19 ก.ค. 2025 เวลา 05:02 • สุขภาพ

ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง (Colorectal Cancer) เป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยในคนไทยและทั่วโลก แต่ข่าวดีก็คือ มะเร็งชนิดนี้เป็นมะเร็งที่ ป้องกันได้ และ รักษาให้หายขาดได้หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น กุญแจสำคัญที่ทำให้เราได้เปรียบในการต่อสู้กับโรคนี้ คือ "การตรวจคัดกรอง"
บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่คืออะไร มีวิธีไหนบ้าง และใครที่ควรได้รับการตรวจ เพื่อให้คุณสามารถวางแผนดูแลสุขภาพของตัวเองและคนที่คุณรักได้อย่างเหมาะสม
🧑‍⚕️ การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีวิธีหลักๆ อะไรบ้าง?
การตรวจคัดกรองมีเป้าหมายเพื่อค้นหาโรคตั้งแต่ยังไม่มีอาการ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
กลุ่มที่ 1: การตรวจจากอุจจาระ (Stool-Based Tests)
เป็นการตรวจที่ไม่ต้องเตรียมตัวซับซ้อน สามารถเก็บตัวอย่างได้เองที่บ้าน เหมาะสำหรับการคัดกรองในประชากรจำนวนมาก
  • Fecal Immunochemical Test (FIT) หรือ Fecal Occult Blood Test (FOBT): เป็นวิธีที่นิยมที่สุดในปัจจุบัน โดยเป็นการตรวจหา "เลือดแฝง" ในอุจจาระ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของติ่งเนื้อขนาดใหญ่หรือมะเร็งในระยะเริ่มต้นได้ วิธี FIT มีความจำเพาะสูงกว่าและไม่ต้องงดอาหารบางชนิดก่อนตรวจเหมือนวิธี FOBT แบบดั้งเดิม (Guaiac-based FOBT)
กลุ่มที่ 2: การตรวจโดยตรงที่ลำไส้ (Visual/Structural Exams)
เป็นการตรวจที่สามารถมองเห็นภาพภายในลำไส้ได้โดยตรง ทำให้สามารถตรวจหาและตัดติ่งเนื้อที่ผิดปกติออกไปได้พร้อมกัน
  • การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy): ถือเป็น "มาตรฐานทองคำ" (Gold Standard) ของการคัดกรอง เพราะสามารถมองเห็นเยื่อบุลำไส้ใหญ่ได้ทั้งหมดตลอดความยาว และหากแพทย์พบ "ติ่งเนื้อ" (Polyp) ซึ่งอาจพัฒนากลายเป็นมะเร็งได้ในอนาคต ก็จะสามารถใช้เครื่องมือตัดติ่งเนื้อนั้นออกมาได้ทันที เป็นทั้งการ "วินิจฉัย" และ "ป้องกัน" ในหัตถการเดียว
  • การตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Colonography หรือ Virtual Colonoscopy): เป็นการใช้เครื่อง CT scan สร้างภาพ 3 มิติของลำไส้ใหญ่ขึ้นมา ข้อดีคือไม่ต้องใส่กล้องเข้าไปในร่างกาย แต่ยังคงต้องเตรียมลำไส้ให้สะอาดเหมือนการส่องกล้อง และหากตรวจพบความผิดปกติ ผู้ป่วยยังคงต้องไปรับการส่องกล้องเพื่อยืนยันและตัดชิ้นเนื้ออยู่ดี
👩‍⚕️ ใครควรได้รับการตรวจคัดกรอง และควรเริ่มเมื่อไหร่?
เกณฑ์การตรวจคัดกรองจะแบ่งตามระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
🏷️ กลุ่มเสี่ยงทั่วไป (Average Risk): คือผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวในกลุ่มเสี่ยงสูง
  • คำแนะนำในปัจจุบันคือ ควรเริ่มตรวจคัดกรองเมื่ออายุ 45 ปี
  • ในอดีตเคยแนะนำที่อายุ 50 ปี แต่เนื่องจากพบผู้ป่วยในวัยหนุ่มสาวมากขึ้น แนวทางปฏิบัติสากลส่วนใหญ่จึงปรับลดอายุเริ่มต้นลงมา
🏷️ กลุ่มเสี่ยงสูง (Increased/High Risk): คือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง ซึ่งควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจที่เหมาะสม อาจต้องเริ่มตรวจเร็วกว่าอายุ 45 ปี และตรวจบ่อยกว่าคนทั่วไป ปัจจัยเสี่ยงสูงได้แก่
  • มีประวัติ บิดา มารดา พี่น้อง หรือบุตร เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือตรวจพบติ่งเนื้อชนิด Adenoma
  • มีประวัติเคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือเคยตรวจพบติ่งเนื้อ
  • เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease - IBD) เช่น Ulcerative colitis หรือ Crohn's disease
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ เช่น Lynch Syndrome หรือ Familial Adenomatous Polyposis (FAP)
👨‍⚕️ โดยทั่วไปแล้วควรตรวจบ่อยแค่ไหน?
ความถี่ในการตรวจขึ้นอยู่กับวิธีที่เลือกและความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
สำหรับ กลุ่มเสี่ยงทั่วไป
1. ตรวจอุจจาระ (FIT/FOBT) 🩸
  • ตรวจทุก 1 ปี
  • หากผลเป็นบวก (พบเลือดแฝง) จำเป็นต้องได้รับการส่องกล้อง (Colonoscopy) เพื่อตรวจยืนยัน
2. ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) 🔍
  • ตรวจทุก 10 ปี หากผลตรวจครั้งแรกปกติและไม่มีความเสี่ยงอื่นเพิ่มเติม
3. CT Colonography
  • ตรวจทุก 5 ปี หากผลตรวจพบความผิดปกติ ต้องไปส่องกล้องเพื่อยืนยัน
สิ่งสำคัญ: การตรวจคัดกรองที่ดีที่สุด คือ "การตรวจที่คุณยอมรับและทำมันจริงๆ" ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมกับคุณที่สุด
📊 ทำไมจึงกำหนดเกณฑ์อายุและความถี่เช่นนั้น?
เหตุผลเบื้องหลังคำแนะนำเหล่านี้ตั้งอยู่บนความเข้าใจในธรรมชาติของโรค หรือที่เรียกว่า "กลไกการเกิดโรค" (Pathophysiology)
1. การเติบโตที่เชื่องช้า (Adenoma-Carcinoma Sequence): มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ค่อยๆ พัฒนามาจาก "ติ่งเนื้อ" (Polyp) ชนิดที่เรียกว่า Adenoma ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงจากติ่งเนื้อขนาดเล็กไปเป็นมะเร็งนั้น ใช้เวลายาวนานหลายปี (เฉลี่ยประมาณ 5-10 ปี)
2. ช่วงเวลาแห่งการป้องกัน (Window of Opportunity): ช่วงเวลา 5-10 ปีนี้เองคือ "หน้าต่าง" ที่เปิดโอกาสให้เราตรวจหาและกำจัดติ่งเนื้อออกไปได้ ก่อนที่มันจะกลายเป็นมะเร็ง การกำหนดให้เริ่มตรวจที่อายุ 45 ปี ก็เพื่อที่จะเข้าไปตรวจหาติ่งเนื้อเหล่านี้ในประชากรกลุ่มเสี่ยงทั่วไปได้ทันท่วงที
3. ความไวของแต่ละวิธี (Test Sensitivity & Rationale for Interval
  • Colonoscopy: มีความไวสูงมากในการตรวจหาทั้งติ่งเนื้อและมะเร็ง หากการส่องกล้องครั้งแรกไม่พบความผิดปกติใดๆ โอกาสที่จะเกิดติ่งเนื้อที่สำคัญและพัฒนาไปเป็นมะเร็งภายใน 10 ปีข้างหน้าในคนความเสี่ยงปกตินั้นต่ำมาก จึงเป็นที่มาของคำแนะนำให้ตรวจซ้ำทุก 10 ปี
  • FIT/FOBT: ตรวจหาเลือดแฝง ซึ่งติ่งเนื้อขนาดใหญ่หรือมะเร็งมักจะมีเลือดออกปะปนมากับอุจจาระ แต่เลือดอาจไม่ได้ออกทุกวัน การตรวจทุกปีจึงเพิ่มโอกาสในการตรวจพบความผิดปกติได้มากขึ้น
4. ด้วยหลักการดังกล่าว จะสามารถครอบคลุมมะเร็งที่เติบโตผ่านทางขั้นตอนที่พบบ่อยประมาณ 90-95% (Adenoma-Carcinoma Sequence) ได้
สรุป: การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการป้องกันโรคนี้ การเริ่มต้นพูดคุยกับแพทย์เมื่ออายุเข้าเกณฑ์ 45-50 ปี คือก้าวแรกที่สำคัญในการดูแลสุขภาพลำไส้ของคุณในระยะยาว
#Colonoscope
#Colorectal cancer
อ่านบน FB ได้ที่นี่

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา