15 ก.พ. เวลา 12:00 • หนังสือ

หนังสือ ULTRALEARNING วิธีเรียน 1 วัน ให้ได้ผลเท่า 100 ชั่วโมง

ถ้ามนุษย์อย่างเรา
ตั้งใจทำอะไรสักอย่าง มันจะไปสุดที่ตรงไหน
หนังสือที่นำมาสรุปในวันนี้ได้เล่าถึงหลักการ 9 ข้อ
ที่จะทำให้การเรียนรู้ของเราถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น
Scott H. Young
นักเขียนเชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและการพัฒนาตัวเอง
โด่งดังจากโปรเจกต์ท้าทายตัวเอง เช่น การเรียนหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ระดับมหาวิทยาลัยแบบเร่งรัดภายในเวลา 1 ปี (MIT Challenge) และการเรียนหลายภาษาในระยะเวลาสั้น ๆ
ตัวอย่างบุคคลในหนังสือ
เบนนี่ ลูอิส => เรียนภาษาได้อย่างรวดเร็ว
เอริค บาโรน => ผู้สร้างเกมทำฟาร์มชื่อดัง Stardew Valley เพียงคนเดียว
โรเจอร์ เครก => ตอบคำถามรายการ Jeopardy จนทำลายสถิติเงินรางวัลสูงสุด
หลักการ Ultralearning
หลักการข้อที่ 1 มองภาพรวม
ให้นึกถึงตอนที่เราไปเที่ยวต้องมีการวางแผน เลือกวัน แพลนกิจกรรมต่างๆ
เพื่อทำให้การเที่ยวสนุกและน่าจดจำ
การที่จะเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ต้องวางแผนเช่นกัน
และเข้าใจว่าเรียนไปเพื่ออะไร ไม่ใช่เรียนตามกระแส
คำถาม 3 ข้อที่ต้องตอบให้ได้
1. ทำไมถึงอยากเรียนสิ่งนี้
2. ต้องรู้อะไรบ้างถึงจะสำเร็จ
3. ต้องเรียนรู้อย่างไร (หนังสือ/คอร์สออนไลน์/ติวเตอร์ ?)
หลักการข้อที่ 2 โฟกัส
หากสามารถตอบได้ว่าอยากเรียนสิ่งหนึ่งไปทำไม
ขั้นต่อไปคือการโฟกัสกับสิ่งนั้น
แต่มันต้องมีอุปสรรคที่เราควรรู้ไว้ก่อน 3 ข้อ
1. เริ่มต้นไม่ได้: มาจากนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง => ลองใช้กฎ 5 นาที, โพโมโดโร
2. สมาธิหลุดง่าย: ยิ่งติดโซเชียล สมาธิสั้นลงแน่นอน => ปิดโซเชียล, ปิดการแจ้งเตือน, ห้าม Multitasking
3. สมาธิไม่เหมาะกับสถานการณ์: ต้องคอยสังเกตตัวเองว่าเราเหมาะกับสถานการณ์แบบไหนเวลาทำงาน เช่น ฟังเพลงไปด้วย อยู่ห้องเงียบๆ ทำงานที่คาเฟ่
หลักการข้อที่ 3 ลงมือทำ
ถ้าอยากปั่นจักรยานเป็นก็ต้องปั่นจักรยาน
ถ้าอยากว่ายน้ำเป็นก็ต้องลงไปว่ายน้ำจริงๆ
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการลงมือทำสำคัญกว่าการอ่านเพียงทฤษฎี
คนที่เก่งๆ เรียนรู้ได้เร็ว พวกเขาไม่ได้รู้ทฤษฎีหรืออ่านตำราตลอดเวลา
เพราะพวกเขาเรียนรู้เฉพาะ “หลักการ”
จากนั้นลงมือทำเพื่อให้รู้ว่าจะต้องเรียนรู้อะไรเพิ่ม
หลักการข้อที่ 4 โจมตีจุดอ่อน
หลังจากผ่านข้อที่ 3 การลงมือทำ นั่นจะชี้ให้เห็นเองว่า “จุดอ่อน” ของเราคืออะไร
และนำมันมาแก้ไข หลักการนี้จะทำให้เราไม่เสียเวลากับสิ่งไม่จำเป็น
หลักการข้อที่ 5 ทดสอบ
ข้อนี้เป็นการฝึกดึงความรู้จากสมอง (เก่งมองว่าหลักการข้อนี้จะคล้ายกับข้อที่ 7)
สำหรับเทคนิคที่หนังสือแนะนำเพื่อดึงความจำ เช่น
• แฟลชการ์ด
• เขียนสิ่งที่เรียนรู้ลงในกระดาษ
• ตั้งโจทย์แล้วตอบคำถามด้วยตัวเอง
หลักการข้อที่ 6 รับ Feedback
มีงานวิจัยบางที่สรุปว่า “ควรได้รับฟีดแบ็กทันที”
แต่บางที่บอกว่าให้ “รอเวลาแล้วค่อยรับฟีดแบ็ก”
แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นหลักเพราะว่าความสำคัญ คือ
“ผลตอบรับ” ซึ่งมี 3 ชนิด
1. ผลตอบรับด้านผลลัพธ์: ตอบมาแค่ว่าทำถูก/ผิด
2. ผลตอบรับเชิงข้อมูล: ตอบมาว่าเราทำผิดอะไร
3. ผลตอบรับเชิงแก้ไข: บอกได้ว่าเราควรแก้ไขอย่างไร
(Feedback ที่ดีต้องข้อนี้แหละ)
หลักการข้อที่ 7 จำให้แม่น
เมื่อเวลาผ่านไป เรามักลืมสิ่งที่เรียนมา
นั่นไม่ใช่ความผิดของเราแต่เกิดจากธรรมชาติของสมอง
มี 3 ทฤษฎีที่ให้เหตุผลว่าทำไมสมองเราลืม
1. การเสื่อมสลาย: ความทรงจำย่อมจางหายตามกาลเวลา เว้นแต่บางความทรงจำที่เราไม่ลืมเป็นเพราะมีอารมณ์ ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยว
2. การรบกวน: ความทรงจำเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายที่ซับซ้อน บางทีความรู้ใหม่ก็ดันความรู้เก่าได้
3. การลืมตัวกระตุ้น: สมองไม่ได้ลบความจำนั้นทิ้ง เพียงแค่มันถูกซ่อนต้องมีตัวกระตุ้นเพื่อให้เราจำได้
เทคนิคที่ช่วยให้จำไม่ลืม
1. เว้นระยะแล้วทบทวนซ้ำ
2. ทำให้เรื่องนั้นสนุก
3. จำเป็นภาพ
หลักการข้อที่ 8 เข้าใจแก่น
หลักการนี้สำคัญมาก มันจะเป็นตัววัดว่าเราเก่งเรื่องนั้นจริง
สิ่งที่ต้องทำคือ “อธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้”
หลักการข้อที่ 9 หาแนวทางของตัวเอง
แม้ตอนแรกการเรียนรู้เราอาจได้มันมาจากต้นแบบ
แต่เมื่อเรารู้หลักการแล้ว สิ่งต่อไปคือ “มีทางของตัวเอง”
กลายเป็นต้นแบบให้คนอื่นต่อได้
“การเรียนรู้ที่เร็วและลึก” เป็นทักษะที่สงัคมต้องการในปัจจุบัน
เป็นเรื่องที่ออกแบบได้ ถ้าคุณพร้อมจะเลิกเรียนแบบผ่าน ๆ
แล้วหันมาเรียนแบบเอาจริง บทสรุปนี้จะช่วยเปิดมุมคิดใหม่ให้คุณ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา