7 เม.ย. 2023 เวลา 05:32 • หนังสือ

#13 HWG. — บทที่ 9️⃣ (ส่วนที่ 2) : “ระดับของจิตสำนึก”

▪️ผู้แปล : แอดมิน
🔸นี่เป็นงานแปลชิ้นที่ 2 ที่ผมตั้งใจแปลมากๆ หากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
𝗡 : 𝗧𝗵𝗲𝗻 𝗹𝗲𝘁'𝘀 𝗴𝗼 𝗼𝘃𝗲𝗿 𝗶𝘁 𝗮𝗴𝗮𝗶𝗻. 𝗪𝗵𝗮𝘁 𝗮𝗿𝗲 𝘁𝗵𝗲 𝘁𝗵𝗿𝗲𝗲 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹𝘀 𝗼𝗳 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲?
N : ถ้าอย่างนั้นเรามาทบทวนถึงมันอีกครั้งกันเถอะครับ ประสบการณ์สามระดับที่ว่านั้นคืออะไรครับ❓
𝗚 : "𝗧𝗵𝗲 𝘀𝘂𝗯𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗹𝗮𝗰𝗲 𝗼𝗳 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝗮𝘁 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝘆𝗼𝘂 𝗱𝗼 𝗻𝗼𝘁 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁, 𝗼𝗿 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀𝗹𝘆 𝗰𝗿𝗲𝗮𝘁𝗲, 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗿𝗲𝗮𝗹𝗶𝘁𝘆. 𝗬𝗼𝘂 𝗱𝗼 𝘀𝗼 '𝘀𝘂𝗯𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀𝗹𝘆'--𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗶𝘀, 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝘃𝗲𝗿𝘆 𝗹𝗶𝘁𝘁𝗹𝗲 𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗲𝘃𝗲𝗻 𝗱𝗼𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗵𝗶𝘀, 𝗺𝘂𝗰𝗵 𝗹𝗲𝘀𝘀 𝘄𝗵𝘆.
G : “จิตใต้สำนึก” เป็นพื้นที่ของประสบการณ์ที่เธอไม่รู้เกี่ยวกับมัน หรือความเป็นจริงของเธอถูกสร้างขึ้นอย่างไม่มีสติรู้สึกตัว การกระทำใดๆที่ออกไปจากระดับของ “จิตใต้สำนึก” ของเธอ—นั่นแปลว่าเธอตระหนักรู้ถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่นั้นได้น้อยมากๆ หรือเป็นการกระทำออกไปอย่างไม่รู้สึกตัว ไม่ว่าจะในเรื่องใดก็ตาม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า เธอจะรู้ถึงสาเหตุว่าตัวเธอทำแบบนั้นไปทำไม
"𝗧𝗵𝗶𝘀 𝗶𝘀 𝗻𝗼𝘁 𝗮 '𝗯𝗮𝗱' 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹 𝗼𝗳 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲, 𝘀𝗼 𝗱𝗼 𝗻𝗼𝘁 𝗷𝘂𝗱𝗴𝗲 𝗶𝘁. 𝗜𝘁 𝗶𝘀 𝗮 𝗴𝗶𝗳𝘁, 𝗯𝗲𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝗶𝘁 𝗮𝗹𝗹𝗼𝘄𝘀 𝘆𝗼𝘂 𝘁𝗼 𝗱𝗼 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴𝘀 𝗮𝘂𝘁𝗼𝗺𝗮𝘁𝗶𝗰𝗮𝗹𝗹𝘆."
นี่ไม่ใช่ระดับของประสบการณ์ที่ “แย่” ดังนั้นจงอย่าตัดสินมัน แต่มันคือของขวัญ เพราะมันช่วยให้เธอสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเป็นอัตโนมัติ
𝗡 : 𝗟𝗶𝗸𝗲 𝘄𝗵𝗮𝘁? 𝗪𝗵𝗮𝘁 𝗱𝗼 𝘆𝗼𝘂 𝗺𝗲𝗮𝗻, '𝗱𝗼 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴𝘀 𝗮𝘂𝘁𝗼𝗺𝗮𝘁𝗶𝗰𝗮𝗹𝗹𝘆"?
N : เช่นอะไรครับ❓ พระองค์หมายถึงอะไรที่ว่า “สามารถทำสิ่งต่าง ๆได้อย่างเป็นอัตโนมัติ”❓
𝗚 : "𝗙𝘂𝗻𝗰𝘁𝗶𝗼𝗻𝘀 𝘀𝘂𝗰𝗵 𝗮𝘀 𝗴𝗿𝗼𝘄𝗶𝗻𝗴 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗵𝗮𝗶𝗿, 𝗯𝗹𝗶𝗻𝗸𝗶𝗻𝗴 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗲𝘆𝗲𝘀, 𝗼𝗿 𝗯𝗲𝗮𝘁𝗶𝗻𝗴 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗵𝗲𝗮𝗿𝘁 𝗮𝗿𝗲 𝗲𝘅𝗮𝗺𝗽𝗹𝗲𝘀 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴𝘀 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗱𝗼 𝗮𝘂𝘁𝗼𝗺𝗮𝘁𝗶𝗰𝗮𝗹𝗹𝘆. 𝗬𝗼𝘂 𝗱𝗼𝗻'𝘁 𝘀𝗶𝘁 𝗱𝗼𝘄𝗻 𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗸, "𝗜'𝘃𝗲 𝗴𝗼𝘁 𝘁𝗼 𝗯𝗹𝗶𝗻𝗸 𝗺𝘆 𝗲𝘆𝗲𝘀. 𝗜'𝘃𝗲 𝗴𝗼𝘁 𝘁𝗼 𝗴𝗿𝗼𝘄 𝗺𝘆 𝗳𝗶𝗻𝗴𝗲𝗿𝗻𝗮𝗶𝗹𝘀.'
𝗧𝗵𝗲𝘀𝗲 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴𝘀 𝗼𝗰𝗰𝘂𝗿--𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗲𝗻𝘁𝗶𝗿𝗲 𝗯𝗼𝗱𝗶𝗹𝘆 𝘀𝘆𝘀𝘁𝗲𝗺 𝗼𝗽𝗲𝗿𝗮𝘁𝗲𝘀 𝗶𝘁𝘀𝗲𝗹𝗳--𝘄𝗶𝘁𝗵𝗼𝘂𝘁 𝘀𝗽𝗲𝗰𝗶𝗳𝗶𝗰 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀 𝗶𝗻𝘀𝘁𝗿𝘂𝗰𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗳𝗿𝗼𝗺 𝘆𝗼𝘂.
G : หน้าที่ต่าง ๆ เช่น การทำให้ผมยาวขึ้น การกระพริบตา หรือการเต้นของหัวใจ นี่เป็นตัวอย่างของสิ่งที่เธอทำโดยอัตโนมัติ เธอไม่ต้องมาคอยนั่งคิดว่า “ฉันต้องกระพริบตา ฉันต้องทำเล็บมือให้ยาว” สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น —โดยระบบในร่างกายของเธอที่ทำงานไปตามหน้าที่ของตัวเอง— โดยไม่จำเป็นต้องได้รับคำสั่งอย่างมีสติจากเธอ
"𝗧𝗵𝗲 𝘀𝘂𝗯𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀 𝗮𝗹𝘀𝗼 𝗰𝗿𝗲𝗮𝘁𝗲𝘀 𝗶𝗻𝘀𝘁𝗮𝗻𝘁 𝘀𝗼𝗹𝘂𝘁𝗶𝗼𝗻𝘀 𝘁𝗼 𝗽𝗿𝗼𝗯𝗹𝗲𝗺𝘀. 𝗜𝘁 𝗰𝗵𝗲𝗰𝗸𝘀 𝗶𝗻𝗰𝗼𝗺𝗶𝗻𝗴 𝗱𝗮𝘁𝗮, 𝘁𝗵𝗲𝗻 𝗴𝗼𝗲𝘀 𝗶𝗻𝘁𝗼 𝗶𝘁𝘀 𝗺𝗲𝗺𝗼𝗿𝘆 𝗯𝗮𝗻𝗸 𝗮𝗻𝗱 𝗰𝗼𝗺𝗲𝘀 𝘂𝗽 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝗿𝗮𝗽𝗶𝗱-𝗳𝗶𝗿𝗲 𝗿𝗲𝘀𝗽𝗼𝗻𝘀𝗲𝘀 𝘁𝗼 𝗮 𝗺𝘆𝗿𝗶𝗮𝗱 𝗼𝗳 𝘀𝗶𝘁𝘂𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻𝘀, 𝗮𝗴𝗮𝗶𝗻 𝗮𝘂𝘁𝗼𝗺𝗮𝘁𝗶𝗰𝗮𝗹𝗹𝘆.
𝗜𝗳 𝘆𝗼𝘂 𝘁𝗼𝘂𝗰𝗵 𝗮 𝗵𝗼𝘁 𝗽𝗮𝗻, 𝘆𝗼𝘂 𝗱𝗼𝗻'𝘁 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝘁𝗼 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗸 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁 𝗺𝗼𝘃𝗶𝗻𝗴 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗵𝗮𝗻𝗱 𝗮𝘄𝗮𝘆. 𝗬𝗼𝘂 𝗷𝗲𝗿𝗸 𝗶𝘁 𝗮𝘄𝗮𝘆 𝗶𝗻 𝗮 𝘀𝗽𝗹𝗶𝘁 𝘀𝗲𝗰𝗼𝗻𝗱. 𝗧𝗵𝗶𝘀 𝗶𝘀 𝗮𝗻 𝗮𝘂𝘁𝗼𝗺𝗮𝘁𝗲𝗱 𝗿𝗲𝘀𝗽𝗼𝗻𝘀𝗲 𝗯𝗮𝘀𝗲𝘀 𝗼𝗻 𝗽𝗿𝗶𝗼𝗿 𝗱𝗮𝘁𝗮.
“จิตใต้สำนึก” ยังสามารถสร้างวิธีการแก้ไขปัญหาได้ในทันที โดยมันจะตรวจสอบข้อมูลที่เข้ามา (ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5) จากนั้นจึงเข้าไปในคลังหน่วยความจำ และให้การตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ หากมือเธอแตะไปโดนกระทะร้อน เธอไม่จำเป็นต้องคิดก่อนที่จะขยับมือออก แต่เธอจะสบัดมือออกเองภายในเสี้ยววินาทีโดยไม่ต้องคิด นี่คือการตอบสนองโดยอัตโนมัติตามข้อมูลที่มีอยู่ก่อนหน้า
"𝗧𝗵𝗲 𝘀𝘂𝗯𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀 𝗰𝗮𝗻 𝘀𝗮𝘃𝗲 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗹𝗶𝗳𝗲. 𝗬𝗲𝘁 𝗶𝗳 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝘂𝗻𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲 𝗼𝗳 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝗽𝗮𝗿𝘁𝘀 𝗼𝗳 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗹𝗶𝗳𝗲 𝘆𝗼𝘂 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗰𝗵𝗼𝘀𝗲𝗻 𝘁𝗼 𝗰𝗿𝗲𝗮𝘁𝗲 𝗮𝘂𝘁𝗼𝗺𝗮𝘁𝗶𝗰𝗮𝗹𝗹𝘆, 𝘆𝗼𝘂 𝗰𝗼𝘂𝗹𝗱 𝗶𝗺𝗮𝗴𝗶𝗻𝗲 𝘆𝗼𝘂𝗿𝘀𝗲𝗹𝗳 𝘁𝗼 𝗯𝗲 𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗲 '𝗲𝗳𝗳𝗲𝗰𝘁' 𝗼𝗳 𝗹𝗶𝗳𝗲, 𝗿𝗮𝘁𝗵𝗲𝗿 𝘁𝗵𝗮𝗻 𝗮𝘁 𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝗶𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝗺𝗮𝘁𝘁𝗲𝗿.
𝗬𝗼𝘂 𝗰𝗼𝘂𝗹𝗱 𝗲𝘃𝗲𝗻 𝗰𝗿𝗲𝗮𝘁𝗲 𝘆𝗼𝘂𝗿𝘀𝗲𝗹𝗳 𝗮𝘀 𝗮 𝘃𝗶𝗰𝘁𝗶𝗺. 𝗧𝗵𝗲𝗿𝗲𝗳𝗼𝗿𝗲, 𝗶𝘁 𝗶𝘀 𝗶𝗺𝗽𝗼𝗿𝘁𝗮𝗻𝘁 𝘁𝗼 𝗯𝗲 𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲 𝗼𝗳 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗰𝗵𝗼𝘀𝗲𝗻 𝘁𝗼 𝗯𝗲 𝗨𝗻𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲 𝗼𝗳.
จิตใต้สำนึกยังสามารถช่วยชีวิตเธอได้ แต่ทว่าหากเธอไม่รู้ว่าส่วนใดในชีวิตของเธอที่เธอเป็นคนเลือกสร้างเองโดยอัตโนมัติ เธออาจจินตนาการไปเองว่าตัวเธอเป็น “ผลลัพธ์” ของชีวิต แทนที่จะเป็นต้นเหตุของชีวิต★ เธอแม้กระทั่งสามารถสร้างตัวเองให้กลายเป็นเหยื่อได้ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องตระหนักรู้ให้ได้ถึงสิ่งที่เธอไม่เคยตระหนักรู้ถึงมันมาก่อน
1
★ตรงนี้หมายความว่า เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา เราควบคุมอะไรไม่ได้เลย ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากสิ่งอื่น หรือคนอื่น ไม่ได้รู้ตัวว่าทั้งหมดนั้นตัวเราเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง –ผู้แปล–
"𝗧𝗵𝗲 𝗖𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀 𝗟𝗲𝘃𝗲𝗹 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗹𝗮𝗰𝗲 𝗼𝗳 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝗮𝘁 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝘆𝗼𝘂 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁, 𝗮𝗻𝗱 𝗰𝗿𝗲𝗮𝘁𝗲, 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗿𝗲𝗮𝗹𝗶𝘁𝘆 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝘀𝗼𝗺𝗲 𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗼𝗳 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗱𝗼𝗶𝗻𝗴. 𝗛𝗼𝘄 𝗺𝘂𝗰𝗵 𝗼𝗳 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲 𝗱𝗲𝗽𝗲𝗻𝗱𝘀 𝘂𝗽𝗼𝗻 𝘆𝗼𝘂𝗿 '𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹 𝗼𝗳 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀𝗻𝗲𝘀𝘀.' 𝗧𝗵𝗶𝘀 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗵𝘆𝘀𝗶𝗰𝗮𝗹 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹.
“จิตสำนึก” คือพื้นที่แห่งประสบการณ์ที่เธอรู้เกี่ยวกับมัน และสร้างความเป็นจริงของเธอโดยการตระหนักรู้ถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ได้บางส่วน ส่วนเธอจะตระหนักรู้ถึงการกระทำของตัวเองได้มากน้อยเพียงใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับ “ระดับของความมีสติรู้สึกตัว” ของเธอ★ นี่คือระดับทางกายภาพ
★ในระหว่างวัน รู้สึกตัว หรือ มีสติ ถี่แค่ไหน ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ (ในอิริยาบถต่างๆ ในความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้น ในความคิดต่างๆที่เกิดขึ้น ในสิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ) – ทุกคน นี่มันสติปัฏฐาน 4 ที่พระพุทธเจ้าสอนชัดๆ 😄 –ผู้แปล–
1
"𝗪𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗰𝗼𝗺𝗺𝗶𝘁𝘁𝗲𝗱 𝘁𝗼 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝗽𝗶𝗿𝗶𝘁𝘂𝗮𝗹 𝗽𝗮𝘁𝗵, 𝘆𝗼𝘂 𝗺𝗼𝘃𝗲 𝘁𝗵𝗿𝗼𝘂𝗴𝗵 𝗹𝗶𝗳𝗲 𝗲𝘃𝗲𝗿 𝘀𝗲𝗲𝗸𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 '𝗲𝗹𝗲𝘃𝗮𝘁𝗲 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀𝗻𝗲𝘀𝘀,' 𝗼𝗿 𝘁𝗼 𝗲𝗻𝗹𝗮𝗿𝗴𝗲 𝘁𝗵𝗲 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝗼𝗳 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗽𝗵𝘆𝘀𝗶𝗰𝗮𝗹 𝗿𝗲𝗮𝗹𝗶𝘁𝘆 𝘁𝗼 𝗶𝗻𝗰𝗹𝘂𝗱𝗲 𝗮𝗻𝗱 𝗲𝗻𝗰𝗼𝗺𝗽𝗮𝘀𝘀 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗸𝗻𝗼𝘄, 𝗮𝘁 𝗮𝗻𝗼𝘁𝗵𝗲𝗿 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹, 𝗶𝘀 𝘁𝗿𝘂𝗲 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁 𝘆𝗼𝘂.
ในขณะที่เธอผูกมัดตัวเองให้มุ่งมั่นสู่เส้นทางแห่งจิตวิญญาณ เธอจะดำเนินชีวิตด้วยการพยายามที่จะ “ยกระดับจิตสำนึกของเธอ” หรือก็คือการพยายามขยายประสบการณ์เกี่ยวกับความเป็นจริงทางกายภาพของเธอให้ครอบคลุมและกินความถึงสิ่งที่เธอรู้ว่าเป็นความจริงเกี่ยวกับตัวตนของเธอให้ยกขึ้นไปอีกระดับ
"𝗧𝗵𝗲 𝗦𝘂𝗽𝗲𝗿𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀 𝗟𝗲𝘃𝗲𝗹 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗹𝗮𝗰𝗲 𝗼𝗳 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝗮𝘁 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝘆𝗼𝘂 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁, 𝗮𝗻𝗱 𝗰𝗿𝗲𝗮𝘁𝗲, 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗿𝗲𝗮𝗹𝗶𝘁𝘆 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝗳𝘂𝗹𝗹 𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗼𝗳 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗱𝗼𝗶𝗻𝗴. 𝗧𝗵𝗶𝘀 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝗼𝘂𝗹 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹. 𝗠𝗼𝘀𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗻𝗼𝘁 𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲 𝗮𝘁 𝗮 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹 𝗼𝗳 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝘀𝘂𝗽𝗲𝗿𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀 𝗶𝗻𝘁𝗲𝗻𝘁𝗶𝗼𝗻𝘀--𝘂𝗻𝗹𝗲𝘀𝘀 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲.
“จิตเหนือสำนึก” คือพื้นที่แห่งประสบการณ์ที่เธอรู้เกี่ยวกับมัน และสร้างความเป็นจริงของเธอโดยการตระหนักรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ นี่คือระดับของวิญญาณ พวกเธอส่วนใหญ่ไม่รู้ในระดับจิตสำนึกถึงความตั้งใจหรือเจตจำนงของจิตเหนือสำนึก (วิญญาณ) ของตัวเอง★ —เว้นแต่เธอจะเป็นเช่นนั้น
★พวกเราส่วนใหญ่ ไม่รู้ว่าวิญญาณต้องการหรือปรารถนาให้เราทำอะไร –ผู้แปล–
"𝗧𝗵𝗲 𝘀𝘂𝗽𝗲𝗿𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗮𝗿𝘁 𝗼𝗳 𝘆𝗼𝘂 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗵𝗼𝗹𝗱𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗹𝗮𝗿𝗴𝗲𝗿 𝗮𝗴𝗲𝗻𝗱𝗮 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝗼𝘂𝗹--𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝗶𝘀 𝘁𝗼 𝗺𝗼𝘃𝗲 𝘁𝗼 𝗖𝗼𝗺𝗽𝗹𝗲𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗶𝗻 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗺𝗲 𝘁𝗼 𝘁𝗵𝗲 𝗯𝗼𝗱𝘆 𝘁𝗼 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗼 𝗳𝗲𝗲𝗹.
“จิตเหนือสำนึก” คือส่วนหนึ่งของเธอที่เก็บรักษาแผนการอันยิ่งใหญ่กว่าของวิญญาณเอาไว้ —ซึ่งนั่นก็คือการเคลื่อนสู่การเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในการที่เธอเข้ามาสู่ร่างกายเพื่อมามีประสบการณ์และรู้สึก
𝗧𝗵𝗲 𝘀𝘂𝗽𝗲𝗿𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀 𝗶𝘀 𝗰𝗼𝗻𝘀𝘁𝗮𝗻𝘁𝗹𝘆 𝗹𝗲𝗮𝗱𝗶𝗻𝗴 𝘆𝗼𝘂 𝘁𝗼 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗻𝗲𝘅𝘁 𝗺𝗼𝘀𝘁 𝗱𝗲𝘀𝗶𝗿𝗲𝗱 𝗴𝗿𝗼𝘄𝘁𝗵 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲, 𝗱𝗿𝗮𝘄𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝘆𝗼𝘂 𝘁𝗵𝗲 𝗲𝘅𝗮𝗰𝘁, 𝗿𝗶𝗴𝗵𝘁, 𝗮𝗻𝗱 𝗽𝗲𝗿𝗳𝗲𝗰𝘁 𝗽𝗲𝗼𝗽𝗹𝗲, 𝗽𝗹𝗮𝗰𝗲𝘀, 𝗮𝗻𝗱 𝗲𝘃𝗲𝗻𝘁𝘀 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝘁𝗼 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁,
𝘀𝗼 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗺𝗮𝘆 𝗮𝗰𝗵𝗶𝗲𝘃𝗲 𝘁𝗵𝗲 𝗰𝗼𝗺𝗯𝗶𝗻𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗼𝗳 𝗞𝗻𝗼𝘄𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗻𝗱 𝗘𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘄𝗶𝗹𝗹 𝗽𝗿𝗼𝗱𝘂𝗰𝗲 𝗙𝗲𝗲𝗹𝗶𝗻𝗴--𝗰𝗿𝗲𝗮𝘁𝗶𝗻𝗴 𝗔𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗼𝗳 𝘆𝗼𝘂𝗿 𝗧𝗿𝘂𝗲 𝗕𝗲𝗶𝗻𝗴."
“จิตเหนือสํานึก” จะนำเธอเข้าสู่ประสบการณ์แห่งการเติบโตที่เธอปรารถนามากที่สุดในขั้นถัดไปอย่างต่อเนื่อง มันจะดึงดูดผู้คน สถานที่ และเหตุการณ์ที่ถูกต้อง เหมาะสม และสมบูรณ์แบบที่สุดเข้าหาเธอ เพื่อให้เธอได้รับประสบการณ์ตามที่ปรารถนา เพื่อที่เธอจะได้บรรลุถึงการผสมผสานระหว่างความรู้และการมีประสบการณ์ที่จะก่อให้เกิดความรู้สึก — และสร้างการตระหนักรู้อย่างสมบูรณ์ถึงตัวตนที่แท้จริงของเธอให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง
𝗡 : 𝗧𝗵𝗲 𝗹𝗮𝘀𝘁 𝘁𝗶𝗺𝗲 𝘄𝗲 𝘁𝗮𝗹𝗸𝗲𝗱 𝗮𝗯𝗼𝘂𝘁 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗜 𝗮𝘀𝗸𝗲𝗱 𝗶𝗳 𝘁𝗵𝗲𝗿𝗲 𝘄𝗮𝘀 𝗮 𝘄𝗮𝘆 𝘁𝗼 𝘀𝗲𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝗮𝗺𝗲 𝗶𝗻𝘁𝗲𝗻𝘁𝗶𝗼𝗻𝘀 𝗼𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝘂𝗯𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀, 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀, 𝗮𝗻𝗱 𝘀𝘂𝗽𝗲𝗿𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹𝘀 𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝗮𝗺𝗲 𝘁𝗶𝗺𝗲.
N : ครั้งสุดท้ายที่เราคุยพูดกันถึงเรื่องนี้ ผมได้ถามพระองค์ว่า มันมีวิธีตั้งเจตจำนงให้เป็นแบบเดียวกันทั้งในระดับของจิตใต้สำนึก จิตสำนึก และจิตเหนือสำนึกได้ในเวลาเดียวกันหรือไม่
𝗚 : "𝗔𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗲𝗿𝗲 𝗶𝘀. 𝗧𝗵𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗿𝗲𝗲-𝗶𝗻-𝗼𝗻𝗲 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹 𝗼𝗳 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗶𝘀 𝗰𝗮𝗹𝗹𝗲𝗱 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝘂𝗽𝗿𝗮𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀. 𝗦𝗼𝗺𝗲 𝗼𝗳 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗹𝘀𝗼 𝗰𝗮𝗹𝗹 𝗶𝘁 '𝗖𝗵𝗿𝗶𝘀𝘁 𝗖𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀𝗻𝗲𝘀𝘀,' 𝗼𝗿 '𝗘𝗹𝗲𝘃𝗮𝘁𝗲𝗱 𝗖𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀𝗻𝗲𝘀𝘀.'
G : มี เราเรียกระดับของจิตสำนึกที่รวมจิตสำนึกทั้ง 3 ระดับนั้นเข้าด้วยกันว่า “#อภิจิตสำนึก” พวกเธอบางคนก็เรียกมันว่า “#จิตสำนึกของพระคริสต์” หรือ “จิตสำนึกอันสูงส่ง”
"𝗬𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗻 𝗮𝗹𝗹 𝗴𝗼 𝘁𝗼 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗽𝗹𝗮𝗰𝗲. 𝗦𝗼𝗺𝗲 𝗽𝗲𝗼𝗽𝗹𝗲 𝗱𝗼 𝗶𝘁 𝗶𝗻 𝗺𝗲𝗱𝗶𝘁𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻, 𝗼𝘁𝗵𝗲𝗿𝘀 𝗶𝗻 𝗱𝗲𝗲𝗽 𝗽𝗿𝗮𝘆𝗲𝗿, 𝗼𝘁𝗵𝗲𝗿𝘀 𝘁𝗵𝗿𝗼𝘂𝗴𝗵 𝗿𝗶𝘁𝘂𝗮𝗹 𝗼𝗿 𝗱𝗮𝗻𝗰𝗲 𝗼𝗿 𝘁𝗵𝗿𝗼𝘂𝗴𝗵 𝘀𝗮𝗰𝗿𝗲𝗱 𝗰𝗲𝗿𝗲𝗺𝗼𝗻𝘆--𝗮𝗻𝗱 𝗼𝘁𝗵𝗲𝗿𝘀 𝘁𝗵𝗿𝗼𝘂𝗴𝗵 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗿𝗼𝗰𝗲𝘀𝘀 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘆𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗹𝗹 '𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵.'
ซึ่งพวกเธอทุกคนสามารถเข้าถึงอภิจิตสำนึกที่ว่านี้ได้ บางคนเข้าถึงได้โดยผ่านการทำสมาธิ บางคนเข้าถึงได้ด้วยการสวดภาวนาอย่างจดจ่อ บางคนเข้าถึงได้โดยผ่านการทำพิธีกรรม การเต้นรำ หรือการประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ — และบางคนเข้าถึงได้ด้วยการผ่านกระบวนการที่เธอเรียกว่า “ความตาย”
𝗧𝗵𝗲𝗿𝗲 𝗮𝗿𝗲 𝗺𝗮𝗻𝘆 𝘄𝗮𝘆𝘀 𝘁𝗼 𝗴𝗲𝘁 𝘁𝗵𝗲𝗿𝗲. 𝗪𝗵𝗲𝗻 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗶𝗻 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗽𝗹𝗮𝗰𝗲, 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝗳𝘂𝗹𝗹𝘆 𝗰𝗿𝗲𝗮𝘁𝗶𝘃𝗲. 𝗔𝗹𝗹 𝘁𝗵𝗿𝗲𝗲 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹𝘀 𝗼𝗳 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗯𝗲𝗰𝗼𝗺𝗲 𝗼𝗻𝗲.
𝗬𝗼𝘂 𝗮𝗿𝗲 𝘀𝗮𝗶𝗱 𝘁𝗼 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗶𝘁 𝗮𝗹𝗹 𝘁𝗼𝗴𝗲𝘁𝗵𝗲𝗿.' 𝗕𝘂𝘁 𝗶𝘁 𝗶𝘀 𝗿𝗲𝗮𝗹𝗹𝘆 𝗺𝗼𝗿𝗲 𝘁𝗵𝗮𝗻 𝘁𝗵𝗮𝘁, 𝗯𝗲𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝗶𝗻 𝘁𝗵𝗶𝘀, 𝗮𝘀 𝗶𝗻 𝗮𝗹𝗹 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴𝘀, 𝘁𝗵𝗲 𝘄𝗵𝗼𝗹𝗲 𝗶𝘀 𝗴𝗿𝗲𝗮𝘁𝗲𝗿 𝘁𝗵𝗮𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝘂𝗺 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗮𝗿𝘁𝘀.
มีอยู่หลากหลายวิธีที่จะทำให้เธอเข้าถึงระดับของอภิจิตสำนึกได้ และในขณะที่เธออยู่ในระดับของจิตสำนึกเช่นนั้น เธอจะมีความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มเปี่ยม จิตสำนึกทั้งสามระดับได้กลายเป็นหนึ่งเดียว เธออาจจะคิดว่า “จิตสำนึกทั้ง 3 ระดับได้รวมเข้าด้วยกัน” แค่นั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นมากกว่าแค่การรวมกัน เพราะในเรื่องนี้ ก็เช่นเดียวกับทุกเรื่อง ที่ทั้งหมดหรือความสมบูรณ์นั้นยิ่งใหญ่กว่าผลรวมที่เกิดจากการประกอบเข้าด้วยกันของส่วนต่างๆ
"𝗦𝘂𝗽𝗿𝗮𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗶𝘀 𝗻𝗼𝘁 𝘀𝗶𝗺𝗽𝗹𝘆 𝗮 𝗰𝗼𝗺𝗯𝗶𝗻𝗶𝗻𝗴 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝘂𝗯𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀, 𝘁𝗵𝗲 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀, 𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝘂𝗽𝗲𝗿𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀. 𝗜𝘁 𝗶𝘀 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝗵𝗮𝗽𝗽𝗲𝗻𝘀 𝘄𝗵𝗲𝗻 𝗮𝗹𝗹 𝗮𝗿𝗲 𝗰𝗼𝗺𝗯𝗶𝗻𝗲𝗱 𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗲𝗻 𝘁𝗿𝗮𝗻𝘀𝗰𝗲𝗻𝗱𝗲𝗱.
𝗬𝗼𝘂 𝘁𝗵𝗲𝗻 𝗺𝗼𝘃𝗲 𝗶𝗻𝘁𝗼 𝗽𝘂𝗿𝗲 𝗕𝗲𝗶𝗻𝗴𝗻𝗲𝘀𝘀. 𝗧𝗵𝗶𝘀 𝗕𝗲𝗶𝗻𝗴𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗨𝗹𝘁𝗶𝗺𝗮𝘁𝗲 𝗦𝗼𝘂𝗿𝗰𝗲 𝗼𝗳 𝗖𝗿𝗲𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻 𝘄𝗶𝘁𝗵𝗶𝗻 𝘆𝗼𝘂. 𝗬𝗼𝘂 𝗺𝗮𝘆 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗯𝗲𝗳𝗼𝗿𝗲 𝘆𝗼𝘂𝗿 '𝗱𝗲𝗮𝘁𝗵' 𝗼𝗿 𝗮𝗳𝘁𝗲𝗿 𝗶𝘁."
อภิจิตสำนึกไม่ได้เป็นเพียงแค่การรวมกันของจิตใต้สำนึก จิตสำนึก และจิตเหนือสำนึกเท่านั้น แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อทั้งหมดรวมเข้าด้วยกันแล้วทำให้มันยกระดับขึ้นไปอยู่อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นระดับชั้นที่อยู่เหนือขึ้นไปอีก จากนั้นเธอจะเคลื่อนสู่สภาวะแห่งการเป็นอันบริสุทธิ์ไร้มลทิน ซึ่งสภาวะแห่งการเป็นเช่นนั้นคือต้นกำเนิดสูงสุดแห่งการสร้างสรรค์ที่ดำรงอยู่ในตัวเธอ เธออาจจะได้ประสบกับสภาวะเช่นนั้นก่อนที่เธอจะ “ตาย” หรือหลังจากนั้นก็ได้
𝗡 : 𝗜 𝗮𝘀𝘀𝘂𝗺𝗲 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗶𝘀 𝗵𝗼𝘄 𝗮 𝗹𝗶𝘃𝗶𝗻𝗴 𝗺𝗮𝘀𝘁𝗲𝗿 𝗰𝗿𝗲𝗮𝘁𝗲𝘀.
N : ผมคาดว่านี่คือวิธีที่เหล่าคุรุที่ยังมีชีวิตอยู่ใช้ในการสร้างสรรค์ (ความจริงของท่าน)
𝗚 : "𝗬𝗲𝘀."
G : ถูกแล้ว
𝗡 : 𝗧𝗵𝗲𝗻 𝗰𝗮𝗻 𝗮 𝗺𝗮𝘀𝘁𝗲𝗿 𝗲𝘃𝗲𝗿 𝗯𝗲 𝘀𝘂𝗿𝗽𝗿𝗶𝘀𝗲𝗱?
N : แล้วคุรุเคยรู้สึกแปลกใจหรือตกใจบ้างไหมครับ❓
𝗚 : "𝗙𝗼𝗿 𝗮 𝗽𝗲𝗿𝘀𝗼𝗻 𝗼𝗳 𝗰𝗼𝗻𝘁𝗶𝗻𝘂𝗮𝗹𝗹𝘆 𝗲𝗹𝗲𝘃𝗮𝘁𝗲𝗱 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀𝗻𝗲𝘀𝘀, 𝗼𝘂𝘁𝗰𝗼𝗺𝗲𝘀 𝗮𝗻𝗱 𝗿𝗲𝘀𝘂𝗹𝘁𝘀 𝗮𝗿𝗲 𝗮𝗹𝘄𝗮𝘆𝘀 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀𝗹𝘆 𝗶𝗻𝘁𝗲𝗻𝗱𝗲𝗱 𝗮𝗻𝗱 𝗻𝗲𝘃𝗲𝗿 𝘂𝗻𝗮𝗻𝘁𝗶𝗰𝗶𝗽𝗮𝘁𝗲𝗱.
𝗧𝗵𝗲 𝗱𝗲𝗴𝗿𝗲𝗲 𝘁𝗼 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝗮𝗻 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝗮𝗽𝗽𝗲𝗮𝗿𝘀 𝘂𝗻𝗮𝗻𝘁𝗶𝗰𝗶𝗽𝗮𝘁𝗲𝗱 𝗶𝘀 𝗮 𝗱𝗶𝗿𝗲𝗰𝘁 𝗶𝗻𝗱𝗶𝗰𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹 𝗼𝗳 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗮𝘁 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝗶𝘀 𝗯𝗲𝗶𝗻𝗴 𝗽𝗲𝗿𝗰𝗲𝗶𝘃𝗲𝗱. 𝗥𝗲𝗺𝗲𝗺𝗯𝗲𝗿 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗜 𝘀𝗮𝗶𝗱, 𝗽𝗲𝗿𝗰𝗲𝗽𝘁𝗶𝗼𝗻 𝗰𝗿𝗲𝗮𝘁𝗲𝘀 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲.
G : สำหรับบุคคลที่ระดับของความมีสติรู้สึกตัวอยู่ในขั้นสูงอยู่ตลอดเวลา ผลลัพธ์จะเป็นไปตามที่ตั้งใจไว้อย่างรู้ตัวเสมอ และไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน (ทุกอย่างเกิดขึ้นตามที่คิด) ความบ่อยครั้งของประสบการณ์ที่ปรากฏขึ้นโดยไม่ได้คาดคิดเป็นตัวบ่งชี้โดยตรงถึงระดับของความมีสติรู้สึกตัวที่ใช้ในการรับรู้ประสบการณ์★ จำที่ฉันเคยบอกเอาไว้ได้ไหมว่า : #การรับรู้เป็นตัวสร้างประสบการณ์
★ยิ่งขาดสติหรือไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่มากเท่าไหร่ ประสบการณ์ที่ไม่คาดคิดหรือไม่ปรารถนาจะให้เกิดขึ้นในชีวิต ก็จะเกิดขึ้นมากครั้งเท่านั้น ในทางกลับกัน ถ้าระดับความมีสติรู้สึกตัวสูงมากเท่าไหร่ ก็สามารถออกแบบประสบการณ์ที่ปรารถนาจะให้เกิดขึ้นในชีวิตได้มากครั้งเท่านั้น –ผู้แปล–
"𝗧𝗵𝗲 𝘀𝘁𝘂𝗱𝗲𝗻𝘁 𝗼𝗳 𝗺𝗮𝘀𝘁𝗲𝗿𝘆 𝗶𝘀 𝗼𝗻𝗲 𝘄𝗵𝗼 𝗮𝗹𝘄𝗮𝘆𝘀 𝗮𝗴𝗿𝗲𝗲𝘀 𝘄𝗶𝘁𝗵 𝘁𝗵𝗲 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝘀𝗵𝗲 𝗶𝘀 𝗵𝗮𝘃𝗶𝗻𝗴, 𝗲𝘃𝗲𝗻 𝗶𝗳 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝗱𝗼𝗲𝘀 𝗻𝗼𝘁 𝗮𝗽𝗽𝗲𝗮𝗿' 𝗳𝗮𝘃𝗼𝗿𝗮𝗯𝗹𝗲, 𝗯𝗲𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝘁𝘂𝗱𝗲𝗻𝘁 𝗼𝗳 𝗺𝗮𝘀𝘁𝗲𝗿𝘆 𝗸𝗻𝗼𝘄𝘀 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘀𝗵𝗲 𝗺𝘂𝘀𝘁 𝗵𝗮𝘃𝗲 𝗶𝗻𝘁𝗲𝗻𝗱𝗲𝗱 𝗶𝘁 𝗮𝘁 𝘀𝗼𝗺𝗲 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹.
𝗧𝗵𝗮𝘁 '𝗸𝗻𝗼𝘄𝗶𝗻𝗴' 𝗶𝘀 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝗺𝗮𝗸𝗲𝘀 𝗶𝘁 𝗽𝗼𝘀𝘀𝗶𝗯𝗹𝗲 𝗳𝗼𝗿 𝗼𝗻𝗲 𝗽𝗲𝗿𝘀𝗼𝗻 𝘁𝗼 𝗯𝗲 𝘂𝘁𝘁𝗲𝗿𝗹𝘆 𝗽𝗲𝗮𝗰𝗲𝗳𝘂𝗹 𝗮𝗻𝗱 '𝘁𝗼𝗴𝗲𝘁𝗵𝗲𝗿' 𝗱𝘂𝗿𝗶𝗻𝗴 𝗰𝗶𝗿𝗰𝘂𝗺𝘀𝘁𝗮𝗻𝗰𝗲𝘀 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗮𝗻𝗼𝘁𝗵𝗲𝗿 𝘄𝗼𝘂𝗹𝗱 𝗳𝗶𝗻𝗱 𝘃𝗲𝗿𝘆 𝘀𝘁𝗿𝗲𝘀𝘀𝗳𝘂𝗹.
ลูกศิษย์ผู้อยู่บนหนทางสู่ความเป็นคุรุ คือคนที่เห็นด้วยเสมอกับประสบการณ์ที่ตนเองมี แม้ว่าประสบการณ์นั้นจะไม่ “ปรากฏ” เป็นที่น่าพอใจก็ตาม★ เพราะลูกศิษย์ผู้อยู่บนหนทางสู่ความเป็นคุรุรู้ดีว่าตนต้องตั้งใจไว้ในระดับหนึ่งมันถึงสามารถเกิดประสบการณ์แบบนั้นขึ้นมาได้ และ “การรู้ (หรือการเข้าใจความจริง)” นั้น ทำให้คนคนหนึ่งสามารถ “อยู่กับ” สถานการณ์ที่คนอื่นพบว่ามีความกดดันมากๆได้ในสภาวะจิตที่สงบสุขได้อย่างแท้จริง
★ผู้ฝึกตนไม่ปฏิเสธในสิ่งที่ปรากฏ เพราะเห็นสิ่งที่ปรากฏตามอย่างที่มันเป็นจริงๆ จึงยอมรับมันตามที่เป็นและผลักความรับผิดชอบว่า ปรากฏการณ์นี้เราเป็นคนทำให้มันเกิดเอง ไม่ใช่คนอื่น หรือสิ่งอื่นทำให้เกิดขึ้น –ผู้แปล–
"𝗪𝗵𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝘁𝘂𝗱𝗲𝗻𝘁 𝗼𝗳 𝗺𝗮𝘀𝘁𝗲𝗿𝘆 𝗺𝗮𝘆 𝗻𝗼𝘁 𝗮𝗹𝘄𝗮𝘆𝘀 𝘀𝗲𝗲 𝗶𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹 𝗼𝗳 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗮𝘁 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝘁𝗵𝗲 𝗲𝘅𝗽𝗲𝗿𝗶𝗲𝗻𝗰𝗲 𝘄𝗮𝘀 𝗶𝗻𝘁𝗲𝗻𝗱𝗲𝗱. 𝗬𝗲𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝘁𝘂𝗱𝗲𝗻𝘁 𝗼𝗳 𝗺𝗮𝘀𝘁𝗲𝗿𝘆 𝗵𝗮𝘀 𝗻𝗼 𝗱𝗼𝘂𝗯𝘁 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗮𝘁 𝘀𝗼𝗺𝗲 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹 𝗵𝗲 𝗶𝘀 𝗿𝗲𝘀𝗽𝗼𝗻𝘀𝗶𝗯𝗹𝗲 𝗳𝗼𝗿 𝗶𝘁. 𝗜𝘁 𝗶𝘀 𝗽𝗿𝗲𝗰𝗶𝘀𝗲𝗹𝘆 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗸𝗻𝗼𝘄𝗹𝗲𝗱𝗴𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗽𝗹𝗮𝗰𝗲𝘀 𝗵𝗶𝗺 𝗼𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝗿𝗼𝗮𝗱 𝘁𝗼 𝗺𝗮𝘀𝘁𝗲𝗿𝘆.
สิ่งที่ลูกศิษย์ผู้อยู่บนหนทางแห่งความเป็นคุรุอาจมองไม่เห็น (หรือตระหนักรู้ถึงมันได้) เสมอไปก็คือ เจตจำนงที่ทำให้เกิดประสบการณ์แบบนั้นขึ้นมาจากจิตสำนึกในระดับใด (จาก 3 ระดับ) ดังนั้น ลูกศิษย์ผู้อยู่บนหนทางแห่งความเป็นคุรุจึงไม่สงสัยเลยว่าในระดับหนึ่งตัวเขาเองต้องรับผิดชอบต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเขาเป็นคนทำให้มันเกิดขึ้นมาเอง ความรู้นี้เองที่ทำให้เขาดำรงอยู่บนหนทางสู่ความเป็นคุรุ
"𝗘𝗮𝗿𝗹𝗶𝗲𝗿 𝘆𝗼𝘂 𝗮𝘀𝗸𝗲𝗱 𝗶𝗳 𝗣𝗶𝗽 𝘄𝗮𝗻𝘁𝗲𝗱 𝘁𝗼 𝗱𝗶𝗲, 𝗶𝗳 𝘀𝗵𝗲 𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲𝗱 𝗶𝘁, 𝗮𝗻𝗱 𝗜 𝗿𝗲𝗽𝗹𝗶𝗲𝗱: "𝗡𝗼𝘁 𝗼𝗻 𝗮 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹.' 𝗡𝗼𝘄 𝘆𝗼𝘂 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝗜 𝗺𝗲𝗮𝗻𝘁 𝗯𝘆 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘀𝘁𝗮𝘁𝗲𝗺𝗲𝗻𝘁.
ก่อนหน้านี้เธอถามว่า พิพต้องการที่จะตายงั้นหรือ, เธอเป็นต้นเหตุของการตายของตัวเองอย่างนั้นใช่ไหม และฉันก็ตอบว่า “ไม่ใช่ในระดับของจิตสำนึก” ตอนนี้เธอก็รู้แล้วว่าคำพูดนั้นของฉันหมายถึงอะไร
"𝗔𝗹𝗹 𝗱𝗲𝗰𝗶𝘀𝗶𝗼𝗻𝘀 𝗮𝗳𝗳𝗲𝗰𝘁𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗵𝗲 𝗵𝘂𝗺𝗮𝗻 𝘀𝗼𝘂𝗹 𝗮𝗿𝗲 𝗺𝗮𝗱𝗲 𝗯𝘆 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘀𝗼𝘂𝗹 𝗮𝘁 𝗼𝗻𝗲 𝗼𝗿 𝗺𝗼𝗿𝗲 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝘁𝗵𝗿𝗲𝗲 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹𝘀 𝗼𝗳 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀𝗻𝗲𝘀𝘀, 𝗼𝗿 𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝗳𝗼𝘂𝗿𝘁𝗵 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹, 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝘂𝗽𝗿𝗮𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹.
การตัดสินใจทั้งหมดที่ส่งผลต่อวิญญาณของมนุษย์นั้นกระทําโดยตัววิญญาณเองในระดับของจิตสํานึกอย่างน้อยหนึ่งระดับจากสามระดับ หรือกระทำที่ระดับที่สี่ ซึ่งเป็นระดับของอภิจิตสำนึก
"𝗣𝗶𝗽 𝗰𝗵𝗼𝘀𝗲 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗲𝗿𝗶𝗼𝗱 𝗼𝗳 𝗵𝗲𝗿 𝗹𝗶𝗳𝗲 𝘄𝗶𝘁𝗵𝗶𝗻 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝘀𝗵𝗲 𝘄𝗮𝘀 𝗴𝗼𝗶𝗻𝗴 𝘁𝗼 𝗹𝗲𝗮𝘃𝗲 𝗵𝗲𝗿 𝗯𝗼𝗱𝘆, 𝗮𝘀 𝗱𝗼 𝗮𝗹𝗹 𝘀𝗼𝘂𝗹𝘀. 𝗜𝗻 𝗵𝗲𝗿 𝗰𝗮𝘀𝗲 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗱𝗲𝗰𝗶𝘀𝗶𝗼𝗻 𝘄𝗮𝘀 𝗻𝗼𝘁 𝗺𝗮𝗱𝗲 𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹.
พิพเลือกช่วงเวลาในชีวิตที่เธอจะออกจากร่าง เช่นเดียวกับทุกดวงวิญญาณ (ที่เลือกจะออกจากร่างในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของชีวิต) ในกรณีของเธอ การตัดสินใจนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในระดับของจิตสำนึก
𝗧𝗵𝗲𝗻, 𝗵𝗮𝘃𝗶𝗻𝗴 𝗺𝗮𝗱𝗲 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝗹𝗮𝗿𝗴𝗲𝗿 𝗱𝗲𝗰𝗶𝘀𝗶𝗼𝗻 𝘀𝘂𝗽𝗿𝗮𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀𝗹𝘆, 𝗣𝗶𝗽 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀𝗹𝘆 𝗰𝗵𝗼𝘀𝗲 𝘁𝗵𝗲 𝗽𝗿𝗲𝗰𝗶𝘀𝗲 𝗱𝗮𝘆 𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗶𝗺𝗲 𝗼𝗳 𝗵𝗲𝗿 𝗱𝗲𝗽𝗮𝗿𝘁𝘂𝗿𝗲--𝗺𝗼𝗺𝗲𝗻𝘁𝘀 𝗮𝗳𝘁𝗲𝗿 𝗺𝗶𝗱𝗻𝗶𝗴𝗵𝘁 𝗼𝗻 𝗝𝗮𝗻𝘂𝗮𝗿𝘆 𝟭, 𝗷𝘂𝘀𝘁 𝗮𝗳𝘁𝗲𝗿 𝗯𝗿𝗶𝗻𝗴𝗶𝗻𝗴 𝗶𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝗡𝗲𝘄 𝗬𝗲𝗮𝗿.
แต่จากนั้นเมื่อเธอมีการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ซึ่งเป็นการตัดสินใจในระดับของอภิจิตสำนึก พิพจึงเลือกวันและเวลาที่แน่นอนในการจากไปของเธออย่างมีสติ —นั่นก็คือ ช่วงเวลาหลังเที่ยงคืนของวันที่ 1 มกราคม ซึ่งเป็นวันปีใหม่
𝗬𝗼𝘂 𝗰𝗮𝗻 𝗸𝗻𝗼𝘄 𝘁𝗵𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗱𝗲𝗰𝗶𝘀𝗶𝗼𝗻 𝘄𝗮𝘀 𝗺𝗮𝗱𝗲 𝗮𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝗰𝗼𝗻𝘀𝗰𝗶𝗼𝘂𝘀 𝗹𝗲𝘃𝗲𝗹 𝗯𝗲𝗰𝗮𝘂𝘀𝗲 𝘀𝗵𝗲 𝗮𝗻𝗻𝗼𝘂𝗻𝗰𝗲𝗱 𝗶𝘁 𝗶𝗻 𝗮𝗱𝘃𝗮𝗻𝗰𝗲. 𝗦𝗵𝗲 𝘄𝗮𝘀 𝘁𝗼𝘁𝗮𝗹𝗹𝘆 𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲 𝗼𝗳 𝘄𝗵𝗮𝘁 𝘀𝗵𝗲 𝘄𝗮𝘀 𝗰𝗵𝗼𝗼𝘀𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗻𝗱 𝘀𝗵𝗲 𝗰𝗿𝗲𝗮𝘁𝗲𝗱 𝗶𝘁."
เธอสามารถรู้ได้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นในระดับของจิตสำนึกเพราะพิพได้ประกาศออกมาล่วงหน้า พิพตระหนักรู้อย่างเต็มเปี่ยมถึงสิ่งที่เธอเลือกและเธอก็สร้างมันขึ้นมา (ปรากฏขึ้นจริงในโลกความจริงของเธอ)
(มีต่อ)

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา