8 พ.ค. เวลา 00:48 • ข่าวรอบโลก
สหรัฐอเมริกา

ไม่ใช่ว่าพวกฝ่ายขวาจะเหมือนกันหมด

ในที่สุด...การต่อต้านทรัมป์เพื่อที่จะได้รวมยุโรปทั้งหมดเข้าด้วยกันได้เริ่มขึ้นแล้ว
เมื่อเดือนที่แล้ว นายกรัฐมนตรีสเปนเปโดร ซานเชซ ได้กล่าวปราศรัยต่อรัฐสภาเกี่ยวกับสงครามกับอิหร่าน
หากกลับไปเมื่อทรัมป์ได้รับเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2559 ฝ่ายขวาชาตินิยมในยุโรปต่างยินดี พวกเขาเฉลิมฉลองกันยกใหญ่เมื่อเขากลับมายังทำเนียบขาว
เมื่อปีที่แล้ว ชัยชนะของเขาถูกมองว่าเป็นหลักฐานแห่งชัยชนะเหนือจุดยืนต่อต้านผู้อพยพและต่อต้านการตื่นตัว ซึ่งเป็นจุดยืนที่กำลังแข็งแกร่งขึ้นในอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก
แต่ปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่างไปอย่างสิ้นเชิง
1
ด้วยภาษีนำเข้าที่รุนแรงของทรัมป์
ภัยคุกคามจากการรุกรานกรีนแลนด์
สงครามกับอิหร่านและวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น
โดยไม่ต้องพูดถึงการโจมตีพระสันตะปาปาของเขา
1
จนภาพลักษณ์ของทรัมป์กลายเป็นพิษในยุโรปมากเสียจนทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายอนุรักษ์นิยมต่างหันมาต่อต้านเขา
ทำไมผู้นำยุโรปจำนวนมากจึงลุกขึ้นต่อต้านทรัมป์ ?
ไหนว่า...เขาคือผู้นำระดับโลกคนใหม่ของฝ่ายซ้าย
เขาคือผู้บุกเบิกฝ่ายขวาประชานิยมใหม่ในยุโรป
แม้ว่านายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปน และนายกรัฐมนตรีจอร์โจ เมโลนี ของอิตาลี จะอยู่คนละขั้วทางอุดมการณ์
แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพวกเขากลับเลือกเส้นทางเดียวกันในการเอาตัวรอดทางการเมือง
1
นั่นคือการเผชิญหน้ากับประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเปิดเผย
ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความนิยมของทรัมป์ในยุโรปลดลงอย่างมาก
ทรัมป์กลายเป็นเหมือนเส้นชีวิตในสเปน ที่ซึ่งซานเชซ ด้วยการต่อต้านทรัมป์อย่างสม่ำเสมอ
และตั้งแต่เนิ่นๆ ได้กลายเป็นที่ชื่นชอบของฝ่ายซ้ายสากล
ไม่ว่าจะเป็นภัยคุกคามด้านภาษีของทรัมป์
ข้อเรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณทางทหารของยุโรป
ความทะเยอทะยานที่จะยึดครองกรีนแลนด์
หรือที่สำคัญที่สุดคือสงครามกับอิหร่าน
จน ซานเชซได้แสดงการต่อต้านอย่างชัดเจน
“ต่อต้านสงคราม!” ซานเชซตะโกนในการประชุมที่บาร์เซโลนาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในกลุ่มผู้ฟังที่กระตือรือร้นไม่เพียงแต่มีฐานเสียงในสเปนเท่านั้น
แต่ยังมีผู้นำเสรีนิยมจากยุโรป อเมริกาใต้ แอฟริกา
และสหรัฐอเมริกา “ผู้ที่ปกป้องอภิสิทธิ์ของชนชั้นสูงและสนับสนุนสงครามควรละอายใจ”
แต่ดังที่นักวิเคราะห์ชาวสเปนหลายคนชี้ให้เห็น การเผชิญหน้าของซานเชซกับทรัมป์ และการที่ทรัมป์ดูหมิ่นซานเชซซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติของเขาเท่านั้น แต่ยังช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศของเขาได้สำเร็จอีกด้วย
อดีตพันธมิตรทางการเมืองของซานเชซกำลังถูกพิจารณาคดีในศาลฎีกาสเปนในเดือนนี้จากคดีทุจริตที่น่าอับอาย (พวกเขาทั้งหมดอ้างว่าบริสุทธิ์ และซานเชซเองก็ไม่ได้ถูกกล่าวหา)
คะแนนนิยมของซานเชซลดลงตั้งแต่ฤดูร้อนปีที่แล้ว
แต่ทรัมป์กลายเป็นที่พึ่งของเขา ยิ่งซานเชซพยายามแยกสเปนออกจากสหรัฐอเมริกามากเท่าไหร่ คะแนนนิยมของเขาก็ยิ่งดูดีขึ้นเท่านั้น ฮาาาา
นับตั้งแต่เผชิญหน้ากับทรัมป์อย่างเปิดเผย เขาได้ปลุกเร้าความกระตือรือร้นในกลุ่มผู้สนับสนุนที่เขาต้องการอย่างมาก และคะแนนนิยมของเขาก็เริ่มพุ่งสูงขึ้น
ทรัมป์ก็กลายเป็นภาระหนัก
1
ด้วยอิตาลี.... ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่ซึ่งสถานการณ์คล้ายคลึงกันกำลังเกิดขึ้น
ที่สำคัญ ...ซานเชซและนายกรัฐมนตรีอิตาลีเมโลนี แทบไม่มีอะไรเหมือนกันในทางการเมืองเลย
เมโลนีเป็นผู้นำอุดมการณ์ขวาจัดในยุโรป และฝ่ายขวาจัดในยุโรปชื่นชมทรัมป์มานานแล้วในเรื่องจุดยืนชาตินิยม นโยบายต่อต้านผู้อพยพ และการดูถูกการเมืองแบบเสรีนิยม
เมโลนีพยายามใช้อิทธิพลในยุโรปมาหลายปี โดยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างฝ่ายขวาและทรัมป์
อย่างไรก็ตาม สัปดาห์ที่แล้ว เธอก็กลับแยกทางกับทรัมป์เช่นเดียวกัน
สำหรับตังของเมโลนีเอง เธอก็เพิ่งแพ้การลงประชามติ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าเป็นเพราะความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทรัมป์
นับตั้งแต่ทรัมป์ขู่ว่าจะเก็บภาษีสินค้ารวมถึงพาสต้าและเริ่มสงครามกับอิหร่าน คะแนนนิยมของเธอในอิตาลีก็ลดลงอย่างมาก
ที่แย่ไปกว่านั้น ทรัมป์ยังโจมตีสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เป็นของแถมอีกซะด้วย
ในอิตาลีซึ่งเป็นประเทศคาทอลิก วาติกันมีอิทธิพลอย่างมาก
1
ในสงครามที่ชาวอิตาลีส่วนใหญ่ต่อต้าน การเลือกระหว่างการเข้าข้างสมเด็จพระสันตะปาปาผู้รักสันติและเป็นที่นิยม กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ทำลายตัวเอง
จึงแทบจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เมโลนี ซึ่งมีสไตล์การปกครองที่เน้นการปฏิบัติมากกว่าอุดมการณ์ เลือกที่จะสนับสนุนพระสันตะปาปา
จนเธอกล่าวออกมาว่า “ฉันคิดว่าคำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับพระสันตะปาปานั้นรับไม่ได้”
แต่การตอบสนองของทรัมป์ในครั้งนี้กลับช่วยเมโลนีอย่างมาก เขาโจมตีเธอเรื่องความไม่ภักดี โดยกล่าวว่าเธอไม่ใช่คนที่เขารู้จักอีกต่อไป
สำหรับเมโลนี ซึ่งเฉกเช่นเดียวกับซานเชซ
ต่างคาดว่าจะต้องเผชิญกับการเลือกตั้งในปีหน้า “การแตกหัก” ครั้งนี้จึงเป็นเหมือนของขวัญทางการเมือง
สำหรับซานเชซและเมโลนี ซึ่งมีอุดมการณ์ที่ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง
การตีตัวออกห่างจากทรัมป์จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นทางการเมือง แสดงให้เห็นว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผลไม้พิษที่ร้ายแรงเพียงใด
ณ ตอนนี้ ทั่วทั้งทวีปภายในฝ่ายซ้าย ทรัมป์ก็เป็นตัวร้ายมาตั้งแต่ต้น
ซานเชซคำนวณอย่างชัดเจนแล้วว่า ผลประโยชน์ทางการเมืองจากการเผชิญหน้ากับประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้นมีมากกว่าผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้น
ที่ปรึกษาของเขาแย้งว่า
การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของสเปน
การเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ
และการคุ้มครองจากสหภาพยุโรปในข้อตกลงทางการค้า
จะทำให้สเปนมีความสามารถอย่างเต็มที่ในการรับมือกับมาตรการตอบโต้ใดๆ
ดังนั้น ในความไม่เป็นที่นิยมของทรัมป์ ก็หมายความว่า...สำหรับซานเชซแล้ว คุณค่าของเขาในฐานะคู่ต่อสู้มีน้ำหนักมากกว่าคุณค่าของเขาในฐานะมิตร
ในทางกลับกัน
กลุ่มอนุรักษ์นิยมในยุโรปมองทรัมป์เป็นแรงบันดาลใจมานานหลายปีแล้ว
เขาทำลายข้อห้ามต่อต้านฝ่ายขวาจัด
สร้างแรงผลักดันให้พวกเขาล้มล้างสหภาพยุโรป
และดำเนินนโยบายชาตินิยมมากขึ้นภายในประเทศ
แต่การที่เมโลนีถอยห่างจากทรัมป์บ่งชี้ว่าสิ่งนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไป
ในสหราชอาณาจักร ไนเจล ฟาราจ อดีตผู้สนับสนุนทรัมป์ ก็กำลังวิพากษ์วิจารณ์เขามากขึ้นเรื่อยๆ
จนบุคคลสำคัญในพรรคฝ่ายขวาจัดของเยอรมนี (AfD) เรียกทรัมป์ว่า "ภาระ"
ในฝรั่งเศส ผู้นำของพรรค National Rally ได้เรียกร้องอย่างชัดเจนให้แยกตัวออกจากทรัมป์
และในตอนนี้ เมโลนีดูเหมือนจะเชื่อว่าเขาไปไกลเกินไปแล้ว.....
เอาล่ะๆๆๆ...หากเธอต้องการหลักฐานเพิ่มเติมว่า การสนับสนุนทรัมป์ไม่เป็นประโยชน์ต่อการเลือกตั้ง
เธอเพียงแค่ต้องมองไปที่ฮังการี....
แม้จะได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากทรัมป์และด้วยการเยือนส่วนตัวจากรองประธานาธิบดีแวนซ์
แต่พันธมิตรของเมโลนีอย่างวิกเตอร์ ออร์บาน
ก็เพิ่งพ่ายแพ้อย่างยับเยินในการเลือกตั้งเมื่อเร็วๆ นี้ ...ฮาาาา
โฆษณา