เมื่อวาน เวลา 02:28 • ประวัติศาสตร์
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

อยุธยา: การเมือง การแย่งอำนาจ และความไม่มั่นคงของราชสำนัก

อาณาจักรอยุธยา (พ.ศ. 1893–2310) เป็นหนึ่งในรัฐที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เบื้องหลังความรุ่งเรืองทางการค้าและการทูต กลับเต็มไปด้วย การเมืองภายในที่ซับซ้อน การแย่งชิงอำนาจ และความรุนแรงในราชสำนัก ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐอย่างต่อเนื่อง
โครงสร้างอำนาจที่เปิดช่องความขัดแย้ง
อยุธยาปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กษัตริย์ทรงเป็นศูนย์กลางอำนาจสูงสุด แต่ ระบบสืบราชสมบัติไม่ชัดเจน ไม่มีหลักบุตรคนโตตายตัว ผลคือ
  • ​เจ้าฟ้า พระราชโอรส ขุนนางใหญ่
  • ​ต่างมีสิทธิ์อ้างความชอบธรรม
  • ​การขึ้นครองราชย์มักมาพร้อมการกำจัดฝ่ายตรงข้าม
การแย่งอำนาจในราชสำนัก
  • ​รัฐประหารในวัง
  • ​การปลงพระชนม์
  • ​การกวาดล้างเชื้อพระวงศ์
หลายรัชกาลขึ้นสู่อำนาจจากการโค่นล้มกษัตริย์องค์ก่อน ไม่ใช่จากการสืบราชสมบัติอย่างสงบ การเมืองจึงเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ
บทบาทของขุนนางและกองทัพ
ขุนนางและแม่ทัพมีอำนาจสูง โดยเฉพาะในช่วงสงคราม
กษัตริย์ที่ควบคุมกองทัพไม่ได้ มักถูกท้าทายอำนาจ
  • ​แม่ทัพกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางการเมือง
  • ​ขุนนางเลือกข้างเพื่อรักษาผลประโยชน์
  • ​ความจงรักภักดีขึ้นกับ “ผู้ชนะ"
การเมืองภายในกับภัยจากภายนอก
ความขัดแย้งภายในทำให้อยุธยาอ่อนแอในหลายช่วงเวลา
โดยเฉพาะก่อนการเสียกรุง
  • ​ราชสำนักแตกแยก
  • ​ขุนนางไม่เป็นเอกภาพ
  • ​การเตรียมรับศึกขาดประสิทธิภาพ
ภัยจากภายนอกจึงซ้ำเติมรัฐที่กำลังสั่นคลอนจากภายใน
อยุธยาไม่ได้ล่มเพราะศัตรูอย่างเดียว
การเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2310 มักถูกอธิบายว่าเกิดจากพม่ารุกราน
แต่ในความเป็นจริง ปัญหาการเมืองภายในและการแย่งอำนาจ เป็นปัจจัยสำคัญที่บ่อนทำลายรัฐมาอย่างยาวนาน
อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ จึงล่มสลายไม่ใช่เพราะขาดความกล้าหาญ
แต่เพราะขาดความเป็นเอกภาพ
บทเรียนจากการเมืองอยุธยา
ประวัติศาสตร์อยุธยาสะท้อนว่า
  • ​อำนาจที่ไร้กลไกถ่วงดุล นำไปสู่ความรุนแรง
  • ​การแย่งอำนาจภายใน อ่อนแอกว่าศัตรูภายนอก
  • ​ความมั่นคงของรัฐขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่ากำแพงเมือง
อยุธยาไม่ใช่เพียงอดีตอันไกล
แต่คือบทเรียนทางการเมืองที่ยังร่วมสมัย

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา