23 ม.ค. เวลา 07:14 • สุขภาพ

รู้ทัน "ภัยเงียบ" ด้วยการตรวจมวลกระดูก (BMD): กุญแจสำคัญเพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างแข็งแรง

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) มักถูกขนานนามว่าเป็น "ภัยเงียบ" (Silent Thief) เพราะมันจะขโมยความแข็งแรงของกระดูกคุณไปโดยไม่ส่งสัญญาณเตือนใดๆ จนกระทั่งวันที่คุณล้มแล้วกระดูกหัก การตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก หรือ BMD จึงเปรียบเสมือนเรดาร์ที่ช่วยตรวจจับความเสี่ยงนี้ก่อนที่จะสายเกินไป
👩‍⚕️ การตรวจวัด BMD คืออะไร และทำอย่างไร?
BMD (Bone Mineral Density) คือการตรวจหาค่าความหนาแน่นของแร่ธาตุในกระดูก (โดยเฉพาะแคลเซียม) เพื่อประเมินความแข็งแรงและโอกาสที่จะเกิดกระดูกหักในอนาคต
วิธีตรวจที่เป็นมาตรฐานสากล (Gold Standard):
ปัจจุบันทางการแพทย์ใช้วิธีที่เรียกว่า DEXA Scan (Dual-energy X-ray Absorptiometry)
• วิธีการ: ผู้รับการตรวจเพียงแค่นอนนิ่งๆ บนเตียงตรวจ เครื่องสแกนจะเคลื่อนผ่านร่างกาย โดยเน้นจุดสำคัญคือ กระดูกสันหลังส่วนเอว (Lumbar spine) และ กระดูกสะโพก (Hip) ซึ่งเป็นจุดที่มักเกิดกระดูกหักที่รุนแรง
• ความปลอดภัย: ใช้รังสีเอ็กซ์ในปริมาณที่ "ต่ำมาก" (น้อยกว่าการเอกซเรย์ปอดปกติประมาณ 10 เท่า หรือเทียบเท่าการนั่งเครื่องบินระยะสั้น)
• ความรู้สึก: ไม่เจ็บ ไม่มีการฉีดยา และใช้เวลาเพียง 10-15 นาที
📝 การวัดผลและแปลผล: คุณอยู่ในกลุ่มไหน?
ผลการตรวจ DEXA Scan จะออกมาเป็นค่าทางสถิติที่เรียกว่า T-score ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบค่ากระดูกของคุณกับค่าเฉลี่ยของ "คนหนุ่มสาวที่สุขภาพดี" (Young Adult Mean) โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดเกณฑ์ไว้ดังนี้
  • สูงกว่า -1.0 : ปกติ (Normal) กระดูกแข็งแรงดี
  • ระหว่าง -1.0 ถึง -2.5 : กระดูกบาง (Osteopenia) เริ่มมีการสูญเสียมวลกระดูก เสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน
  • ต่ำกว่า -2.5 : โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) กระดูกเปราะบางมาก เสี่ยงสูงต่อการหัก
  • ต่ำกว่า -2.5 ร่วมกับมีกระดูกหัก : โรคกระดูกพรุนรุนแรง ภาวะวิกฤตที่ต้องการการรักษาทันที
👩‍⚕️ ใครบ้างที่ "ต้อง" ตรวจ และทำไมถึงสำคัญ?
เราไม่ได้ตรวจ BMD ในทุกคน แต่จะเน้นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง คำแนะนำทั่วไปคือ
  • ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป และ ผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป: ทุกคนควรได้รับการตรวจ
  • หญิงวัยหมดประจำจำเดือน (ก่อน 65 ปี) หรือชาย (50-70 ปี): หากมีปัจจัยเสี่ยง เช่น
• มีประวัติกระดูกหักจากการล้มเบาๆ (Fragility fracture)
• ได้รับยาบางชนิดต่อเนื่องนานๆ เช่น สเตียรอยด์ (Steroids)
• เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์, ไทรอยด์เป็นพิษ หรือพาราไทรอยด์สูง
• สูบบุหรี่ หรือ ดื่มแอลกอฮอล์จัด
• น้ำหนักตัวน้อยมาก (ดัชนีมวลกาย หรือ BMI < 19)
  • ความเสี่ยงของผู้ที่มีค่า BMD ผิดปกติ
ความเสี่ยงสูงสุดคือ "กระดูกหัก" (Fracture) โดยเฉพาะที่ สะโพก และ กระดูกสันหลัง ซึ่งการหักที่สะโพกในผู้สูงอายุมีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรืออาจนำไปสู่ภาวะติดเตียงถาวร
👩‍⚕️ ภาพรวมสถิติและความเสี่ยงในแต่ละช่วงอายุ
ธรรมชาติของมวลกระดูกมนุษย์จะสะสมสูงสุด (Peak Bone Mass) ในช่วงอายุ 30 ปี และจะค่อยๆ ลดลง โดยเฉพาะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ช่วยปกป้องกระดูกจะลดฮวบ ทำให้กระดูกสลายตัวเร็วขึ้น
สถิติการเกิดโรคและความเสี่ยงกระดูกหัก (Evidence Base Overview)
  • อายุ 50-60 ปี (ช่วงเริ่มหมดประจำเดือน)
• ภาวะ: มักพบภาวะ กระดูกบาง (Osteopenia) เป็นส่วนใหญ่
• ความเสี่ยง: กระดูกหักที่พบบ่อยคือ ข้อมือ (Colles' fracture) จากการล้มแล้วเอามือยันพื้น
  • อายุ 60-70 ปี
• ภาวะ: สัดส่วนของผู้เป็น โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) เริ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน
• ความเสี่ยง: เริ่มพบ กระดูกสันหลังยุบ (Vertebral fracture) ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ตัวเตี้ยลง หรือหลังค่อม (Kyphosis)
  • อายุ 75 ปีขึ้นไป
• ภาวะ: เป็นกลุ่มที่มีความชุกของโรคกระดูกพรุนสูงที่สุด
• ความเสี่ยง: กระดูกสะโพกหัก (Hip fracture) คือความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด (Major Fracture)
📈 ความสัมพันธ์ระหว่างค่า BMD และความเสี่ยง
ข้อมูลทางสถิติระบุว่า ค่า BMD ที่ลดลงทุกๆ 1 Standard Deviation (SD) จะเพิ่มความเสี่ยงต่อกระดูกหักประมาณ 1.5 ถึง 2.6 เท่า ดังนั้น ยิ่งค่า T-score ติดลบมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงยิ่งทวีคูณ
📊 การประเมินความเสี่ยงกระดูกหัก (Fracture Risk Assessment)
การดูแค่ค่า BMD อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แพทย์จึงมักใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงร่วมด้วย เพื่อทำนายโอกาสกระดูกหักในอีก 10 ปีข้างหน้า
1️⃣ FRAX® Tool (Fracture Risk Assessment Tool):
เครื่องมือมาตรฐานระดับโลกที่นำค่า BMD มารวมกับข้อมูลสุขภาพอื่นๆ เช่น
• อายุ, เพศ, น้ำหนัก, ส่วนสูง
• ประวัติกระดูกหักของพ่อแม่ (พันธุกรรม)
• การสูบบุหรี่และการดื่มสุรา
• การใช้ยาสเตียรอยด์
• โรคประจำตัว (เช่น รูมาตอยด์)
• ผลลัพธ์: จะออกมาเป็น % โอกาสที่จะเกิดกระดูกหักที่สำคัญ (Major osteoporotic fracture) และกระดูกสะโพกหัก ในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อช่วยตัดสินใจว่า "ควรเริ่มทานยาหรือไม่"
2️⃣ OSTA Score (สำหรับคนเอเชีย):
เป็นวิธีประเมินคัดกรองเบื้องต้นง่ายๆ โดยใช้แค่อายุและน้ำหนัก
• สูตร: (น้ำหนัก - อายุ) x 0.2
• หากค่าติดลบมาก แสดงว่ามีความเสี่ยงสูง ควรไปตรวจ DEXA Scan ยืนยัน
บทสรุป 🖊️
การตรวจ BMD ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นการวางแผนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว หากท่านหรือคนที่ท่านรักอยู่ในเกณฑ์ความเสี่ยง การเข้ารับการตรวจวินิจฉัยแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษา ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และเสริมสร้างกระดูก เพื่อป้องกันการแตกหักก่อนที่มันจะเกิดขึ้น
👩‍⚕️ใครบ้างที่ควรส่งตรวจ (Indications for BMD Testing)
แบ่งเป็นกลุ่มที่ต้องตรวจตามอายุ และกลุ่มที่มีความเสี่ยง
  • ตรวจตามเกณฑ์อายุ (Age-based Screening)
กลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงจากอายุ ให้ส่งตรวจได้เลยโดยไม่ต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงอื่น
• ผู้หญิง: อายุ > 65 ปี
• ผู้ชาย: อายุ > 70 ปี
  • ตรวจในอายุน้อยกว่าเกณฑ์ (Younger Postmenopausal Women & Men 50-69)
ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน (อายุน้อยกว่า 65 ปี) และผู้ชายอายุ 50-69 ปี ให้ส่งตรวจเมื่อมี Clinical Risk Factors อย่างน้อย 1 ข้อ ดังนี้
1. Low Body Mass Index: BMI < 21 หรือน้ำหนักตัวน้อยกว่า 51 kg
2. Parental History of Hip Fracture: บิดาหรือมารดามีประวัติกระดูกสะโพกหัก
3. Current Smoking: สูบบุหรี่ในปัจจุบัน
4. Alcohol Intake: ดื่มแอลกอฮอล์ > 3 units/day
  • กลุ่มที่มีข้อบ่งชี้จำเพาะ (Specific Medical Conditions)
• Fragility Fracture: ผู้ที่มีประวัติกระดูกหักจากภยันตรายต่ำ (Low trauma fracture) ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
• Glucocorticoid Use: ผู้ที่ได้รับยา Prednisolone >5 mg/day (หรือเทียบเท่า) ต่อเนื่องนาน > 3 เดือน
• High-Risk Medications: ได้รับยาที่ลดมวลกระดูก เช่น Aromatase inhibitors (ในมะเร็งเต้านม), Androgen deprivation therapy (ในมะเร็งต่อมลูกหมาก)
• Disease-Associated: ผู้ที่มีโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับ Bone loss เช่น Rheumatoid Arthritis, Hyperparathyroidism, Malabsorption syndrome , Chronic Liver/Kidney disease
👩‍⚕️ประโยชน์ทางคลินิกเพิ่มเติม
• FRAX Score Calculation: ค่า BMD ของ Femoral Neck สามารถนำไปใส่ในเครื่องมือประเมินความเสี่ยง FRAX Tool เพื่อคำนวณโอกาสเกิดกระดูกหักใน 10 ปีข้างหน้า (10-year probability of fracture) ซึ่งช่วยตัดสินใจในการเริ่มยาในกลุ่ม Osteopenia ได้แม่นยำขึ้น
• Monitoring: ใช้ติดตามผลการรักษา โดยทั่วไปจะตรวจซ้ำทุก 1-2 ปี เพื่อดู Trend ของมวลกระดูกว่าตอบสนองต่อยาหรือไม่ (ต้องระวังเรื่อง Least Significant Change - LSC ของเครื่องด้วย)
👩‍⚕️ข้อจำกัด (Limitations)
• Artifacts: ภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมที่มีหินปูนเกาะ (Osteophytes), เส้นเลือดแดงใหญ่มีหินปูน (Aortic calcification), หรือเคยผ่าตัดใส่เหล็ก จะทำให้ค่า BMD สูงเกินจริง (False high) ได้
• Contrast media: ไม่ควรตรวจภายใน 1-2 สัปดาห์หลังกลืนแป้งแบเรียม หรือฉีดสีทำ CT/MRI
👩‍⚕️ เมื่อไรใช้ค่า T-score vs Z-score
  • T-score (ใช้เป็นเกณฑ์วินิจฉัยหลัก)
เป็นการเปรียบเทียบค่ากระดูกของผู้ป่วยกับ "ค่าเฉลี่ยของคนหนุ่มสาวสุขภาพดี" (Peak Bone Mass) ใช้วินิจฉัยในหญิงวัยหมดประจำเดือน และชายอายุ \ge 50 ปี ตามเกณฑ์ WHO
  • Z-score
เป็นการเปรียบเทียบค่ากระดูกของผู้ป่วยกับ "คนที่มีอายุ เพศ และเชื้อชาติเดียวกัน"
• ใช้ใน: เด็ก, หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน (Pre-menopausal), และชายอายุ < 50 ปี
• การแปลผล: หากค่า Z-score น้อยกว่า -2.0 ถือว่า "ต่ำกว่าเกณฑ์ที่คาดหวังสำหรับอายุ" (Below expected range for age) ซึ่งควรหาสาเหตุทุติยภูมิ (Secondary causes) ของโรคกระดูกพรุน เช่น Hyperparathyroidism, Malabsorption หรือการใช้ยา Steroid
👩‍⚕️ รู้จักค่า LSC (Least Significant Change)
สิ่งสำคัญที่สุดในการแปลผลการตรวจซ้ำ คือ "ค่าที่เปลี่ยนไป เป็นการเปลี่ยนแปลงจริง หรือเป็น Error ของเครื่อง?"
• ค่า BMD ที่เปลี่ยนไป ต้องมากกว่าค่า LSC ของเครื่องนั้นๆ จึงจะถือว่า Statistically Significant
• โดยทั่วไป LSC ของ Lumbar Spine จะอยู่ที่ประมาณ 3-4% และ Total Hip ประมาณ 3-6% (ขึ้นกับแต่ละศูนย์)
• ตัวอย่าง: หากคนไข้รักษาแล้ว BMD เพิ่มขึ้น 1% อาจเป็นแค่ Measurement error ไม่ใช่ผลจากยาจริง (แต่ในทางคลินิก การที่ค่าไม่ลดลงเลยถือว่าประสบความสำเร็จในการรักษาแล้วครับ)
👩‍⚕️ ควรตรวจซ้ำบ่อยแค่ไหน (Frequency of BMD Testing)
ความถี่ในการตรวจขึ้นอยู่กับสถานะของผู้ป่วยว่าเป็นการ "Screening" หรือ "Monitoring Treatment"
1️⃣ กรณีเพื่อการคัดกรอง (Screening in Untreated Patients)
หากผลครั้งแรกปกติ หรือเป็นแค่ Osteopenia ความถี่ในการตรวจซ้ำจะขึ้นกับระดับ T-score เพื่อประเมินว่าเมื่อไหร่ที่ค่าจะลดลงไปถึงระดับ Osteoporosis
• T-score >-1.0 (Normal): ความเสี่ยงต่ำมาก อาจตรวจซ้ำทุก 3-5 ปี (หรือนานกว่านั้นในบาง Guideline เช่น 10-15 ปี หากไม่มีความเสี่ยงใหม่)
• T-score -1.0 ถึง -1.5: ตรวจซ้ำทุก 5 ปี
• T-score -1.5 ถึง -2.0: ตรวจซ้ำทุก 3-5 ปี
• T-score -2.0 ถึง -2.49: (ใกล้จะเป็น Osteoporosis): ควรตรวจถี่ขึ้น คือทุก 1-2 ปี
2️⃣ กรณีติดตามผลการรักษา (Monitoring on Treatment)
• Standard: แนะนำให้ตรวจ ทุก 1-2 ปี
• Rationale: กระดูกมี Bone Remodeling Cycle ที่ใช้เวลา การตรวจเร็วเกินไป (เช่น ทุก 6 เดือน) มักจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง และอาจสับสนจาก error ของเครื่อง
• Target: เป้าหมายคือดูว่าค่า BMD "คงที่" (Stable) หรือ "เพิ่มขึ้น" (Increase) หากค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อาจบ่งบอกถึง Poor compliance หรือ Secondary causes ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
  • การตรวจในผู้ใช้ Steroid
• ในกลุ่ม Glucocorticoid-induced osteoporosis อาจพิจารณาตรวจเร็วขึ้น คือ ภายใน 6 เดือน หลังเริ่มยา เพื่อประเมิน Early bone loss
3️⃣ เมื่อไหร่ควรหยุดตรวจ (Stopping Rule)
• ในผู้ป่วยที่ Low risk มากๆ และผลตรวจครั้งแรกเป็น Normal หรือ High Normal อาจไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำบ่อยๆ จนกว่าจะมี Clinical change
• ในผู้ป่วยที่หยุดยา (Drug Holiday ของ Bisphosphonates) อาจตรวจทุก 1-2 ปี เพื่อดูว่า Bone loss กลับมาเร็วแค่ไหน เพื่อพิจารณาเริ่มยากลับเข้าไปใหม่
🏥 แนวทางในการดูแลรักษา
แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนและกระดูกบางในปัจจุบัน ไม่ได้ดูเพียงค่า T-score อย่างเดียว แต่เน้นการประเมิน "ความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก" (Fracture Risk Stratification) เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมที่สุด
แนวทางตาม Thai Osteoporosis Foundation (TOPF) และแนวทางสากล (Endocrine Society / AACE) โดยแบ่งตามความรุนแรงของโรค
1️⃣ กลุ่มกระดูกปกติ (Normal BMD)
• Definition: T-score \ge -1.0
• Goal: Primary Prevention (ป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก)
• Management: Non-Pharmacological Only
  • Calcium: รับประทานให้เพียงพอ (รวมอาหารและยา) ประมาณ 800-1,000 mg/day
  • Vitamin D: เสริมให้ระดับ 25(OH)D > 30 ng/mL (ปกติแนะนำ Supplement 600-800 IU/day)
  • Exercise: Weight-bearing exercise และ Muscle strengthening
  • Lifestyle: งดบุหรี่, จำกัดแอลกอฮอล์
2️⃣ กลุ่มกระดูกบาง (Osteopenia)
• Definition: T-score ระหว่าง -1.0 ถึง -2.5
• Management: กลุ่มนี้มีความหลากหลาย ("Grey zone") ต้องตัดสินใจด้วยการประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติม
  • แนวทางการตัดสินใจเริ่มยา (Pharmacological Treatment Threshold)
จะเริ่มยาต้านกระดูกพรุนในกลุ่ม Osteopenia ก็ต่อเมื่อมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
1. History of Fragility Fracture: มีประวัติกระดูกสะโพกหรือกระดูกสันหลังหักจากภยันตรายต่ำ (ถือเป็น Clinical Osteoporosis แม้ BMD จะเป็นแค่ Osteopenia)
2. High FRAX Score: เมื่อคำนวณความเสี่ยงด้วย FRAX Tool (ใช้โมเดลของประเทศไทย) แล้วพบว่า
• ความเสี่ยงกระดูกสะโพกหักใน 10 ปี (10-year probability of Hip Fx) > 3%
• ความเสี่ยงกระดูกหักรวมใน 10 ปี (Major Osteoporotic Fx) > 20%
หากไม่มีความเสี่ยงตามข้อ 1 หรือ 2 ให้ดูแลเหมือนกลุ่ม Normal BMD และติดตาม DXA ทุก 2-5 ปี
3️⃣ กลุ่มกระดูกพรุน (Osteoporosis)
• Definition: T-score น้ ยกว่า -2.5 หรือมี Fragility Fracture
• Management: Pharmacological Treatment เป็นสิ่งจำเป็น ร่วมกับการปรับ Lifestyle
ปัจจุบันแนวทางใหม่แบ่งผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่มตามระดับความเสี่ยง เพื่อเลือกยา (Risk Stratification)
  • High Risk (ความเสี่ยงสูงทั่วไป)
• ลักษณะ: ไม่มีประวัติกระดูกหักมาก่อน หรือ T-score ไม่ได้ต่ำมาก (เช่น -2.5 ถึง -3.0)
• First-line Drug: นิยมเริ่มด้วย Antiresorptive Agents (ยาต้านการสลายกระดูก)
Bisphosphonates (BP) 💊
• Oral: Alendronate 70 mg/wk, Risedronate 35 mg/wk (ราคาถูก เข้าถึงง่าย เป็น first line ใน รพ.รัฐ ส่วนใหญ่)
• IV: Zoledronic acid 5 mg ปีละ 1 ครั้ง (Compliance ดีกว่า, ลด GI side effect)
• Note: ต้องระวังเรื่อง Renal function (GFR > 30-35) และประเมินสุขภาพช่องปากก่อนเริ่มยา
Denosumab (RANKL inhibitor) 💉
• ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง 60 mg ทุก 6 เดือน
• ข้อดี: ใช้ในผู้ป่วยโรคไตได้ (CKD stage 4-5 แต่ต้องระวัง Hypocalcemia) และเพิ่ม BMD ได้ต่อเนื่องกว่า BP
• ข้อควรระวัง: ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด เพราะจะมี Rebound phenomenon ทำให้มวลกระดูกลดฮวบและเสี่ยงกระดูกสันหลังหักหลายข้อ (Multiple vertebral compression fx)
  • Very High Risk (ความเสี่ยงสูงมาก / Imminent Risk)
• มีกระดูกหักหลายตำแหน่ง หรือหักซ้ำขณะได้รับยา (Treatment failure)
• T-score ต่ำมาก (เช่น < -3.0 หรือ -3.5)
• มีประวัติหกล้มบ่อย หรือ Frailty สูง
Recommended Strategy: พิจารณาใช้ Anabolic Agents (ยากระตุ้นการสร้างกระดูก) นำมาก่อน (Anabolic first) เพื่อเพิ่ม Bone mass อย่างรวดเร็ว แล้วค่อยตามด้วย Antiresorptive เพื่อ maintain
Teriparatide (PTH analog) 💉
• ฉีดเข้าใต้ผิวหนังทุกวัน นาน 18-24 เดือน
• เด่นเรื่องลดความเสี่ยงกระดูกสันหลังหัก
Romosozumab (Anti-sclerostin antibody): Novel Tx 💉
• ฉีดเดือนละครั้ง นาน 12 เดือน
• Dual effect: กระตุ้นการสร้างกระดูกใหม่ และ ยับยั้งการสลายกระดูกพร้อมกัน (Bone builder + Antiresorptive)
• เพิ่ม BMD ได้มากที่สุดในปัจจุบัน แต่ราคาสูง และมี Cardiovascular safety warning (เลี่ยงในผู้ที่มีประวัติ MI/Stroke ใน 1 ปี)
🏡 การดูแลพื้นฐาน (Supportive Care) ที่ต้องให้ทุกคน
ไม่ว่าจะได้รับยาตัวไหน ต้องให้ Calcium & Vitamin D เสมอ
Calcium Supplement 💊
• Calcium Carbonate: ต้องกินหลังอาหารทันที (ต้องการกรดในการดูดซึม) ระวังท้องผูก/ท้องอืด
• Calcium Citrate/L-Threonate: ดูดซึมได้โดยไม่อาศัยกรด (กินตอนท้องว่างได้) เหมาะกับผู้ที่กิน PPIs หรือผู้สูงอายุที่มี Achlorhydria
Vitamin D 💊
• ขาดไม่ได้ เพราะถ้าระดับ Vit D ต่ำ จะเกิด Secondary Hyperparathyroidism ทำให้ยา Bisphosphonates ออกฤทธิ์ได้ไม่ดีและเสี่ยง Hypocalcemia

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา