9 ส.ค. 2025 เวลา 12:33 • สุขภาพ

ความดันโลหิตสูง (Hypertension) : คืออะไร สำคัญอย่างไร ?

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า "ความดันโลหิตสูง" และอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในความเป็นจริง ภาวะนี้เป็นเหมือน "ภัยเงียบ" ที่ซ่อนตัวอยู่ในร่างกายของเราโดยไม่แสดงอาการ และเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ของโรคร้ายแรงมากมาย เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรคหัวใจขาดเลือด (Heart Attack) และภาวะไตวายเรื้อรัง
บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับภาวะความดันโลหิตสูง ตั้งแต่วิธีการวัดที่ถูกต้อง เกณฑ์การวินิจฉัย ไปจนถึงความเสี่ยงที่แฝงมากับระดับความดันที่แตกต่างกัน
  • ★
    การวัดความดันโลหิต: วัดอย่างไรให้ถูกต้อง? และเมื่อไหร่ควรวัด?
การวัดความดันโลหิตที่บ้าน (Home Blood Pressure Monitoring - HBPM) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราและแพทย์ติดตามสภาวะของร่างกายได้ดีขึ้น แต่เพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำ ควรปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ดังนี้
-- ขั้นตอนการวัดความดันโลหิตที่ถูกต้อง --
1. การเตรียมตัว (ก่อนวัด 30 นาที)
  • ●
    งดการดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
  • ●
    งดการสูบบุหรี่
  • ●
    งดการออกกำลังกาย
  • ●
    ปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนทำการวัด
2. ขณะทำการวัด
  • ●
    นั่งพักบนเก้าอี้ที่มีพนักพิงอย่างน้อย 5 นาทีในห้องที่เงียบสงบ
  • ●
    นั่งในท่าที่สบาย หลังพิงพนัก เท้าวางราบกับพื้น ไม่ไขว่ห้าง
  • ●
    วางแขนข้างที่จะวัดบนโต๊ะ โดยให้ผ้าพันแขน (Cuff) อยู่ในระดับเดียวกับหัวใจ
  • ●
    ไม่พูดคุยหรือขยับตัวขณะที่เครื่องกำลังวัดความดัน
-- ควรวัดความดันโลหิตบ่อยแค่ไหน? --
  • ●
    บุคคลทั่วไป (ไม่มีความเสี่ยง): ควรตรวจวัดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • ●
    กลุ่มเสี่ยง (อายุมาก, มีประวัติครอบครัว, น้ำหนักเกิน): ควรตรวจวัดบ่อยขึ้นตามคำแนะนำของแพทย์
  • ●
    ผู้ที่วินิจฉัยว่าเป็นความดันโลหิตสูง: ควรวัดความดันโลหิตที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ (เช่น ช่วงเช้าหลังตื่นนอนและก่อนทานยา และช่วงเย็นก่อนนอน) และจดบันทึกเพื่อนำไปปรึกษาแพทย์
  • ★
    เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะความดันโลหิตสูง (อ้างอิงตามแนวทางปี 2022 ของสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย)
ค่าความดันโลหิตประกอบด้วย 2 ค่า คือ
1. ความดันตัวบน (Systolic Blood Pressure - SBP): แรงดันในหลอดเลือดขณะหัวใจบีบตัว
2. ความดันตัวล่าง (Diastolic Blood Pressure - DBP): แรงดันในหลอดเลือดขณะหัวใจคลายตัว
❤️ สมดุลที่สุด (Optimal) : <120 / <80
❤️ อยู่ในเกณฑ์ปกติ (Normal) : 120-129 / 80-84
♥️ สูงกว่าปกติ (High normal) : 130-139 / 85-89
❤️‍🩹 ความดันโลหิตสูง ระดับที่ 1 : 140-159 / 90-99
❤️‍🩹 ความดันโลหิตสูง ระดับที่ 2 : >160 / >100
สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ (Evidence Base)
เกณฑ์การวินิจฉัยที่ 140/90 mmHg นี้ มาจากข้อมูลการศึกษาทางระบาดวิทยาขนาดใหญ่ (Observational Studies) จำนวนมากที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ที่ระดับความดันโลหิตสูงกว่าจุดนี้ อัตราการเกิด Cardiovascular (CV) morbidity และ mortality จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การกำหนดจุดตัด (Threshold) นี้จึงเป็นการหาจุดสมดุลระหว่างประโยชน์ในการป้องกันโรคและผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการรักษา (Risk-Benefit balance) แม้ว่าแนวทางของ ACC/AHA 2017 จะกำหนดเกณฑ์ที่ 130/80 mmHg แต่แนวทางของไทยและยุโรป (ESH 2018) ยังคงใช้เกณฑ์ 140/90 mmHg สำหรับการวินิจฉัยเริ่มต้น เพื่อหลีกเลี่ยงการวินิจฉัยเกินความจำเป็น (Overdiagnosis) และการเริ่มยาในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ
  • ★
    ❔ทำไมต้องใช้เกณฑ์ 140/90 mmHg
ตัวเลขนี้ไม่ใช่ตัวเลขที่กำหนดขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นผลลัพธ์จากการรวบรวมข้อมูลและการศึกษาวิจัยในประชากรกลุ่มใหญ่ทั่วโลกมาเป็นระยะเวลายาวนาน นักวิทยาศาสตร์พบว่า
  • ●
    เป็นจุดเปลี่ยนของความเสี่ยง: เมื่อความดันโลหิตสูงเกินระดับ 140/90 mmHg ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจะเพิ่มขึ้นแบบ "ก้าวกระโดด"
  • ●
    ความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่อง: จริงๆ แล้วความเสี่ยงเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ความดันโลหิตเกิน 115/75 mmHg โดยข้อมูลจากการศึกษาระบุว่า ทุกๆ การเพิ่มขึ้นของความดันตัวบน (SBP) 20 mmHg หรือความดันตัวล่าง (DBP) 10 mmHg จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองเป็น 2 เท่า
  • ●
    เกณฑ์เพื่อการรักษา: การกำหนดเกณฑ์นี้ช่วยให้แพทย์สามารถตัดสินใจเริ่มให้การรักษา (ทั้งการปรับพฤติกรรมและใช้ยา) ได้อย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว ก่อนที่อวัยวะต่างๆ จะถูกทำลาย
พูดง่ายๆ คือ ที่ระดับความดันต่ำกว่า 140/90 mmHg แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ยาอาจไม่คุ้มค่ากับผลข้างเคียง แต่เมื่อข้ามเส้นนี้ไปแล้ว ประโยชน์ในการลดความเสี่ยงด้วยการรักษาจะมีความชัดเจนมากกว่า
  • ★
    ผลกระทบของความรุนแรงของความดันโลหิตสูงต่อสุขภาพ
ยิ่งความดันโลหิตสูงเท่าไหร่และปล่อยทิ้งไว้นานเท่าไหร่ ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย โดยสามารถสรุปความสัมพันธ์ได้ดังนี้
  • ■
    สูงกว่าปกติ (High-Normal) (130-139 / 85-89 mmHg)
มีความเสี่ยงในการพัฒนาไปเป็นโรคความดันโลหิตสูงในอนาคตสูง อัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเริ่มสูงกว่ากลุ่มคนปกติ
คำแนะนำ: เน้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Lifestyle Modification) อย่างจริงจัง
  • ■
    ความดันโลหิตสูง ระดับที่ 1 (Grade 1 HT) (140-159 / 90-99 mmHg)
ความเสี่ยงต่อ MACE เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke), โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (MI), และภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)
เริ่มมีการทำลายอวัยวะเป้าหมาย (Target Organ Damage) แบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น ผนังหลอดเลือดหนาตัว, โปรตีนรั่วในปัสสาวะ (Microalbuminuria)
  • ■
    ความดันโลหิตสูง ระดับที่ 2 (Grade 2 HT) (≥ 160 / ≥ 100 mmHg)
ความเสี่ยงต่อ MACE และ All-cause mortality สูงมาก อัตราการเกิด Stroke และ MI เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับคนปกติ
มีโอกาสสูงที่จะเกิดการทำลายอวัยวะเป้าหมายอย่างชัดเจน เช่น ภาวะหัวใจห้องล่างซ้ายหนา (LVH), จอประสาทตาเสื่อมจากความดันโลหิตสูง (Hypertensive Retinopathy), และการทำงานของไตเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว (Progressive CKD)
-- All-cause mortality -- คือ อัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ ไม่จำเพาะเจาะจงแค่โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งภาวะความดันโลหิตสูงก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญเช่นกัน
-- โดยสรุป -- 🗒️
ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่ต้องให้ความสำคัญ การตรวจวัดความดันอย่างสม่ำเสมอและถูกวิธีเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการดูแลสุขภาพของตัวคุณเอง หากพบว่าความดันโลหิตเริ่มเข้าสู่เกณฑ์ "สูงกว่าปกติ" หรือ "ความดันโลหิตสูง" ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการดูแลรักษาที่เหมาะสม ซึ่งอาจเริ่มจากการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น ลดอาหารเค็ม ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก และลดความเครียด ไปจนถึงการใช้ยาตามความจำเป็น
การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมาย ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรง แต่ยังช่วยให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวอีกด้วย
อ่านบน FB ได้ที่นี่

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา