝗳𝘂𝗹, 𝗶𝘁 𝘀𝗲𝗲𝗺𝘀 𝘁𝗼 𝗺𝗲.
ผมรู้ว่าพระองค์เคยพูดไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า วิญญาณจะออกจากร่างก็ต่อเมื่องานของพวกเขาเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น ดังนั้น นั่นควรเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง แต่การที่วิญญาณออกจากร่างไปก็ยังคงเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากสำหรับผู้ที่ถูกทิ้งไว้ในโลกทางกายภาพนี้อยู่ดี—และการบอกผู้คนเหล่านั้นว่าคนรักของพวกเขาเป็นคนเลือกด้วยตัวเองจริง ๆในการที่จะจากไป ทำให้มันฟังดูราวกับว่าคน ๆ นั้นไม่ต้องการอยู่กับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว และ...นั่นก็เป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดมากๆ ผมรู้สึกแบบนั้นนะครับ
𝗜 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝗮 𝘄𝗼𝗺𝗮𝗻 𝘄𝗵𝗼𝘀𝗲 𝗵𝘂𝘀𝗯𝗮𝗻𝗱 𝗱𝗶𝗲𝗱 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝗵𝗲 𝘄𝗮𝘀 𝘃𝗲𝗿𝘆 𝘆𝗼𝘂𝗻𝗴. 𝗧𝗵𝗲 𝘄𝗼𝗺𝗮𝗻 𝗰𝗮𝗿𝗿𝗶𝗲𝗱 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝗮𝗱𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗼𝗳 𝗵𝗲𝗿 𝗹𝗼𝘀𝘀 𝗳𝗼𝗿 𝗺𝗮𝗻𝘆 𝘆𝗲𝗮𝗿𝘀. 𝗕𝘂𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝗿𝗲𝗮𝗹 𝗹𝗼𝘀𝘀 𝘄𝗮𝘀 𝗳𝗲𝗹𝘁 𝗯𝘆 𝗵𝗲𝗿 𝘆𝗼𝘂𝗻𝗴 𝗱𝗮𝘂𝗴𝗵𝘁𝗲𝗿. 𝗦𝗵𝗲 𝗻𝗲𝘃𝗲𝗿 𝗴𝗼𝘁 𝗼𝘃𝗲𝗿 𝘁𝗵𝗲 𝗹𝗼𝘀𝘀 𝗼𝗳 𝗵𝗲𝗿 𝗳𝗮𝘁𝗵𝗲𝗿--𝗮𝗻𝗱, 𝗶𝗻 𝗳𝗮𝗰𝘁, 𝗿𝗲𝗺𝗮𝗶𝗻𝘀 𝗮𝗻𝗴𝗿𝘆 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝗵𝗶𝗺 𝘁𝗼 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝘃𝗲𝗿𝘆 𝗱𝗮𝘆 𝗳𝗼𝗿 𝗹𝗲𝗮𝘃𝗶𝗻𝗴.
𝗦𝗵𝗲 𝗱𝗼𝗲𝘀 𝗻𝗼𝘁 𝘂𝗻𝗱𝗲𝗿𝘀𝘁𝗮𝗻𝗱 𝘄𝗵𝘆 𝗵𝗲𝗿 𝗳𝗮𝘁𝗵𝗲𝗿 𝘄𝗼𝘂𝗹𝗱 𝗱𝗼 𝘁𝗵𝗮𝘁, 𝗮𝗻𝗱 𝗶𝗳 𝗜 𝘁𝗼𝗹𝗱 𝗵𝗲𝗿 𝗻𝗼𝘄 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗻𝗼 𝘀𝗼𝘂𝗹 𝗹𝗲𝗮𝘃𝗲𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗯𝗼𝗱𝘆 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝗶𝘁 𝗱𝗼𝗲𝘀𝗻'𝘁 𝘄𝗮𝗻𝘁 𝘁𝗼, 𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗲𝘃𝗲𝗿𝘆 𝘀𝗼𝘂𝗹 𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲𝘀 𝗵𝗶𝘀 𝗼𝗿 𝗵𝗲𝗿 𝗼𝘄𝗻 𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵 𝗮𝗻𝗱 𝗮𝗰𝘁𝘂𝗮𝗹𝗹𝘆 𝘄𝗮𝗻𝘁𝘀 𝘁𝗼 𝗱𝗶𝗲 𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘁𝗶𝗺𝗲, 𝗶𝘁 𝘄𝗼𝘂𝗹𝗱 𝘄𝗼𝘂𝗻𝗱 𝗵𝗲𝗿 𝗲𝘃𝗲𝗻 𝗺𝗼𝗿𝗲.
ผมรู้จักผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งสามีของเธอเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย ผู้หญิงคนนี้แบกความโศกเศร้าจากการสูญเสียมาหลายปี แต่ลูกสาวตัวน้อยของเธอรู้สึกถึงความสูญเสียอย่างแท้จริง เธอไม่เคยลืมการสูญเสียพ่อของเธอ เธอไม่เคยปล่อยวางเรื่องนั้นได้ และอันที่จริงเธอยังคงโกรธเขามาจนถึงทุกวันนี้ที่เขาได้จากไป เธอไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อของเธอถึงทำอย่างนั้น
และถ้าผมบอกกับเธอตอนนี้ว่าไม่มีวิญญาณดวงใดออกจากร่างโดยที่ไม่ต้องการ และวิญญาณของเขาหรือเธอเป็นต้นเหตุของการตายของตัวเขาเอง และเขาต้องการที่จะตายในเวลานั้นจริงๆ มันจะยิ่งทำร้ายเธอมากยิ่งขึ้นไปอีก
𝗚 : "𝗨𝗻𝗹𝗲𝘀𝘀 𝘀𝗵𝗲 𝘂𝗻𝗱𝗲𝗿𝘀𝘁𝗼𝗼𝗱 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗵𝗲 𝗺𝗮𝘆 𝗻𝗼𝘁 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀𝗹𝘆 𝗸𝗻𝗼𝘄𝗻 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝗵𝗲 𝘄𝗮𝗻𝘁𝗲𝗱.
G : เว้นแต่เด็กคนนั้นจะเข้าใจว่าพ่อของเธออาจไม่ได้รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรอย่างมีสติ
"𝗧𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘀 𝗻𝗼𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝘂𝗿𝗽𝗿𝗶𝘀𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗻𝘀𝘄𝗲𝗿 𝗜 𝗮𝗺 𝗴𝗼𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝗿𝗲𝘃𝗲𝗮𝗹 𝘁𝗼 𝘆𝗼𝘂 𝗹𝗮𝘁𝗲𝗿, 𝗯𝘂𝘁 𝗶𝘁 𝗶𝘀 𝗮𝗻 𝗶𝗺𝗽𝗼𝗿𝘁𝗮𝗻𝘁 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗶𝗱𝗲𝗿 𝗮𝘀 𝗮 𝗽𝗼𝘀𝘀𝗶𝗯𝗶𝗹𝗶𝘁𝘆 𝗻𝗼𝘄."
ซึ่งนั่นไม่ใช่คําตอบที่น่าตกใจที่ฉันบอกว่าจะเปิดเผยให้เธอรู้ในภายหลัง แต่มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องพิจารณาในขณะนี้ถึงความเป็นไปได้ที่อาจเป็นสาเหตุของการตายของเธอ★
★นอกจากแผนการที่วิญญาณวางไว้ล่วงหน้าก่อนลงมาเกิด การไม่รู้ตัว (ขาดสติ) ว่าตัวเองต้องการอะไร เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ทำให้คนเราตายด้วยวิธีการใด ที่ไหน และในเวลาใด –ผู้แปล–
𝗡 : 𝗜 𝗱𝗼𝗻'𝘁 𝘂𝗻𝗱𝗲𝗿𝘀𝘁𝗮𝗻𝗱. 𝗪𝗵𝗮𝘁 𝗱𝗼 𝘆𝗼𝘂 𝗺𝗲𝗮𝗻 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂 𝘀𝗮𝘆 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗵𝗲𝗿 𝗳𝗮𝘁𝗵𝗲𝗿 𝗺𝗮𝘆 𝗻𝗼𝘁 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀𝗹𝘆 𝗸𝗻𝗼𝘄𝗻 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝗵𝗲 𝘄𝗮𝗻𝘁𝗲𝗱? 𝗜 𝘁𝗵𝗼𝘂𝗴𝗵𝘁 𝘆𝗼𝘂'𝘃𝗲 𝗯𝗲𝗲𝗻 𝘁𝗲𝗹𝗹𝗶𝗻𝗴 𝗺𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗲𝘃𝗲𝗿𝘆𝗼𝗻𝗲 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝗼𝗳 𝗵𝗶𝘀 𝗼𝗿 𝗵𝗲𝗿 𝗼𝘄𝗻 𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵, 𝗮𝗻𝗱 𝗻𝗼 𝗼𝗻𝗲 𝗱𝗶𝗲𝘀 𝗮𝗴𝗮𝗶𝗻𝘀𝘁 𝘁𝗵𝗲𝗶𝗿 𝘄𝗶𝗹𝗹.
N : ไม่เห็นจะเข้าใจเลยครับ พระองค์หมายความว่ายังไงที่พระองค์บอกว่า พ่อของเธออาจไม่ได้รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรอย่างมีสติ❓ ผมจำได้ว่าพระองค์เคยบอกกับผมว่า ทุกคนเป็นต้นเหตุของการตายของตัวเอง และไม่มีใครตายโดยขัดต่อเจตจำนงของตัวเองได้
𝗚 : "𝗣𝗲𝗿𝗵𝗮𝗽𝘀 𝗶𝘁 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝗵𝗲𝗹𝗽 𝘆𝗼𝘂 𝘁𝗼 𝘂𝗻𝗱𝗲𝗿𝘀𝘁𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗵𝘂𝗺𝗮𝗻 𝗯𝗲𝗶𝗻𝗴𝘀 𝗰𝗿𝗲𝗮𝘁𝗲, 𝗮𝗻𝗱 𝗮𝗹𝘀𝗼 '𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗲𝘆 𝗸𝗻𝗼𝘄,' 𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗿𝗲𝗲 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹𝘀 𝗼𝗳 𝗘𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲--𝘀𝘂𝗯𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀, 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀, 𝗮𝗻𝗱 𝘀𝘂𝗽𝗲𝗿𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀.
G : บางทีสิ่งนี้อาจจะช่วยให้เธอเข้าใจได้ มนุษย์นั้นสร้างและ “รู้ในสิ่งที่พวกเขารู้” จากในระดับของประสบการณ์ที่มีอยู่สามระดับ ได้แก่ ประสบการณ์จากจิตใต้สำนึก จิตสำนึก และจิตเหนือสำนึก
"𝗥𝗲𝗺𝗲𝗺𝗯𝗲𝗿 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗜 𝘀𝗮𝗶𝗱, 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂 𝗱𝗶𝗲, 𝗶𝘁 𝗶𝘀 𝗶𝗺𝗽𝗼𝘀𝘀𝗶𝗯𝗹𝗲 𝘁𝗼 𝗻𝗼𝘁 𝗯𝗲 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗲, 𝗯𝘂𝘁 𝗶𝘁 𝗜𝗦 𝗽𝗼𝘀𝘀𝗶𝗯𝗹𝗲 𝘁𝗼 𝗻𝗼𝘁 𝗯𝗲 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀𝗹𝘆 𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗶𝘀.
ยังจำได้ไหมว่าฉันเคยบอกว่า ในขณะที่เธอตาย มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่มันเป็นไปได้ที่เธอจะไม่ตระหนักรู้ถึงความเสร็จสิ้นสมบูรณ์นั้นอย่างมีสติรู้สึกตัว
"𝗔 𝘀𝗼𝘂𝗹 𝗰𝗮𝗻 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝘂𝗽𝗲𝗿𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘁 𝗶𝘀 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗲 𝗳𝗼𝗿 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗹𝗶𝗳𝗲𝘁𝗶𝗺𝗲, 𝗯𝘂𝘁 𝗻𝗼𝘁 𝗯𝗲 '𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲' 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝘂𝗯𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀 𝗼𝗿 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹."
วิญญาณรู้ในระดับของจิตเหนือสำนึกว่าชีวิตในชาตินี้นั้นเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว (กระบวนการวิวัฒนาการด้วยการใช้ร่างกายนี้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว) แต่เรื่องดังกล่าวไม่ได้ถูก “ตระหนักรู้” ในระดับของจิตใต้สำนึกหรือในระดับของจิตสำนึก
𝗡 : 𝗧𝗵𝗲𝘀𝗲 𝘁𝗵𝗿𝗲𝗲 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹𝘀 𝗼𝗳 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝘄𝗲𝗿𝗲 𝗺𝗲𝗻𝘁𝗶𝗼𝗻𝗲𝗱 𝗶𝗻 𝗮𝗻 𝗲𝗮𝗿𝗹𝗶𝗲𝗿 𝗱𝗶𝗮𝗹𝗼𝗴𝘂𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘄𝗲 𝗵𝗮𝗱, 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝗯𝗲𝗰𝗮𝗺𝗲 𝘁𝗵𝗲 𝗯𝗼𝗼𝗸 𝗙𝗿𝗶𝗲𝗻𝗱𝘀𝗵𝗶𝗽 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝗚𝗼𝗱. 𝗜 𝗳𝗼𝘂𝗻𝗱 𝗶𝘁 𝘂𝘁𝘁𝗲𝗿𝗹𝘆 𝗳𝗮𝘀𝗰𝗶𝗻𝗮𝘁𝗶𝗻𝗴.
N : ประสบการณ์สามระดับนี้ได้ถูกกล่าวถึงในบทสนทนาก่อนหน้านี้ของเรา ที่กลายเป็นหนังสือที่มีชื่อว่า ความสัมพันธ์กับพระเจ้า ซึ่งผมพบว่าเนื้อหาเหล่านั้นมันน่าทึ่งมากๆเลยครับ
𝗚 : "𝗔𝘁 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗷𝘂𝗻𝗰𝘁𝘂𝗿𝗲 𝗶𝘁 𝗶𝘀 𝗺𝗼𝗿𝗲 𝘁𝗵𝗮𝗻 𝗳𝗮𝘀𝗰𝗶𝗻𝗮𝘁𝗶𝗻𝗴. 𝗜𝘁 𝗶𝘀 𝗶𝗺𝗽𝗼𝗿𝘁𝗮𝗻𝘁 𝘁𝗼 𝘂𝗻𝗱𝗲𝗿𝘀𝘁𝗮𝗻𝗱, 𝘀𝗼 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗾𝘂𝗲𝘀𝘁𝗶𝗼𝗻𝘀 𝗰𝗮𝗻 𝗯𝗲 𝗮𝗻𝘀𝘄𝗲𝗿𝗲𝗱."
G : ในช่วงหัวเลี้ยวหัวตอนี้ (ว่าเธอจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันเพิ่งบอกไปหรือไม่) ทำให้เนื้อหาของการสนทนาในตอนนั้นน่าทึ่งยิ่งขึ้นไปอีก เป็นสิ่งสำคัญที่เธอต้องไปทำความเข้าใจเนื้อหาเหล่านั้นให้ดี เพื่อให้เธอสามารถตอบคำถามสิ่งที่เธอกำลังสงสัยอยู่ในตอนนี้ได้
𝗡 : 𝗧𝗵𝗲𝗻 𝗹𝗲𝘁'𝘀 𝗴𝗼 𝗼𝘃𝗲𝗿 𝗶𝘁 𝗮𝗴𝗮𝗶𝗻. 𝗪𝗵𝗮𝘁 𝗮𝗿𝗲 𝘁𝗵𝗲 𝘁𝗵𝗿𝗲𝗲 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹𝘀 𝗼𝗳 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲?
N : ถ้าอย่างนั้นเรามาทบทวนถึงมันอีกครั้งกันเถอะครับ ประสบการณ์สามระดับที่ว่านั้นคืออะไรครับ❓
(มีต่อ)
หนังสือ
จิตวิญญาณ
บันทึก
1
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
HOME WITH GOD
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย