"กลุ่มฉัพพัคคีย์" ผู้มีนิสัยเกเร ไม่เรียบร้อย

ในสมัยพุทธกาล มีพระภิกษุอยู่กลุ่มหนึ่ง เรียกกันว่า "กลุ่มฉัพพัคคีย์" มีนิสัยเกเร ไม่เรียบร้อย มักทำให้โรงฉันและวัดเลอะเทอะ
วันหนึ่ง เหล่าพระภิกษุเห็นโรงฉันสกปรกจึงสอบถามว่าเพราะอะไร พระภิกษุหนุ่มและสามเณรตอบว่า "พวกภิกษุฉัพพัคคีย์กล่าวว่า พวกเราเป็นผู้ฉลาด พวกเราเป็นบัณฑิต แล้วทำเกะกะเกเร โปรยหยากเยื่อที่ศีรษะพวกกระผมแล้วจากไป"
พระภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลเรื่องนั้นแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เรียกคนพูดมาก และเบียดเบียนผู้อื่นว่า เป็นบัณฑิต แต่เราเรียกคนที่มีความเกษม ไม่มีเวร ไม่มีภัยว่า เป็นบัณฑิต"
จากนั้นพระพุทธองค์ได้ตรัสพระคาถาว่า "นะ เตนะ ปัณฺฑิโต โหติ ยาวะตา พะหุ ภาสะติ เขมี อะเวรี อะภะโย ปัณฺฑิโตติ ปะวุจฺจะติ แปลว่า บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นบัณฑิต เพราะเหตุเพียงพูดมาก ส่วนผู้มีความเกษม ไม่มีเวร ไม่มีภัย เรากล่าวว่า เป็นบัณฑิต"
คำว่า ไม่มีเวร หมายถึง เวร 5 ประการ ได้แก่ เป็นผู้รักษาศีล 5 ได้บริสุทธิ์ ส่วนผู้ไม่มีศีล 5 จะก่อเวรเพราะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนตามศีลที่ผิดแต่ละข้อ, คำว่า ผู้ไม่มีภัย คือ เป็นผู้ไม่เป็นพิเษเป็นภัยแก่ใครๆ โดยสรุปคือ ในนัยนี้ "บัณฑิต" คือ ผู้ที่มีศีล 5 บริสุทธิ์ เป็นผู้ไม่เบียดเบียนใคร ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร
อีกนัยหนึ่ง จากพุทธพจน์ที่ว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เรียกคนพูดมาก และเบียดเบียนผู้อื่นว่า เป็นบัณฑิต" หมายความว่า คนพูดมาก อาจไม่ใช่คนรู้จริง เพียงเป็นคนแต่ชอบพูด พูดไปเรื่อย ส่วนคนรู้จริง มักจะสงวนท่าที มีความสุขุมรอบคอบ "เหมือนน้ำเต็มกระบอก กระฉอกไม่ดัง"
* พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย เล่ม 43 หน้า 71 - 72

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา