Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Doctor Near you (หมอใกล้คุณ)
•
ติดตาม
23 ก.ค. 2025 เวลา 08:18 • สุขภาพ
การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ขนาดรังสีต่ำ (Low-Dose CT Scan)
มะเร็งปอดเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทยและทั่วโลก ที่น่ากังวลคือในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากตรวจพบเมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามแล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับผู้มีความเสี่ยง ที่เรียกว่า การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ปริมาณรังสีต่ำ (Low-Dose Computed Tomography หรือ LDCT) ซึ่งช่วยให้ตรวจพบมะเร็งปอดได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้
บทความนี้จะเจาะลึกทุกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการตรวจ LDCT เพื่อให้คุณเข้าใจและประเมินความจำเป็นในการตรวจสำหรับตัวคุณเองหรือคนที่คุณรัก
🩻 การตรวจ LDCT คืออะไร และดีกว่าการเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) ทั่วไปอย่างไร?
🧑⚕️ LDCT คืออะไร? การตรวจ LDCT คือการใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ถ่ายภาพปอดในลักษณะสามมิติที่มีความละเอียดสูง แต่ใช้ปริมาณรังสีที่ต่ำกว่าการตรวจ CT scan แบบมาตรฐานเพื่อการวินิจฉัยโรคอย่างมาก (น้อยกว่าถึง 75-90%) ทำให้มีความปลอดภัยสูงพอที่จะใช้ในการตรวจคัดกรองในประชากรกลุ่มเสี่ยงเป็นประจำทุกปี
--- ข้อเปรียบเทียบ Chest X-ray และ LDCT
■
ลักษณะภาพ
CXR : ภาพ 2 มิติ ทำให้เกิดเงาของอวัยวะซ้อนทับกัน (เช่น หัวใจ, กระดูกซี่โครง) ซึ่งอาจบดบังรอยโรคขนาดเล็ก
LDCT : ภาพ 3 มิติแบบตัดขวาง (Cross-sectional) ทำให้เห็นรายละเอียดของเนื้อปอดชัดเจน ลดปัญหาเงาซ้อนทับ
■
ความไวในการตรวจจับ
CXR : สามารถตรวจพบก้อนที่มีขนาดใหญ่พอสมควร (โดยทั่วไป > 1-2 cm.)
LDCT : ความไวสูงกว่ามาก สามารถตรวจพบก้อนขนาดเล็กระดับมิลลิเมตร (Nodule)
■
ความแม่นยำ
CXR : โอกาสพลาดรอยโรคในระยะเริ่มต้นสูง
LDCT : สามารถระบุตำแหน่ง ขนาด และลักษณะของก้อนได้แม่นยำกว่า นำไปสู่การวินิจฉัยที่รวดเร็วขึ้น
■
ปริมาณรังสี
CXR : ต่ำมาก
LDCT : ต่ำ (สูงกว่า Chest X-ray แต่ต่ำกว่า Diagnostic CT)
🔵 ลักษณะก้อนที่พบ แบบไหนมีแนวโน้มปกติ vs เนื้อร้าย?
เมื่อตรวจ LDCT แล้วพบ "ก้อน" (Nodule) ในปอด ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งเสมอไป ในความเป็นจริงก้อนส่วนใหญ่ที่พบไม่ใช่เนื้อร้าย แพทย์รังสีวิทยาจะประเมินจากหลายปัจจัยเพื่อจำแนกความเสี่ยง ดังนี้
✅ ลักษณะที่บ่งชี้ว่า "ไม่น่าใช่มะเร็ง" (Benign Features)
●
ขนาด (Size): มีขนาดเล็กมาก (โดยทั่วไป < 5-6 มิลลิเมตร)
●
ขอบ (Margin): ขอบเรียบ (Smooth) และกลม (Round)
●
ลักษณะเนื้อ (Characteristic)
- มีหินปูนเกาะในรูปแบบที่ไม่น่ากังวล (Benign calcification) เช่น เกาะตรงกลาง, เกาะกระจายทั้งหมด, หรือลักษณะคล้ายข้าวโพดคั่ว (Popcorn-like)
- เป็นก้อนไขมัน (Fat-containing)
●
การเปลี่ยนแปลง (Change over time): ขนาดคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อติดตามผลใน 2 ปี
⚠️ ลักษณะที่ "น่าสงสัย" อาจเป็นมะเร็ง (Suspicious/Malignant Features)
●
ขนาด (Size): มีขนาดใหญ่ (โดยเฉพาะ > 8-10 มิลลิเมตร) และมีแนวโน้มโตขึ้นเมื่อติดตามผล
●
ขอบ (Margin): ขอบไม่เรียบ มีแฉกคล้ายหนาม (Spiculated) หรือเป็นพู (Lobulated)
●
ลักษณะเนื้อ (Characteristic)
- เป็นลักษณะฝ้าจางๆ (Ground-glass opacity หรือ GGO) โดยเฉพาะชนิดที่มีส่วนทึบอยู่ข้างใน (Part-solid nodule) ถือว่ามีความเสี่ยงสูง
- ก้อนทึบ (Solid nodule) ที่มีลักษณะน่าสงสัยอื่นๆ ร่วมด้วย
●
ตำแหน่ง (Location): มักพบบ่อยที่ปอดส่วนบน (Upper lobes)
👨⚕️ สิ่งสำคัญ: การแปลผลต้องทำโดยรังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และมักใช้ระบบการรายงานที่เป็นมาตรฐาน เช่น Lung-RADS® เพื่อประเมินความเสี่ยงและให้คำแนะนำในการติดตามผลที่เหมาะสม
📊 ผลการตรวจคัดกรองในประชากรกลุ่มต่างๆ มีโอกาสเจออะไรบ้าง?
ข้อมูลทางสถิติส่วนใหญ่มาจากการศึกษาในกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูง (เช่น ผู้สูบบุหรี่จัด) ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของการคัดกรอง
📈 ในกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูง (เช่น ผู้สูบบุหรี่ตามเกณฑ์) ที่เข้ารับการตรวจ LDCT Screening :
●
~75% ผลตรวจปกติ (Negative): ไม่พบก้อนที่น่าสงสัย แนะนำให้ตรวจคัดกรองซ้ำในอีก 1 ปี
●
~24% ผลตรวจผิดปกติ แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง (Positive, False Positive)
- พบก้อนขนาดเล็กหรือลักษณะไม่น่ากังวล อาจเป็นแผลเป็นเก่าจากการติดเชื้อในอดีต หรือเนื้องอกชนิดที่ไม่ใช่มะเร็ง
- กลุ่มนี้อาจได้รับคำแนะนำให้ติดตามผลด้วย LDCT ซ้ำในระยะเวลาสั้นลง (เช่น 3-6 เดือน) เพื่อดูการเปลี่ยนแปลง
- กว่า 95% ของผลตรวจที่ "ผิดปกติ" นี้ สุดท้ายแล้วไม่ใช่มะเร็ง แต่การติดตามเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความปลอดภัย
●
~1% ผลตรวจเป็นมะเร็งปอด (True Positive)
- พบก้อนที่น่าสงสัยสูง และได้รับการยืนยันว่าเป็นมะเร็งปอดในที่สุด
- ที่สำคัญคือ ส่วนใหญ่ของผู้ที่ตรวจพบมะเร็งผ่านการคัดกรอง จะตรวจพบในระยะที่ 1 (Stage I) ซึ่งมีโอกาสรักษาหายขาดสูงมาก
📉 ในกลุ่มประชากรทั่วไป (ความเสี่ยงต่ำ, ไม่สูบบุหรี่): ปัจจุบัน ไม่มีคำแนะนำให้ตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วย LDCT ในคนทั่วไปที่ไม่มีความเสี่ยง เนื่องจาก
●
โอกาสที่จะเป็นมะเร็งปอดต่ำมาก (Low incidence)
●
โอกาสเกิดผลบวกลวง (False Positive) ยังคงมีอยู่ ซึ่งจะนำไปสู่ความวิตกกังวล การตรวจเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น และการได้รับรังสีโดยไม่คุ้มค่ากับประโยชน์ที่จะได้รับ
●
ดังนั้น การตรวจในกลุ่มนี้จึงอาจมี "โทษ" มากกว่า "ประโยชน์"
📝 คำแนะนำปัจจุบัน: ใครบ้างที่ควรตรวจ และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์คืออะไร?
คำแนะนำในการคัดกรองมะเร็งปอดมีการปรับปรุงอยู่เสมอ โดยอ้างอิงจากหลักฐานการศึกษาวิจัยขนาดใหญ่ ที่โดดเด่นที่สุดคือ National Lung Screening Trial (NLST) ในสหรัฐอเมริกา และ NELSON trial ในยุโรป
📢 ผู้ที่ควรได้รับการตรวจคัดกรอง LDCT ประจำปี (ตามคำแนะนำของ U.S. Preventive Services Task Force, 2021)
1.
อายุระหว่าง 50-80 ปี
2.
มีประวัติการสูบบุหรี่หนัก คือตั้งแต่ 20 pack-years ขึ้นไป
3.
ยังคงสูบบุหรี่อยู่ หรือหยุดสูบมาแล้วไม่เกิน 15 ปี
ที่มาของข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based)
●
Incidence: มะเร็งปอดมีอุบัติการณ์สูงขึ้นอย่างชัดเจนในกลุ่มผู้สูบบุหรี่จัด โดยความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามจำนวน pack-years การคัดกรองจึงมุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุดนี้
●
การลดอัตราการเสียชีวิต (Mortality Reduction)
- การศึกษา NLST (ตีพิมพ์ปี 2011) ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 53,000 คน พบว่าการคัดกรองด้วย LDCT ประจำปีในกลุ่มเสี่ยงสูง สามารถ ลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดได้ประมาณ 20% เมื่อเทียบกับการคัดกรองด้วย Chest X-ray
- การศึกษา NELSON (ตีพิมพ์ปี 2020) ยืนยันผลลัพธ์ไปในทิศทางเดียวกัน โดยพบว่า ลดอัตราการเสียชีวิตได้ถึง 24% ในผู้ชาย และสูงถึง 33% ในผู้หญิง
●
การลดความเจ็บป่วย (Morbidity Reduction)
- การตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มต้น (Stage I/II) ทำให้การรักษาง่ายกว่ามาก ผู้ป่วยอาจเข้ารับการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว (มักเป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็ก) โดยไม่จำเป็นต้องได้รับเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี
- ซึ่งหมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ผลข้างเคียงจากการรักษาน้อยกว่า และอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีสูงกว่า 80-90% เทียบกับไม่ถึง 10% หากตรวจพบในระยะที่ 4
🔎 มาลองเจาะลึก ในรายละเอียดกัน
1️⃣ การศึกษา National Lung Screening Trial (NLST) - สหรัฐอเมริกา
การศึกษานี้เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ตรวจด้วย LDCT กับกลุ่มที่ตรวจด้วย Chest X-ray (CXR)
●
จำนวนผู้เข้าร่วม: ~53,454 คน
●
กลุ่มเป้าหมาย: อายุ 55-74 ปี, ประวัติสูบบุหรี่ ≥30 pack-years, และยังสูบอยู่หรือหยุดไม่เกิน 15 ปี
ผลลัพธ์ด้านอุบัติการณ์ (Incidence) และความชุก (Prevalence) 📊
●
Prevalence ของ Lung Cancer ในการตรวจรอบแรก (T0):
- กลุ่ม LDCT ตรวจพบมะเร็งปอด 270 ราย จากผู้เข้าร่วม 26,722 คน (คิดเป็นประมาณ 1.0%)
- กลุ่ม CXR ตรวจพบมะเร็งปอด 74 ราย จากผู้เข้าร่วม 26,732 คน (คิดเป็นประมาณ 0.3%)
- จะเห็นว่า LDCT สามารถตรวจพบมะเร็งที่มีอยู่แล้ว (Prevalent cancer) ในการตรวจครั้งแรกได้มากกว่า CXR อย่างชัดเจน
●
Incidence ของ Lung Cancer ในการตรวจติดตาม (T1 และ T2)
เมื่อติดตามผลไปตลอดระยะเวลาการศึกษา (Median follow-up 6.5 ปี) พบว่า
✓
กลุ่ม LDCT มีการวินิจฉัยมะเร็งปอดทั้งหมด 1,060 ราย
✓
กลุ่ม CXR มีการวินิจฉัยมะเร็งปอดทั้งหมด 941 ราย
อัตราอุบัติการณ์ (Incidence Rate)
✓
กลุ่ม LDCT: 645 รายต่อ 100,000 person-years
✓
กลุ่ม CXR: 572 รายต่อ 100,000 person-years
ข้อสังเกต: ตัวเลข Incidence ในกลุ่ม LDCT สูงกว่าเล็กน้อย ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการตรวจจับมะเร็งได้ดีกว่า (Higher sensitivity) และอาจรวมถึงภาวะ Overdiagnosis (การตรวจพบมะเร็งที่อาจไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต) ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา แต่ประโยชน์ในการลดอัตราตายนั้นมีมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
Positive predictive value (PPV) ของการตรวจ
✓
ค่า PPV ของผลตรวจที่เป็นบวกในการตรวจรอบแรกของ LDCT อยู่ที่ 2.6% ซึ่งหมายความว่าในทุกๆ 100 คนที่ผลตรวจรอบแรกเป็นบวก (ต้องตรวจเพิ่มเติม) จะมีประมาณ 2-3 คนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดจริงๆ
2️⃣ การศึกษา NELSON Trial - เนเธอร์แลนด์และเบลเยียม
การศึกษานี้เปรียบเทียบกลุ่มที่ตรวจด้วย LDCT กับกลุ่มควบคุม (ไม่ได้รับการคัดกรอง) และใช้เกณฑ์การจัดการก้อนในปอดจากปริมาตร (Volumetry) ซึ่งต่างจาก NLST ที่ใช้เส้นผ่านศูนย์กลาง
●
จำนวนผู้เข้าร่วม: ~15,792 คน (ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย)
●
กลุ่มเป้าหมาย: อายุ 50-74 ปี, ประวัติสูบบุหรี่ >15 มวน/วัน นาน >25 ปี หรือ >10 มวน/วัน นาน >30 ปี, และยังสูบอยู่หรือหยุดไม่เกิน 10 ปี
ผลลัพธ์ด้านอุบัติการณ์ (Incidence) และความชุก (Prevalence) 📊
●
Prevalence ของ Lung Cancer ในการตรวจรอบแรก (Baseline round)
- ในกลุ่ม LDCT พบผู้ที่ต้องสงสัยและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดในที่สุด 69 ราย จากผู้เข้าร่วม 7,557 คน (คิดเป็นประมาณ 0.9%)
●
Incidence ของ Lung Cancer ตลอดการศึกษา
เมื่อสิ้นสุดการติดตามผล 10 ปี
✓
กลุ่ม LDCT มีผู้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอด 593 ราย
✓
กลุ่มควบคุม (Control group) มีผู้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอด 570 ราย
Cumulative Incidence ที่ 10 ปี
✓
กลุ่ม LDCT: 5.58 รายต่อ 1,000 person-years
✓
กลุ่มควบคุม: 4.91 รายต่อ 1,000 person-years
Referral Rate (อัตราการส่งตรวจเพิ่มเติม)
✓
NELSON มีอัตราการส่งตรวจเพิ่มเติม (Referral rate) ที่ต่ำกว่า NLST มาก โดยเฉพาะในการตรวจรอบหลังๆ เนื่องจากใช้เกณฑ์ด้านปริมาตรและการวัดอัตราการโตของก้อนที่แม่นยำกว่า
✓
รอบแรก (Baseline): 2.1%
✓
รอบที่สองเป็นต้นไป (Incidence rounds): 0.8% - 1.5%
✓
สิ่งนี้ช่วยลดปัญหาผลบวกลวง (False Positives) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
📝 สรุปประเด็นสำคัญทางสถิติ
■
Prevalence: ในกลุ่มเสี่ยงสูงที่ยังไม่เคยตรวจคัดกรองมาก่อน มีความชุกของมะเร็งปอดที่ตรวจพบได้ในการตรวจครั้งแรกด้วย LDCT อยู่ที่ประมาณ 0.9-1.0%
■
Incidence: อัตราการเกิดมะเร็งปอดรายใหม่ในกลุ่มเสี่ยงสูงนี้อยู่ที่ประมาณ 500-650 รายต่อ 100,000 person-years (~0.5% per year)
■
Stage at Diagnosis: จุดที่สำคัญที่สุดคือ ทั้งสองการศึกษาแสดงให้เห็นว่ากลุ่มที่คัดกรองด้วย LDCT ตรวจพบมะเร็งใน ระยะที่ 1 (Stage I) ในสัดส่วนที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (ประมาณ 50-70% ของเคสที่ตรวจพบ) เทียบกับกลุ่มควบคุมหรือกลุ่มที่ใช้ CXR ซึ่งมักตรวจพบในระยะลุกลามแล้ว (Stage III/IV)
■
False Positive Rate: แม้ LDCT จะมีอัตราผลบวกลวงที่ต้องพิจารณา (NLST มี Positive Screen Rate สูงถึง ~24% ในรอบแรก) แต่การใช้เกณฑ์ที่รัดกุมขึ้นอย่างใน NELSON (ใช้ Volumetry) สามารถลดปัญหานี้ลงได้มาก โดยยังคงประสิทธิภาพในการลดอัตราตายไว้ได้
ตัวเลขเหล่านี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่หนักแน่น ซึ่งสนับสนุนว่าการคัดกรองด้วย LDCT ในประชากรกลุ่มเสี่ยงสูงที่คัดเลือกมาอย่างเหมาะสมนั้น มีประโยชน์ในการตรวจหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างชัดเจน
🙋 ทำไม Incidence 0.5% - 1.0% ต่อปี จึง "สูงพอ" ที่จะแนะนำให้คัดกรอง?
1. Magnitude of Benefit (ขนาดของประโยชน์ที่ได้รับ): การลดอัตราตายที่ชัดเจน
●
หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนเคสที่ตรวจพบเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "การป้องกันการเสียชีวิต"
●
การศึกษา NLST และ NELSON แสดงให้เห็นการลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดได้ถึง 20-24% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับมาตรการป้องกันโรคในระดับประชากร
●
แม้ 1% จะดูเหมือนน้อย แต่เมื่อเทียบกับจำนวนผู้มีความเสี่ยงสูงทั้งหมด (หลายล้านคนทั่วโลก) การลดอัตราตายได้ 1 ใน 5 หมายถึงการช่วยชีวิตคนได้เป็นจำนวนมหาศาล
2. The Power of "Stage Shift" (การเปลี่ยนแปลงระยะของโรคที่ตรวจพบ)
●
นี่คือกลไกหลักที่ทำให้การคัดกรองได้ผล ประโยชน์ไม่ได้มาจากการ "หาเจอ" เท่านั้น แต่มาจากการ "หาเจอเร็ว"
●
Without Screening: ผู้ป่วยมะเร็งปอดส่วนใหญ่ (เกิน 50%) ถูกวินิจฉัยในระยะที่ 4 (Stage IV) ซึ่งอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ต่ำกว่า 10%
●
With LDCT Screening: สัดส่วนของผู้ป่วยที่ตรวจพบจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยประมาณ 50-70% จะถูกวินิจฉัยในระยะที่ 1 (Stage I) ซึ่งมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีสูงถึง ~90%
●
ดังนั้น แม้จะเจอเคสเพียง 1 ใน 100 คนต่อปี แต่เคสนั้นมีโอกาสสูงมากที่จะเปลี่ยนจาก "ผู้ป่วยระยะสุดท้าย" เป็น "ผู้ที่รักษาหายขาดได้"
3. เปรียบเทียบกับอุบัติการณ์ของมะเร็งชนิดอื่นที่มีการคัดกรอง
หากเราดูอุบัติการณ์ของมะเร็งชนิดอื่นในประชากรที่เริ่มคัดกรอง จะเห็นภาพชัดขึ้น
■
มะเร็งเต้านม: ในผู้หญิงอายุ 50-54 ปี มีอุบัติการณ์ประมาณ 200-250 รายต่อ 100,000 คน/ปี (หรือ ~0.2-0.25% ต่อปี)
■
มะเร็งลำไส้ใหญ่: ในประชากรอายุ 50-54 ปี มีอุบัติการณ์ประมาณ 35-40 รายต่อ 100,000 คน/ปี (หรือ ~0.04% ต่อปี)
■
จะเห็นได้ว่าอุบัติการณ์ของมะเร็งปอดในกลุ่มเสี่ยงสูง (ประมาณ 500-650 รายต่อ 100,000 คน/ปี หรือ 0.5-0.65% ต่อปี) นั้น สูงกว่า อุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ในกลุ่มอายุเริ่มต้นที่แนะนำให้คัดกรองอย่างมีนัยสำคัญ
■
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการคัดกรองมะเร็งปอดจึงต้อง "มุ่งเป้า" (Targeted screening) ไปที่กลุ่มเสี่ยงสูงโดยเฉพาะ เพราะเป็นกลุ่มที่มี "Yield" หรือผลตอบแทนในการตรวจพบโรคที่สูงพอ
4. ความคุ้มค่า (Cost-Effectiveness)
●
การรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลาม (ด้วย Immunotherapy, Targeted therapy) มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก
●
หลายการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขได้ข้อสรุปว่า การลงทุนในการคัดกรอง LDCT ในกลุ่มเสี่ยงสูง มีความคุ้มค่า (Acceptable cost per QALY-gained) เพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคระยะท้าย และเพิ่มปีสุขภาวะที่ดีให้กับผู้ป่วย
📈 ภาพรวมทางระบาดวิทยาและแนวโน้ม
การระบุตัวเลข "อุบัติการณ์ (Incidence Rate)" ที่ชัดเจนแบบ X รายต่อ 100,000 คนต่อปี สำหรับกลุ่มประชากรที่จำเพาะเจาะจง (Young, Non-smoker) ทั่วทั้งทวีปเอเชียนั้นทำได้ยากมาก เนื่องจากข้อมูลจากทะเบียนมะเร็ง (Cancer Registry) ของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีอยู่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ
1. สัดส่วนที่สูงผิดปกติ (Disproportionately High Proportion)
●
ข้อมูลที่ชัดเจนที่สุดไม่ใช่ตัวเลขอุบัติการณ์ แต่เป็น "สัดส่วน" ของผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ไม่เคยสูบบุหรี่ (Lung Cancer in Never Smokers - LCINS) ซึ่งสูงกว่าประชากรชาวตะวันตกอย่างมาก
●
ในเอเชียตะวันออก (East Asia) ผู้ป่วยมะเร็งปอดประมาณ 30-40% เป็นผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่
●
หากจำเพาะเจาะจงใน ผู้หญิงเอเชีย ที่เป็นมะเร็งปอด สัดส่วนของผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่จะสูงถึง >50% และในบางประเทศอาจสูงถึง 80% ซึ่งแตกต่างจากฝั่งตะวันตกที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่
2. แนวโน้มที่เพิ่มขึ้น (Increasing Trend)
●
มีรายงานอย่างต่อเนื่องว่าสัดส่วนของมะเร็งปอดในกลุ่มผู้ไม่สูบบุหรี่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
●
ส่วนหนึ่งอธิบายได้จากความสำเร็จในการควบคุมยาสูบ ทำให้สัดส่วนของผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ลดลง แต่ขณะเดียวกันก็มีหลักฐานชี้ว่าอาจมีการเพิ่มขึ้นของอุบัติการณ์จริงในกลุ่มผู้ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งเชื่อว่ามีปัจจัยเสี่ยงอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
3. อายุที่น้อยลงในการวินิจฉัย (Younger Age at Diagnosis)
●
มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า ค่ามัธยฐานของอายุ (Median Age) ของผู้ป่วยมะเร็งปอดชาวเอเชียที่ไม่เคยสูบบุหรี่ จะน้อยกว่าผู้ป่วยชาวตะวันตกอย่างมีนัยสำคัญ
●
โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีการกลายพันธุ์ของยีน ALK (ALK rearrangement) จะพบในผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่ากลุ่มที่มี EGFR mutation เสียอีก
🔬 ลักษณะเฉพาะทางคลินิกและชีวโมเลกุล (Clinico-pathological & Molecular Characteristics)
ลักษณะของ NSCLC ในกลุ่มนี้มีความจำเพาะเจาะจงสูงมาก ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญอย่างยิ่งในทางการแพทย์
●
Histology: ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดเป็นชนิด Adenocarcinoma
●
Oncogenic Driver Mutations: นี่คือลักษณะเด่นที่สุดของมะเร็งกลุ่มนี้ คือการพบ Driver mutation ในอัตราที่สูงมาก ซึ่งต่างจากมะเร็งในผู้ที่สูบบุหรี่
- EGFR Mutation: พบได้บ่อยที่สุด โดยในผู้ป่วย NSCLC ชนิด Adenocarcinoma ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ในเอเชีย จะมีอัตราการพบ EGFR mutation สูงถึง 50-65%
- ALK Rearrangement: พบได้ประมาณ 5-10% และมักพบในกลุ่มที่อายุน้อยกว่า
- ROS1, RET, NTRK fusions, MET exon 14 skipping: ก็พบได้เช่นกันในอัตราที่รองลงมา
- การมีอยู่ของยีนกลายพันธุ์เหล่านี้เป็นตัวกำหนดแนวทางการรักษาแบบพุ่งเป้า (Targeted Therapy) ที่ได้ผลดีเยียม
📈 ปัจจัยเสี่ยงที่คาดว่าเกี่ยวข้อง (Associated Risk Factors)
เมื่อตัดปัจจัยเรื่องการสูบบุหรี่ (Active และ Secondhand smoke) ออกไป การศึกษาในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ดังนี้
1. มลภาวะทางอากาศ (Air Pollution)😷: เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ได้รับความสนใจมากที่สุด โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 มีหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าการสัมผัส PM2.5 เป็นระยะเวลานาน เพิ่มความเสี่ยงในการเกิด Adenocarcinoma of the lung โดยไม่ขึ้นกับประวัติการสูบบุหรี่ มีการศึกษาที่ชี้ว่า PM2.5 สามารถกระตุ้นการอักเสบในเซลล์ปอดและส่งเสริมการกลายพันธุ์ได้
2. ปัจจัยทางพันธุกรรม (Genetic Predisposition)🧬: ชาวเอเชียอาจมีปัจจัยทางพันธุกรรมบางอย่างที่ไวต่อการเกิดมะเร็งปอดเมื่อเจอกับสารก่อมะเร็งชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่ควันบุหรี่
3. ควันจากการทำอาหาร (Cooking Fumes)🍳: โดยเฉพาะการผัดหรือทอดที่ใช้น้ำมันในอุณหภูมิสูงในที่ที่อากาศไม่ถ่ายเท ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญสำหรับผู้หญิงในเอเชีย
4. การติดเชื้อในปอด🦠: เช่น ประวัติการเป็นวัณโรค อาจเพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว
5. การสัมผัสก๊าซเรดอน (Radon)☢️ : ภาคเหนือของประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสก๊าซเรดอนสูงเป็นพิเศษ การศึกษาหลายชิ้นพบว่าความเข้มข้นของก๊าซเรดอนภายในอาคารในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกและของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาแบบ case-control ที่เปรียบเทียบบ้านของผู้ป่วยมะเร็งปอดกับกลุ่มควบคุมที่มีสุขภาพดี พบว่าความเข้มข้นของเรดอนในบ้านของผู้ป่วยสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ การประเมินภาระโรคพบว่าการสัมผัสก๊าซเรดอนภายในอาคารเป็นสาเหตุที่สามารถอ้างถึงได้ของการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดในภาคเหนือตอนบนถึง 26% ในเพศชาย และ 28% ในเพศหญิง ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่าเรดอนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอย่างยิ่งยวดและอาจถูกมองข้ามไปในบริบทของประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้ภาระโรคมะเร็งปอดในภูมิภาคนี้สูงขึ้นอย่างมาก
สรุป
แม้จะไม่มีตัวเลข Incidence rate ที่ชัดเจน แต่ข้อมูลทางระบาดวิทยายืนยันได้ว่า "NSCLC ในคนอายุน้อยที่ไม่สูบบุหรี่" เป็นกลุ่มโรคที่มีความสำคัญและมีอุบัติการณ์เชิงสัดส่วนที่สูงขึ้นอย่างน่ากังวลในทวีปเอเชีย
โดยมีลักษณะเป็นโรคเฉพาะกลุ่ม (Distinct entity) ที่ถูกขับเคลื่อนด้วย Oncogenic driver mutations (โดยเฉพาะ EGFR) และมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะมลภาวะทางอากาศ ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายอย่างยิ่งทั้งในด้านการป้องกัน การคัดกรอง และการรักษาในปัจจุบันและอนาคต
ในสถานการณ์ที่ยังไม่มีข้อมูล Incidence อย่างแน่ชัดในกลุ่มนี้ แต่ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างชัดเจน จนอาจต้องมีการประเมินและการศึกษาในกลุมนี้โดยเฉพาะต่อไป
การพิจารณาในการตรวจ LDCT ในปัจจุบัน จึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจแบะการตัดสินใจร่วมของแพทย์และผู้ป่วย โดยต้องพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสีย ดังที่กล่าวมาแล้วทั้งในประเด็น
●
ประโยชน์ที่จะได้รับ และการตัดสินใจที่จะรักษา
●
ความเข้าใจในผลการตรวจที่มีแนวโน้ม ต้องติดตามผลบนความคลุมเตรือ ระยะยาว
●
การตรวจ LDCT ไม่ใช่การตรวจเพื่อความสบายใจ ว่าเราจะไม่เป็นอะไร
●
สิ่งที่ต้องแลกมาคือ Suspicious lesion ที่ต้องอาศัยการติดตาม ในสัดส่วนประมาณ 20 เท่า
●
LDCT เป็นการตรวจหามะเร็งปอดระยะแรกเริ่มที่ยังรักษาได้ง่าย และเพิ่มอัตราการรอดจากการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่ม
อ่านบน FB ได้ที่นี่
https://www.facebook.com/share/p/1GN2v1A61M/?mibextid=wwXIfr
สุขภาพ
ความรู้รอบตัว
การแพทย์
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
รวมความรู้ทางการแพทย์ทั่วไป
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย