8 ธ.ค. 2025 เวลา 14:00 • ข่าวรอบโลก
ญี่ปุ่น

จีนจำเป็นต้องเรียนรู้จาก “ความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์” ของซานาเอะ ทาคาอิจิ

คุณคงจะได้เห็นบทความต่อต้านญี่ปุ่นที่ปลุกปั่น เต็มไปด้วยพาดหัวข่าวเกี่ยวกับ "การยั่วยุ" "การเสี่ยงภัยทางทหาร" และ "ผลกระทบร้ายแรง"
ต่อมามีการ"เปลี่ยนแปลง"ในชั่วข้ามคืน
บทความที่ก้าวร้าวเหล่านั้นก็หายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน มันถูกลบออกอย่างรวดเร็วและถูกแทนที่ด้วยถ้อยคำที่อบอุ่นขึ้น เช่น "ความร่วมมือระหว่างจีนและสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง"
และ "การโทรศัพท์ระหว่างประมุขแห่งรัฐทั้งสองประเทศ" มีรายงานว่า การ(รุก)ต่อต้านญี่ปุ่นถูกระงับ และบทความที่ปลุกปั่นต้องถูกลบออก
แต่การพลิกกลับอย่างกะทันหันนี้ไม่ใช่ความคิดชั่ววูบ มันเกิดจากการโทรศัพท์สำคัญสองครั้งระหว่างปักกิ่ง วอชิงตัน และโตเกียว กล่าวคือ
สองสาย(โทรศัพท์)ในการติดต่อกัน การปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สายหนึ่งดึกดื่นแสวงหาเสถียรภาพ
1
อีกสายหนึ่งพูดคุยกันตอนกลางวัน
ประเด็นสำคัญอยู่ที่จังหวะเวลา น้ำเสียง และเนื้อหาของการโทรทั้งสองครั้งนี้ ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
การโทรครั้งแรก เริ่มในช่วงดึกของวันที่ 24 พฤศจิกายน สีจิ้นผิงและทรัมป์ได้พูดคุยกัน
1
นี่เป็น "การโทรตอนดึก" แบบคลาสสิ๊ก...คลาสสิก ด้วยความแตกต่างของเวลาอาจทำให้ไม่สามารถนัดหมายตรงๆได้ แต่ปักกิ่งกลับเลือกที่จะโทรตอนดึก
ซึ่งเป็นการกระทำที่สื่อถึงความเร่งด่วน ความวิตกกังวล และทัศนคติจน "ต้องโทร"
และตามด้วยการโทรครั้งที่สอง
ไม่ถึง 10 ชั่วโมงต่อมา เวลา 10:00 น. ที่โตเกียว ทรัมป์ได้โทรศัพท์หาซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น
การสนทนาเป็นไปอย่างผ่อนคลาย ราบรื่น และยังมีมุกตลกเล็กน้อย ทรัมป์กล่าวประโยคสำคัญว่า "โทรหาผมได้ทุกเมื่อ"
จากคำพูดนี้ นี่ไม่ใช่วาทกรรมทางการทูต แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงทาคาอิจิว่า คุณมีสายด่วนตรงไปยังมาร์-อา-ลาโก ได้ทันที.
1
ดูเหมือน ทรัมป์จะไม่ได้พยายามปกปิดความใกล้ชิดและความไว้วางใจที่มีต่อทาคาอิจิ แต่สำหรับสีจิ้นผิง เขากลับรักษาระยะห่าง "แบบธุรกิจ" ไว้
ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้น คือ เมื่อทรัมป์เคยประกาศอย่างตื่นเต้นผ่านโซเชียลมีเดียว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เชิญเขาไปเยือนจีนในเดือนเมษายน 2569
ซึ่งเขาก็ตอบรับคำเชิญ และหลังจากนั้น สี จิ้นผิง ก็จะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาในปลายปีนั้นด้วย
นี่น่าจะเป็น "กลยุทธสร้างชื่อเสียงระดับชาติ" ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนชอบใช้
แต่หากดูจากรายงานของสำนักข่าวในจีนและกระทรวงการต่างประเทศ กลับไม่พบแม้แต่คำเดียว เรื่องนี้เป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง ทำไมจีนจึงต้องปิดบังเรื่องที่น่ายินดีแบบนี้?
แต่...เหตุผลก็ง่ายๆ
เหตุผลแรก จีนยังคงกังวลว่าทรัมป์อาจเปลี่ยนใจ ทรัมป์ขึ้นชื่อเรื่องนิสัยที่คาดเดาไม่ได้ เขาอาจตกลงเดินทางเยือนจีนวันนี้
แต่พรุ่งนี้ หากถูกยั่วยุจากการค้า ไต้หวัน หรือญี่ปุ่น เขาก็สามารถยกเลิกการเยือนได้ง่ายๆ เพียงแค่โพสต์ลงทวีต ฮาาาาา
เหตุผลที่สอง หากทรัมป์ลงมือเพียงฝ่ายเดียว อาจทำให้ปักกิ่งต้องจนมุม
เดิมทีปักกิ่งต้องการเจรจาอย่างช้าๆ ค่อยๆ สร้างบรรยากาศ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย
แต่คำพูดที่ว่า "เจอกันเมษายน 2569" ของทรัมป์กลับทำให้ปักกิ่งต้องผูกมัดกับพันธสัญญานี้ ซึ่งทำให้สีจิ้นผิง ซึ่งเคยชินกับการทำงานอย่างลับๆ รู้สึกอึดอัดอย่างยิ่ง
ดังนั้นในการที่สื่อของพรรค "ลบบทความต่อต้านญี่ปุ่น" ออกไปอย่างกะทันหัน ไม่ใช่เพราะรักสันติภาพ แต่เพื่อแสดงให้ทรัมป์เห็นว่านี่คือสาเหตุว่า
ทำไมบทความต่อต้านญี่ปุ่นจึงหายไปจากหน้าแรกของสื่อพรรคทันทีหลังจากการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์กับสีจิ้นผิง
เพราะปักกิ่งรู้ดีว่า
เนื่องจากปักกิ่งได้พยายาม "รักษาเสถียรภาพ" จากทรัมป์ทางโทรศัพท์แล้ว อย่างน้อยก็ต้องดูเหมือนเป็นการยินยอม
ปักกิ่งไม่สามารถขอให้ทรัมป์ "จัดการญี่ปุ่นให้พวกเขา"
ในขณะที่ยังคงตะโกน "ตอบโต้ทางทหาร" และ "ยั่วยุญี่ปุ่น"
ที่อยู่หน้าบ้านตัวเองได้
การกระทำเช่นนี้เลยดูไม่จริงใจเกินไป
ต่อมา..สื่อชั้นนำของพรรคที่ดูแลชาวอเมริกันอย่าง People's Daily, Xinhua News Agency และ People's Net
ได้ลบบทความต่อต้านญี่ปุ่นทั้งหมดออกไป
จนมันก่อให้เกิด "บรรยากาศที่กลมเกลียวกัน" ระหว่างจีนและสหรัฐฯกันเลยทีเดียว
ส่วนสื่อของพรรคการเมืองระดับรองที่ดูแลผู้ชมชาวจีนอย่าง Global Times และ Guancha.cn ยังคงวิพากษ์วิจารณ์ญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยโทนเสียงที่เปลี่ยนไป
ตอนนี้พวกเขากลับคร่ำครวญถึงการโดดเดี่ยวของญี่ปุ่นโดยสหรัฐฯ และการขาดการสนับสนุน(นโยบายสุดโต่ง)ของญี่ปุ่น
ส่วนตัวผมคิดว่า...นี่เป็นตัวอย่างทั่วไปของการโฆษณาชวนเชื่อแบบแบ่งชั้น การสนับสนุนความพอประมาณในต่างประเทศ
ขณะที่ยังคงส่งเสริมความเกลียดชังภายในประเทศ ฮาาาาา.
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ยังเผยให้เห็นข้อเท็จจริงว่า นโยบายต่างประเทศของปักกิ่งกำลังตกอยู่ในภาวะเฉื่อยชาอย่างสุดโต่ง
เพราะทุกอย่างขึ้นกับการซื้อถั่วเหลืองสหรัฐฯ อย่างบ้าคลั่งของปักกิ่ง แต่จุดประสงค์พื้นฐานไม่ใช่อาหาร
แต่เป็นการต่อรองทางการทูตเท่านั้นครับ
ด้วยไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากการโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ปักกิ่งก็รีบสั่งซื้อถั่วเหลืองสหรัฐฯ มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างเร่งด่วน
คุณคิดว่ามันแพงกว่าถั่วเหลืองบราซิลหรือ? ไม่มีปัญหาครับ สตง. เฮ้ยยยย! ระบบชาติจะไม่สนใจราคา แต่สนใจแต่คุณค่าทางการเมืองมากกว่า
เพราะปักกิ่งรู้ดีว่า ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นตึงเครียดอย่างมาก และสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังกดดันพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) จีนไม่อาจยอมให้สหรัฐฯ
กลับมาขัดแย้งกับจีนได้อีก
และด้วยฐานเสียงของทรัมป์ ซึ่งก็คือเกษตรกรในแถบมิดเวสต์ จึงเปิดรับเรื่องนี้มากที่สุด
1
ดังนั้นการซื้อถั่วเหลืองเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการ "ซื้อไมตรีจิตของอเมริกา" เป็นวิธีต่อรองที่ถูกที่สุด ตรงไปตรงมาที่สุด และใช้ความคิดน้อยที่สุด
พูดให้ถูกคือ ปักกิ่งกำลัง "ซื้อพื้นที่หายใจ" ในขณะที่สหรัฐฯ ต้องการ "ขาย"
ทรัมป์เองก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทั้งจีนและญี่ปุ่นเข้ามาเกี้ยวพาราสีเขา ซึ่งสามารถเพิ่มอำนาจต่อรองของเขาในทันที
แต่ความจริงอันโหดร้ายเบื้องหลังการโทรศัพท์สองสาย คือ การให้ความสำคัญของทรัมป์ ความไม่เต็มใจของปักกิ่งที่จะยอมรับมัน
ความเชื่อมโยงระหว่างการกระทำทั้งหมดนี้ และเราจะได้เห็นความจริงอันโหดร้ายที่ว่า
ในแผนที่ยุทธศาสตร์ของทรัมป์ โตเกียวเป็นพันธมิตรที่เขาสามารถร่วมรบด้วยได้ ในขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นเพียงหุ้นส่วนทางการค้า ฮาาาา..
ซานาเอะ ทาคาอิจิ สามารถพูดติดตลกเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งทรัมป์ยินดีรับฟังทุกเมื่อ
ในทางกลับกัน สีจิ้นผิงต้องนอนดึก ตีความน้ำเสียงของทรัมป์อย่างระมัดระวังผ่านล่าม และถึงขั้นใช้ถั่วเหลืองและเฟนทานิลเป็น "ค่าผ่านทาง"
เหมือน..คนหนึ่งเป็นหุ้นส่วน อีกคนเป็นลูกค้า
คนหนึ่งเป็นผู้ที่ยึดมั่นในค่านิยม อีกคนเป็นผู้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะเจรจาธุรกิจ
ความแตกต่างนั้นเห็นได้ชัด และไม่ว่าสื่อของพรรคจะเปลี่ยนทิศทางหรือลบบทความต่อต้านญี่ปุ่นออกไปมากเพียงใด เรื่องนี้ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
ข้อควรสังเกตต่อไปก็คือ ทรัมป์จะพบกับซานาเอะ ทาคาอิจิก่อนเดินทางเยือนจีนหรือไม่? หากเป็นเช่นนั้น "สายตรง" ระหว่างสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นจะถูกทำให้เป็นสถาบัน(ที่กลวเกลียว)อย่างเป็นทางการ
ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ยากลำบากยิ่งขึ้นสำหรับปักกิ่ง
และไต้หวันจะใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่นเพื่อเสริมสร้างสถานะหมู่เกาะของตนหรือไม่?
ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ไพ่ “ระเบียบสงครามโลกครั้งที่สอง” และ “เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์” ของปักกิ่งเปลี่ยนค่าลงเรื่อยๆ
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่รายงานข่าว แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันในบรรยากาศทางการเมืองของสื่อพรรค
ความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างการโทรศัพท์สองครั้ง และการซื้อถั่วเหลืองฉุกเฉินมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงความจริงที่แม้แต่ปักกิ่งเองก็ไม่อยากเผชิญ
นั่นคือ จีนกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ ขาดทรัพยากรและความมั่นใจที่จะเผชิญหน้ากับทั้งสหรัฐฯ และญี่ปุ่นในเวลาเดียวกัน
ดังนั้น จากสิ่งเหล่านี้ ทั้งการโทรศัพท์กลางดึก ความอ่อนน้อมถ่อมตนทางการทูต การมุ่งเน้นเสถียรภาพของถั่วเหลือง และการที่สื่อพรรคไม่รายงานข่าว
1
นี่คือสิ่งจำเป็นที่จีนจำต้องเรียนรู้จาก “ความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์” ของซานาเอะ ทาคาอิจิ แต่เกมก็ยังคงดำเนินต่อไป..
1
โฆษณา