27 พ.ค. เวลา 03:10 • สุขภาพ

🧬 Lynch syndrome.. ความเสี่ยงมะเร็งทางพันธุกรรมในครอบครัว

Lynch syndrome (กลุ่มอาการลินช์) อาจฟังดูเป็นชื่อที่แปลกหูสำหรับคนทั่วไป แต่ในทางการแพทย์ นี่คือหนึ่งในสาเหตุทางพันธุกรรมที่พบบ่อยที่สุดซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งชนิดอื่น ๆ
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะนี้อย่างง่าย ๆ เพื่อให้คุณสามารถสังเกตสัญญาณเตือนและปกป้องคนที่คุณรักได้ทันเวลา
👨‍⚕️ มะเร็งจาก “พิมพ์เขียวผิดพลาด” VS “พฤติกรรมสะสม”
ก่อนจะไปรู้จักกับ Lynch syndrome เราต้องเข้าใจก่อนว่ามะเร็งในมนุษย์เกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุหลัก ๆ ซึ่งเปรียบเทียบได้ดังนี้
  • Sporadic cancer (มะเร็งแบบเกิดขึ้นเอง): พบได้บ่อยที่สุด (ประมาณ 80-90% ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด) เกิดจากการที่เซลล์ปกติค่อย ๆ กลายพันธุ์จากสิ่งแวดล้อม พฤติกรรม หรืออายุที่มากขึ้น เช่น การสูบบุหรี่ อาหาร หรือสารเคมี มะเร็งกลุ่มนี้ไม่ส่งต่อให้ลูกหลาน และมักเกิดในตอนที่อายุมากแล้ว
  • Germline gene mutation (การกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม): เกิดจากความผิดพลาดของยีนตั้งแต่ระดับไข่หรืออสุจิของพ่อแม่ ทำให้เราเกิดมาพร้อมกับ "พิมพ์เขียวที่ผิดพลาด" ในทุก ๆ เซลล์ของร่างกาย มะเร็งกลุ่มนี้สามารถส่งต่อให้ลูกหลานได้ และมักจะกระตุ้นให้เกิดมะเร็งตั้งแต่อายุยังน้อย
👨‍⚕️ Lynch syndrome คืออะไร? ทำไมเสี่ยงมะเร็งสูงกว่าคนทั่วไป
Lynch syndrome จัดอยู่ในกลุ่ม Germline gene mutation โดยร่างกายของเราจะมีระบบหนึ่งที่เรียกว่า MMR (Mismatch Repair Genes) ทำหน้าที่เหมือน "ช่างตรวจคำผิด" คอยซ่อมแซมดีเอ็นเอ (DNA) เวลาที่เซลล์มีการแบ่งตัว
ในคนที่เป็น Lynch syndrome ยีนที่ทำหน้าที่เป็นช่างตรวจคำผิดนี้ (เช่น ยีน MLH1, MSH2, MSH6, หรือ PMS2) เกิดการกลายพันธุ์จนทำงานได้ไม่ดี เมื่อร่างกายไม่สามารถซ่อมแซมดีเอ็นเอที่คัดลอกผิดพลาดได้ ความผิดพลาดเหล่านั้นจึงสะสมไปเรื่อย ๆ จนทำให้เซลล์เจริญเติบโตผิดปกติอย่างรวดเร็วและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด นี่คือสาเหตุว่าทำไมคนกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปมาก
🧬 การสืบทอดทางพันธุกรรม: โอกาสส่งต่อแบบ AD 50-50
Lynch syndrome มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ Autosomal Dominant (ยีนเด่นบนโครโมโซมร่างกาย)
แปลง่าย ๆ คือ ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งมียีนกลายพันธุ์นี้อยู่ ลูกแต่ละคน (ไม่ว่าชายหรือหญิง) จะมีโอกาสได้รับยีนนี้ไปสูงถึง 50% หรือ 1 ใน 2 ในทุก ๆ การตั้งครรภ์ และหากได้รับยีนนี้ไป ก็จะมีโอกาสส่งต่อให้รุ่นหลานต่อไปเช่นกัน
🦀 มะเร็งที่พบบ่อย ช่วงอายุ และความเสี่ยงตลอดช่วงชีวิต
คนทั่วไปมักเข้าใจว่า Lynch syndrome ทำให้เสี่ยงแค่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal Cancer) แต่ความจริงแล้ว ยีนนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งชนิดอื่น ๆ ด้วย โดยมักพบในอายุน้อย (เช่น ก่อนอายุ 50 ปี ในขณะที่คนทั่วไปมักพบหลังอายุ 60 ปี)
สถิติตัวเลขความเสี่ยงตลอดช่วงชีวิต (Estimated Lifetime Risk) มีดังนี้
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal CA) : Lifetime risk : 20-80% ขึ้นกับชนิดของ gene mutation เทียบกับ 4.2% ในคนปกติ
  • มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial CA) : Lifetime risk : 15-60% ขึ้นกับชนิดของ gene mutation เทียบกับ 3.1% ในคนปกติ
  • มะเร็งรังไข่ (Ovarian CA) : Lifetime risk : 1-38% ขึ้นกับชนิดของ gene mutation เทียบกับ 1.3% ในคนปกติ
  • มะเร็งอื่น ๆ (กระเพาะอาหาร, ทางเดินปัสสาวะ, ตับอ่อน) : 1-13% ขึ้นกับชนิดของ gene mutation เทียบกับคนปกติซึ่งพบได้น้อยมาก
👨‍⚕️ สัญญาณเตือน! เมื่อไรต้องสงสัยว่าครอบครัวเราอาจมีภาวะนี้
ในทางการแพทย์จะมีเกณฑ์ที่เรียกว่า Amsterdam II Criteria และ Revised Bethesda Guidelines เพื่อให้แพทย์และประชาชนใช้สังเกต หากครอบครัวของคุณมีประวัติเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมิน
  • มีสมาชิกในครอบครัวอย่างน้อย 3 คน เป็นมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ Lynch syndrome (ลำไส้ใหญ่, มดลูก, รังไข่, กระเพาะอาหาร ฯลฯ)
  • สมาชิกที่ป่วยต้องเป็นเครือญาติสายตรงติดต่อกัน 2 รุ่น (เช่น ปู่-พ่อ-ลูก หรือ แม่-น้า-ลูก)
  • มีสมาชิกอย่างน้อย 1 คน ที่ตรวจพบมะเร็งก่อนอายุ 50 ปี
  • ตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ซ้ำหลายจุดในคน ๆ เดียวกัน หรือเป็นทั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกร่วมกัน
👨‍⚕️ คำแนะนำหากสงสัย: การเตรียมตัวและการตรวจทางพันธุกรรม
หากคุณเช็กประวัติครอบครัวแล้วพบว่าตรงกับเกณฑ์ด้านบน สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ "อย่าเพิ่งตื่นตระหนก" แต่ให้เดินไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา โดยกระบวนการจะแบ่งออกเป็นช่วง ๆ ดังนี้
1️⃣ ขั้นที่ 1: การให้คำปรึกษาก่อนตรวจ (Pre-test Genetic Counselling)
ก่อนที่จะเจาะเลือดหรือขูดกระพุ้งแก้มเพื่อตรวจยีน คุณและแพทย์ (หรือผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์) จะต้องพูดคุยกันในประเด็นสำคัญเหล่านี้ก่อน
  • ความพร้อมทางจิตใจ: ผลตรวจยีนอาจส่งผลต่อความวิตกกังวล หากผลเป็นบวก (พบการกลายพันธุ์) คุณพร้อมจะรับมือและวางแผนดูแลตัวเองอย่างไร?
  • ผลกระทบต่อครอบครัว: ผลตรวจของคุณไม่ใช่แค่ของคุณคนเดียว หากคุณมีเจตนาจะบอกต่อ พี่น้องหรือลูก ๆ ของคุณอาจต้องเข้ารับการตรวจด้วยเช่นกัน
  • ข้อจำกัดของการตรวจ: บางครั้งผลตรวจอาจออกมาเป็น "ก้ำกึ่ง" (Variant of Uncertain Significance - VUS) คือพบความผิดปกติแต่ยังระบุไม่ได้แน่ชัดว่าก่อมะเร็งไหม ซึ่งต้องอาศัยการติดตามผลในอนาคต
2️⃣ ขั้นที่ 2: แนวทางการดูแลรักษา
หลังจากคุ้มครองสิทธิ์และเข้าใจข้อดี-ข้อเสียแล้ว แนวทางการดูแลจะแบ่งเป็น 2 กรณี
1. กรณีที่เป็นมะเร็งแล้ว: แพทย์จะนำชิ้นเนื้อมะเร็งไปตรวจคัดกรองเบื้องต้น (เรียกว่าตรวจ MSI หรือ IHC) หากเข้าข่าย Lynch syndrome การรักษามะเร็งอาจต้องปรับเปลี่ยน เช่น อาจต้องผ่าตัดลำไส้ออกกว้างขึ้นเพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งจุดใหม่ และเลือกใช้ยาเคมีบำบัดหรือยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ที่ตอบสนองได้ดีกับยีนกลุ่มนี้
2. กรณีที่ยังไม่เป็นมะเร็ง (แต่ตรวจพบยีนเด่น): นี่ยังไม่ใช่คำพิพากษา แต่เป็น "โอกาสในการป้องกัน" แพทย์จะวางแผนเชิงรุกให้คุณ เช่น
  • ส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ทุก ๆ 1-2 ปี ตั้งแต่อายุ 20-25 ปี (ต่างจากคนทั่วไปที่เริ่มส่องตอนอายุ 45-50 ปี) เพื่อตัดติ่งเนื้อก่อนที่มันจะกลายเป็นมะเร็ง
  • ผู้หญิง: ตรวจภายใน อัลตราซาวด์ดูมดลูกและรังไข่ทุกปี และอาจพิจารณาผ่าตัดมดลูกและรังไข่ออกเพื่อป้องกันเมื่อมีบุตรเพียงพอแล้ว (มักทำหลังอายุ 40 ปี
การรู้ว่าตัวเองมีภาวะ Lynch syndrome ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือการติดอาวุธให้เราสามารถ "รู้ทัน" และ "ป้องกัน" มะเร็งร้ายได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่มันจะเริ่มเติบโต
⏳ประวัติการค้นพบ Lynch syndrome
ถือเป็นหนึ่งในมหากาพย์ที่น่าสนใจที่สุดในประวัติศาสตร์การแพทย์ เพราะมันคือการต่อสู้ระหว่าง "ความเชื่อเดิมที่ว่ามะเร็งเกิดจากสิ่งแวดล้อมเท่านั้น" กับ "ทฤษฎีใหม่ที่ว่ามะเร็งส่งต่อกันทางสายเลือดได้"
เรื่องราวทั้งหมดกินเวลานานกว่าหนึ่งศตวรรษ โดยแบ่งออกเป็น 3 ยุคสำคัญ ดังนี้
1️⃣ จุดเริ่มต้นจาก "ช่างเย็บผ้า" และ "Family G" (ค.ศ. 1895)
เรื่องราวเริ่มต้นในปี 1895 ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) เมื่อ ดร. อัลเดรด สก็อตต์ วอร์ธิน (Dr. Aldred Scott Warthin) ซึ่งเป็นพยาธิแพทย์ ได้พูดคุยกับ พอลีน กรอส (Pauline Gross) หญิงสาวที่เป็นช่างเย็บผ้าประจำตัวของเขา
พอลีนเดินมาหา ดร. วอร์ธิน ด้วยความหดหู่และหวาดกลัว เธอบอกว่า
"ฉันคงต้องตายด้วยมะเร็งตั้งแต่อายุยังน้อยแน่ๆ เพราะญาติพี่น้องของฉันในตระกูล ไม่ว่าจะกี่รุ่นต่อกี่รุ่น ต่างก็ล้มตายด้วยมะเร็งในช่องท้องและมะเร็งมดลูกกันหมด"
ดร. วอร์ธิน ไม่ได้มองข้ามคำพูดของเธอ เขาเริ่มทำการสืบประวัติครอบครัวของพอลีนอย่างละเอียด ทราบว่าบรรพบุรุษของเธออพยพมาจากเยอรมนี เขาจึงตั้งชื่อตระกูลนี้ในบันทึกทางการแพทย์ว่า "Family G" (ตระกูล G)
เขาเขียนแผนผังสายพันธุ์ (Pedigree) ของตระกูลนี้ขึ้นมา และพบว่าในจำนวนทายาทหลายสิบคน มีคนเป็นมะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งมดลูกในอายุน้อยๆ เป็นจำนวนมาก (และในเวลาต่อมา พอลีน กรอส ก็เสียชีวิตด้วยมะเร็งมดลูกจริงๆ ตามที่เธอคาดไว้) ดร. วอร์ธิน ได้ตีพิมพ์เรื่องนี้ในปี 1913 โดยสรุปว่า "มะเร็งน่าจะมีแนวโน้มส่งต่อความเสี่ยงทางพันธุกรรมได้" แต่ในยุคนั้น วงการแพทย์กลับไม่เชื่อและปล่อยให้รายงานนี้ถูกลืมไป เพราะทุกคนปักใจเชื่อว่ามะเร็งเกิดจากสารเคมีหรือสิ่งแวดล้อมเท่านั้น
2️⃣ ยุคแห่งการพิสูจน์ของ ดร. เฮนรี ลินช์ (ค.ศ. 1960s – 1980s)
กว่า 50 ปีต่อมา ในช่วงทศวรรษ 1960 ดร. เฮนรี ลินช์ (Dr. Henry Lynch) แพทย์ประจำบ้าน (Resident) สาขาอายุรศาสตร์ในเนบราสกา ได้สังเกตเห็นคนไข้หลายคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งมดลูกเหมือนๆ กัน
เมื่อเขาศึกษาค้นคว้าเพิ่ม ก็ได้ไปพบกับบันทึก "Family G" ของ ดร. วอร์ธิน ในอดีต ดร. ลินช์ จึงเริ่มออกเดินทางสืบประวัติ รวบรวมข้อมูลสายพันธุ์ของตระกูลเหล่านี้มากกว่า 3,000 ครอบครัว เขาพบแพทเทิร์นที่ชัดเจนมาก คือ
  • 1.
    เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ซีกขวา (Proximal colon) เป็นหลัก
  • 2.
    มักเกิดในอายุน้อย (เฉลี่ยประมาณ 40 กว่าปี)
  • 3.
    ส่งต่อกันแบบ Autosomal Dominant (รุ่นสู่รุ่น โอกาสส่งต่อ 50%)
  • 4.
    ไม่ได้มีติ่งเนื้อ (Polyps) มากมาย เหมือนโรค FAP ที่ค้นพบก่อนหน้านั้น
ดร. ลินช์ จึงขนานนามโรคนี้ว่า Hereditary Non-Polyposis Colorectal Cancer (HNPCC) เพื่อแยกมันออกจากกลุ่มที่มีติ่งเนื้อเยอะๆ
ในช่วง 20 ปีแรก ดร. ลินช์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์และปฏิเสธจากวงการแพทย์อย่างหนัก ทุนวิจัยส่วนใหญ่ที่เขาขอมักถูกปัดตก เพราะผู้เชี่ยวชาญยุคนั้นมองว่า "ที่คนในตระกูลเดียวกันเป็นมะเร็งเหมือนกัน ก็เพราะพวกเขาอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน กินอาหารเหมือนกัน และเจอสารก่อมะเร็งชนิดเดียวกันต่างหาก" แต่เขาก็ไม่ท้อถอยและเดินหน้าเก็บข้อมูลจนกระทั่งความจริงเชิงสถิติมันชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธได้
ในปี 1984 วงการแพทย์จึงได้ยกย่องและเปลี่ยนชื่อโรคนี้อย่างเป็นทางการว่า "Lynch Syndrome" เพื่อเป็นเกียรติแก่ความเพียรพยายามของเขา
3️⃣ ยุคโมเลกุลพันธุศาสตร์ (ค.ศ. 1990s)
แม้จะรู้ว่าโรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่ก็ยังไม่มีใครรู้ว่า "ยีนตัวไหน" ที่เป็นต้นเหตุ จนกระทั่งเทคโนโลยีการถอดรหัสดีเอ็นเอ (DNA Sequencing) พัฒนาขึ้นในยุค 90s
  • ค.ศ. 1990: กลุ่มนักวิทยาศาสตร์นานาชาติได้ร่วมกันตั้ง Amsterdam Criteria ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นเกณฑ์สากลในการระบุว่าครอบครัวไหนเข้าข่ายเป็น Lynch syndrome จากประวัติครอบครัว (เช่น มีสมาชิกเป็นอย่างน้อย 3 คน, เป็นติดต่อกัน 2 รุ่น, มีอย่างน้อย 1 คนที่อายุน้อยกว่า 50 ปี) เพื่อนำเลือดของคนในตระกูลเหล่านี้ไปสกัดหาดีเอ็นเอร่วมกัน
  • ค.ศ. 1993 - 1995: นักวิจัยสามารถระบุยีนต้นเหตุตัวแรกๆ ได้สำเร็จ นั่นคือ MSH2 และ MLH1 โดยพบความจริงที่น่าทึ่งว่า ยีนเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่เร่งการโตของมะเร็งโดยตรง แต่เป็นยีนที่ทำหน้าที่เป็น "ช่างซ่อมดีเอ็นเอ" (Mismatch Repair Genes)
ความสำเร็จในยุค 90s นี้เองที่ช่วยเปลี่ยนโฉมหน้าของ Lynch syndrome จากเดิมที่ต้องเดาจาก "ประวัติครอบครัวที่ล้มตาย" กลายมาเป็น "การตรวจเลือดเพื่อหาพิมพ์เขียวทางพันธุกรรม" ที่แม่นยำ ทำให้แพทย์สามารถปกป้องทายาทรุ่นหลังของตระกูลเหล่านั้นด้วยการส่องกล้องคัดกรองได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่มะเร็งจะก่อตัว
👨‍⚕️ Review knowledge
Lynch syndrome เกิดจากการส่งทอดการกลายพันธุ์ในระดับเซลล์สืบพันธุ์ (Germline mutation) แบบ Autosomal Dominant (ยีนเด่นบนโครโมโซมร่างกาย) โดยยีนต้นเหตุหลักคือกลุ่มยีนที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมดีเอ็นเอส่วนที่จับคู่ผิดพลาดเรียกว่า DNA Mismatch Repair (MMR) genes จำนวน 4 ตัว ร่วมกับยีนข้างเคียงอีก 1 ตัว
ตำแหน่งพิกัดบนโครโมโซม (Chromosomal Locus) และสัดส่วนที่ตรวจพบในผู้ป่วย Lynch syndrome เรียงตามความถี่ในการพบ มีรายละเอียดดังนี้
1️⃣ ยีน MLH1 (MutL Homolog 1) — พบบ่อยที่สุดอันดับ 1
  • ตำแหน่งบนโครโมโซม: 3p22.2 (โครโมโซมคู่ที่ 3, แขนข้างสั้น [p arm], แถบที่ 22, ย่อยที่ 2)
  • ความถี่ที่พบ: ประมาณ 40% ถึง 50% ของผู้ป่วย Lynch syndrome ทั้งหมด
  • ความสำคัญ: มักสัมพันธ์กับความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal cancer) สูงเป็นอันดับต้นๆ และมักเกิดโรคในอายุน้อย
2️⃣ ยีน MSH2 (MutS Homolog 2) — พบบ่อยที่สุดอันดับ 2
  • ตำแหน่งบนโครโมโซม: 2p21 (โครโมโซมคู่ที่ 2, แขนข้างสั้น [p arm], แถบที่ 21)
  • ความถี่ที่พบ: ประมาณ 35% ถึง 40%
  • ความสำคัญ: เป็นยีนที่มีอัตราการกลายพันธุ์สูงมากอีกตัว หนึ่ง และนอกจากมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว กลุ่มที่มิวเทชันยีนนี้จะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งนอกระบบทางเดินอาหาร (Extracolonic tumors) สูงที่สุด เช่น มะเร็งทางเดินปัสสาวะ (Urothelial cancer) และมะเร็งสมอง
3️⃣ ยีน MSH6 (MutS Homolog 6)
  • ตำแหน่งบนโครโมโซม: 2p16.3 (โครโมโซมคู่ที่ 2, แขนข้างสั้น [p arm], แถบที่ 16, ย่อยที่ 3)
  • ความถี่ที่พบ: ประมาณ 10%
  • ความสำคัญ: ผู้หญิงที่มียีนนี้มิวเทชันจะมีอัตราการเกิด มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial cancer) เด่นชัดมาก ในขณะที่ความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่จะน้อยกว่ากลุ่ม MLH1/MSH2 เล็กน้อย และมักตรวจพบโรคในช่วงอายุที่มากกว่า
4️⃣ ยีน EPCAM (Epithelial Cell Adhesion Molecule)
  • ตำแหน่งบนโครโมโซม: 2p21 (อยู่ติดทางด้านบนหรือ 5' upstream ของยีน MSH2 บนโครโมโซมคู่ที่ 2)
  • ความถี่ที่พบ: ประมาณ 1% ถึง 3%
  • ความสำคัญ: ตัวยีน EPCAM ไม่ใช่ช่างซ่อม DNA แต่หากเกิดการขาดหายของชิ้นส่วนปลายยีนนี้ (3' end deletion) จะส่งผลกระทบไปปิดสวิตช์การทำงาน (Epigenetic silencing) ของยีน MSH2 ที่อยู่ติดกัน ทำให้ตรวจชิ้นเนื้อแล้วพบว่าโปรตีน MSH2 หายไปเช่นเดียวกัน
5️⃣ ยีน PMS2 (Postmeiotic Segregation Increased 2) — พบได้น้อยที่สุด
  • ตำแหน่งบนโครโมโซม: 7p22.1 (โครโมโซมคู่ที่ 7, แขนข้างสั้น [p arm], แถบที่ 22, ย่อยที่ 1)
  • ความถี่ที่พบ: ประมาณ 2% ถึง 5%
  • ความสำคัญ: เป็นยีนที่มีความรุนแรงต่ำที่สุดในกลุ่ม (Low penetrance) สมาชิกในครอบครัวที่ถือครองยีนมิวเทชันนี้มักเกิดมะเร็งในอายุที่ค่อนข้างช้า หรือบางรายอาจไม่แสดงอาการเลยตลอดชีวิต
เกร็ดโมเลกุลพันธุศาสตร์: ในสภาวะปกติ โปรตีนเหล่านี้จะทำงานร่วมกันเป็นคู่ (Dimers) โดย MSH2 จะจับคู่กับ MSH6 เพื่อวิ่งตรวจจับความผิดพลาดบนเส้น DNA และเมื่อเจอจุดผิดพลาดแล้ว MLH1 จะจับคู่กับ PMS2 เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ตัดและซ่อมแซมดีเอ็นเอตรงจุดนั้นให้กลับมาสมบูรณ์
👨‍⚕️ ข้อมูลความเสี่ยงมะเร็งแบบ Gene-specific
ในภาวะ Lynch syndrome ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง (Lifetime risk) และอายุที่เริ่มแสดงอาการ (Age of onset) จะมีลักษณะที่เรียกว่า Gene-specific penetrance คือขึ้นอยู่กับว่าคนไข้มีการกลายพันธุ์ที่ยีนตัวไหนเป็นหลัก โดยข้อมูลอัปเดตตามแนวทางของ NCCN (National Comprehensive Cancer Network) และฐานข้อมูล PLSD (Prospective Lynch Syndrome Database) มีรายละเอียดดังนี้
1️⃣ มะเร็งกลุ่มความเสี่ยงสูงหลัก (Primary High-Risk Cancers)
🦀 มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Cancer)
  • ลักษณะเด่น: มักเกิดที่ลำไส้ใหญ่ซีกขวา (Proximal colon) และโตค่อนข้างไว
  • Average Age of Onset
• MLH1, MSH2: 44 - 50 ปี (พบเคสในอายุน้อยกว่า 30 ปีได้เรื่อยๆ)
• MSH6, PMS2: 50 - 65 ปี (มักเกิดช้ากว่า)
  • Lifetime Risk (แยกตามยีน)
• MLH1: 40% – 65%
• MSH2 (รวมถึง EPCAM): 50% – 80% (เสี่ยงสูงสุดในกลุ่ม)
• MSH6: 15% – 45%
• PMS2: 10% – 20% (เทียบกับคนทั่วไปที่มีความเสี่ยงประมาณ 4.5%)
🦀 มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial / Uterine Cancer)
  • ลักษณะเด่น: ในเพศหญิงที่เป็น Lynch syndrome มะเร็งชนิดนี้มีอุบัติการณ์สูงตีคู่มากับมะเร็งลำไส้ใหญ่ และในกลุ่มยีน MSH6 ความเสี่ยงมะเร็งมดลูกจะแซงหน้ามะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยซ้ำ
  • Average Age of Onset: 48 - 60 ปี (มักเกิดก่อนวัยหมดประจำเดือนปกติ)
  • Lifetime Risk (แยกตามยีน)
• MLH1: 30% – 55%
• MSH2: 40% – 60%
• MSH6: 40% – 50% (เด่นมากในยีนนี้)
• PMS2: 13% – 15% (เทียบกับคนทั่วไปที่เสี่ยงเพียง 2.7%)
2️⃣ มะเร็งกลุ่มความเสี่ยงรอง (Extracolonic Lynch-Associated Cancers)
นอกจากระบบทางเดินอาหารและมดลูกแล้ว ยีนกลุ่ม MMR ที่บกพร่องยังเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งอวัยวะอื่นๆ อีกหลายระบบ โดยความเสี่ยงเหล่านี้จะพบได้สูงในกลุ่มยีน MSH2 และ MLH1 ส่วนกลุ่ม PMS2 จะมีความเสี่ยงส่วนนี้ต่ำมากใกล้เคียงคนปกติ
🦀 มะเร็งรังไข่ (Ovarian)
• เด่นสุดใน MSH2 (สูงสุดถึง 20-40%) และ MLH1
• Average age onset 42-45
• Lifetime risk 4-24% เทียบกับคนปกติที่ 1.3%
🦀 มะเร็งกระเพาะอาหาร (Gastric)
• พบบ่อยขึ้นในประชากรฝั่งเอเชีย
• Average age onset 55-60
• Lifetime risk 1-13% เทียบกับคนปกติที่ <1%
🦀 มะเร็งทางเดินปัสสาวะ (Urothelial)(กรวยไต, ท่อไต, กระเพาะปัสสาวะ)
• เด่นใน MSH2 (ผู้ชายเสี่ยงสูงกว่าผู้หญิงชัดเจน)
• Average age onset 55-60
• Lifetime risk 1-15% เทียบกับคนปกติที่ <1%
🦀 มะเร็งทางเดินอาหารส่วนต้น/ลำไส้เล็ก
• มักเป็นที่บริเวณ Duodenum และ Jejunum
• Average age onset 49-55
• Lifetime risk 1-6% เทียบกับคนปกติที่ <0.1%
🦀 มะเร็งสมอง (CNS/Glioblastoma)
• หากพบมะเร็งลำไส้ร่วมกับเนื้องอกสมอง จะเรียกว่า Turcot syndrome
• Lifetime risk 1-3% เทียบกับคนปกติที่ <1%
🦀 เนื้องอกผิวหนัง (Sebaceous tumors)
• หากพบมะเร็งลำไส้ร่วมกับเนื้องอกต่อมไขมันผิวหนัง จะเรียกว่า Muir-Torre syndrome
• Average age onset 50-60
• Lifetime risk 1-5% เทียบกับคนปกติที่หายากมาก (very rare)
🦀 มะเร็งตับอ่อน (Pancreatic)
• สัมพันธ์กับยีน MLH1 และ MSH2
• Average age onset 50-60
• Lifetime risk 1-4% เทียบกับคนปกติที่ ~1.5%
🦀 มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate)
• ข้อมูลยุคหลังพบว่า เด่นใน MSH2 และ MSH6
• Average age onset 60
• Lifetime risk 9-24% เทียบกับคนปกติที่ ~12%
💡 ข้อสังเกตเชิงคลินิก
1. ความรุนแรงแยกตามยีน: ยีน MSH2 > MLH1 > MSH6 > PMS2 ดังนั้น คนไข้ที่ตรวจพบยีน MSH2 หรือ MLH1 แพทย์จะนัดส่องกล้องคัดกรองลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ถี่และเริ่มในอายุที่น้อยกว่า (เริ่มที่อายุ 20-25 ปี ทำทุก 1-2 ปี) ในขณะที่ยีน MSH6 หรือ PMS2 อาจเลื่อนไปเริ่มตอนอายุ 30-35 ปีได้
2. การทำศัลยกรรมป้องกัน (Prophylactic Surgery): เนื่องจากความเสี่ยงมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกและรังไข่ค่อนข้างสูงมาก เมื่อผู้หญิงที่เป็น Lynch syndrome มีบุตรพึงประสงค์ครบแล้ว (มักแนะนำช่วงอายุ 40 ปี) แพทย์มักเปิดประเด็นพูดคุยเรื่องการผ่าตัดตัดมดลูกและรังไข่ออกทั้งสองข้าง (Total Hysterectomy with Bilateral Salpingo-Oophorectomy) เพื่อลดความเสี่ยงนี้ให้เหลือศูนย์
🤔 หากสงสัยหรือเข้าเกณฑ์ตรวจหา Lynch syndrome แบบมีชิ้นเนื้อมะเร็ง
เมื่อผู้ป่วยมีประวัติครอบครัวเข้าข่ายตามเกณฑ์ หรือแพทย์พิจารณาจากอายุและลักษณะของก้อนมะเร็งแล้วสงสัยภาวะ Lynch syndrome ขั้นตอนการตรวจสืบค้นในปัจจุบันจะไม่ได้เริ่มจากตรวจเลือดทันที แต่จะมีแนวทางการตรวจคัดกรองเนื้อเยื่อมะเร็งก่อนเพื่อความคุ้มค่าและแม่นยำ โดยมีขั้นตอนมาตรฐานสากล (Universal Screening)
  • ขั้นตอนที่ 1: การตรวจคัดกรองเบื้องต้นจาก "ชิ้นเนื้องอก" (Tumor Testing)
หากผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดหรือส่องกล้องตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) ก้อนมะเร็งมาแล้ว (ส่วนใหญ่คือมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก) พยาธิแพทย์จะนำชิ้นเนื้อนั้นไปตรวจด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือทั้งสองวิธีร่วมกัน
1. Immunohistochemistry (IHC) for MMR proteins 🔬
เป็นการย้อมสีชิ้นเนื้อเพื่อดูการแสดงออกของโปรตีนระบบซ่อมแซม DNA ทั้ง 4 ตัว ได้แก่ MLH1, MSH2, MSH6, และ PMS2
• ผลปกติ: จะเห็นสีเข้มในนิวเคลียสของเซลล์ แปลว่าโปรตีนยังทำงานได้ครบ (Intact)
• ผลผิดปกติ: จะมีการสูญเสียสีของโปรตีนตัวใดตัวหนึ่งหรือเป็นคู่เรียกว่า dMMR (Deficient Mismatch Repair) เช่น สีของ MLH1 และ PMS2 หายไป
2. Microsatellite Instability (MSI) Testing 🔬
เป็นการตรวจในระดับโมเลกุล (PCR หรือ NGS) เพื่อดูว่าบริเวณ DNA repeats (Microsatellites) ในก้อนมะเร็งมีความยาวเพี้ยนไปจากเซลล์ปกติของร่างกายหรือไม่
• ผลผิดปกติ: หากเพี้ยนเยอะจะรายงานผลเป็น MSI-High (MSI-H)
หากผล IHC เป็นปกติ (Intact) หรือเป็น MSS (Microsatellite Stable) โอกาสเป็น Lynch syndrome จะน้อยมาก (ยกเว้นกรณีประวัติครอบครัวรุนแรงจริงๆ)
  • ขั้นตอนที่ 2: การแยกโรค "มะเร็งที่เกิดขึ้นเอง" ออกไป (Rule out Sporadic Cancer)
ในกรณีที่ผลตรวจชิ้นเนื้อด้านบนออกมาผิดปกติ โดยเฉพาะคู่ MLH1 / PMS2 หายไป แพทย์จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเพื่อพิสูจน์ว่ามันไม่ใช่ "มะเร็งทั่วไปที่บังเอิญเกิดขึ้นเองในคนอายุมาก" (Sporadic cancer) เนื่องจากมะเร็งลำไส้ทั่วไปประมาณ 15% ก็สามารถให้ผล dMMR/MSI-H ได้เช่นกัน โดยมีทางเลือกในการตรวจ 2 แบบ
1. การตรวจหา BRAF V600E Mutation: หากก้อนมะเร็งลำไส้มีการผ่าเหล่าของยีน BRAF V600E มักจะเป็นเครื่องหมายบ่งชี้ว่าเป็น มะเร็งทั่วไป (Sporadic) ไม่ใช่ Lynch syndrome
2. การตรวจ MLH1 Promoter Hypermethylation: หากพบว่าบริเวณคุมการทำงานของยีน MLH1 มีสารเมทิลมาเกาะปิดสวิตช์ในก้อนมะเร็ง ก็จะสรุปว่าเป็นมิวเทชันที่เกิดขึ้นเฉพาะจุดในก้อนเนื้อนั้น (Sporadic)
ถ้าตรวจแล้วไม่พบ BRAF mutation และไม่พบ MLH1 methylation (หรือในกรณีที่ผล IHC พบว่าโปรตีนตัวอื่นหายไป เช่น MSH2, MSH6 ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรวจสองตัวนี้เพิ่ม) ขั้นตอนต่อไปคือการตรวจยืนยัน
  • ขั้นตอนที่ 3: การตรวจยืนยันด้วยพันธุศาสตร์ (Germline Genetic Testing)
นี่คือขั้นตอนที่จะให้การวินิจฉัยโรค Lynch syndrome ได้อย่างเป็นทางการ โดยเป็นการเจาะเลือดหรือขูดเซลล์กระพุ้งแก้มของผู้ป่วย เพื่อนำไปสกัด DNA จากเซลล์ปกติของร่างกายมาตรวจหาการผ่าเหล่าที่ติดตัวมาตั้งแต่วัยเยาว์
วิธีตรวจ: ในปัจจุบันนิยมใช้การตรวจแบบ Multigene Panel Testing ด้วยเทคโนโลยี Next-Generation Sequencing (NGS) ร่วมกับวิธี MLPA เพื่อหาการขาดหายของชิ้นส่วนยีนขนาดใหญ่ โดยครอบคลุมทั้ง 5 ยีนหลัก (MLH1, MSH2, MSH6, PMS2, EPCAM)
การแปรผล (Genetic Test Results)
1. Positive (Pathogenic / Likely Pathogenic): ตรวจพบยีนกลายพันธุ์ที่เป็นต้นเหตุชัดเจน -> วินิจฉัยว่าเป็น Lynch Syndrome สมบูรณ์
2. Negative: ไม่พบสิ่งผิดปกติเลย (หากสอดคล้องกับชิ้นเนื้อ dMMR อาจเข้าข่ายกลุ่ม Lynch-like syndrome)
3. VUS (Variant of Uncertain Significance): ตรวจพบรหัส DNA เพี้ยนไปจากคนทั่วไปจริง แต่ข้อมูลการแพทย์ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะบอกว่าความเพี้ยนนี้ก่อโรคได้หรือไม่ (กรณีนี้แพทย์จะยังไม่นำผลไปใช้ตรวจคัดกรองคนอื่นในครอบครัว ต้องรอข้อมูลวิจัยเพิ่มเติม)
  • ขั้นตอนที่ 4: การตรวจเชิงรุกในครอบครัว (Cascade Genetic Testing)
หากผลในขั้นตอนที่ 3 ของผู้ป่วยรายแรก (Proband) ออกมาเป็น Positive แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์จะแนะนำให้ตามตัวญาติสายตรง (พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก) มารับการเจาะเลือดตรวจเฉพาะตำแหน่งยีนที่พบในตัว Proband เรียกว่า Targeted testing ซึ่งจะทำได้ง่ายและประหยัดกว่ามาก เพื่อคัดแยกว่าสมาชิกคนไหนในบ้านที่ได้รับยีนนี้ไป และจะได้เริ่มโปรแกรมส่องกล้องคัดกรองมะเร็ง (Surveillance) ตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อป้องกันการเกิดโรค
🤔 หากสงสัยหรือเข้าเกณฑ์ตรวจหา Lynch syndrome แบบไม่มีชิ้นเนื้อมะเร็ง
ในทางปฏิบัติกรณีที่บุคคลในครอบครัวที่เคยเป็นมะเร็งได้เสียชีวิตไปแล้ว หรือไม่สามารถตามหาบล็อกชิ้นเนื้อ (Paraffin block) ในอดีตกลับมาตรวจได้ แต่องค์ประกอบของประวัติครอบครัวมีความเสี่ยงสูง วงการแพทย์มีแนวทางการจัดการที่เป็นระบบเพื่อความปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด ดังนี้
1️⃣ การประเมินประวัติครอบครัวเพื่อเข้าเกณฑ์ส่งตรวจ
แพทย์จะนำข้อมูลประวัติครอบครัวของคุณมาคำนวณผ่านเกณฑ์ทางคลินิก (Clinical Criteria) เพื่อดูว่ามีน้ำหนักมากพอที่จะส่งตรวจยีนเลยหรือไม่ โดยดูหลักๆ 2 ส่วน
1. Clinical Criteria: ดูว่าเข้าเกณฑ์ Amsterdam Criteria II หรือ Revised Bethesda Guidelines หรือไม่ เช่น มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้หรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกอย่างน้อย 3 คน, เป็นติดต่อกัน 2 รุ่น, หรือมีอย่างน้อย 1 คนที่เป็นมะเร็งก่อนอายุ 50 ปี
2. Prediction Models: แพทย์มักนำข้อมูลประวัติครอบครัวไปคีย์คำนวณในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เช่น PREMM5 หรือ MMRpro) หากโปรแกรมคำนวณออกมาแล้วพบว่าคุณมีความน่าจะเป็นที่จะเจอมิวเทชัน ตั้งแต่ 2.5% หรือ 5% ขึ้นไป (ตามเกณฑ์ของแต่ละสมาคมแพทย์) แนวทางของ NCCN (National Comprehensive Cancer Network) จะแนะนำให้ส่งตรวจเลือดดูยีนได้เลยโดยไม่ต้องอาศัยชิ้นเนื้อ
2️⃣ ขั้นตอนและแนวทางการตรวจ (Clinical Approach)
ขั้นที่ 1: เลือก "บุคคลที่เหมาะสมที่สุด" ในการเจาะเลือดตรวจ (The Ideal Candidate)
หากในครอบครัวยังมีสมาชิกที่มีชีวิตอยู่ แนวทางที่ดีที่สุดคือการเลือกเจาะเลือดตรวจในคนที่มีประวัติเคยเป็นมะเร็งก่อน (แม้จะไม่มีชิ้นเนื้อเหลืออยู่แล้วก็ตาม)
• เหตุผล: เพราะคนที่เป็นโรคมีโอกาสตรวจเจอหัวเชื้อหรือยีนผ่าเหล่า (Pathogenic variant) ได้สูงที่สุด หากเราไปเจาะเลือดคนที่ไม่เคยเป็นมะเร็งเลยในรุ่นหลาน แล้วผลออกมาเป็นลบ (Negative) แพทย์จะไม่สามารถสรุปได้ว่า "ครอบครัวนี้ไม่มีโรค" หรือ "จริงๆ ครอบครัวนี้มีโรค แต่ตัวคุณแค่โชคดีไม่ได้รับยีนนั้นมา"
• ถ้าไม่มีใครเหลือแล้ว: หากสมาชิกที่เป็นมะเร็งเสียชีวิตไปหมดแล้วจริงๆ ทายาทสายตรงและยังไม่เป็นโรค ก็สามารถรับการตรวจเป็นรายแรกได้เช่นกัน
ขั้นที่ 2: การตรวจด้วยวิธี Multigene Panel Testing
เนื่องจากเราไม่มีชิ้นเนื้อมาช่วยส่องทาง (ไม่รู้ว่าโปรตีนตัวไหนหายไป) แพทย์จะไม่ตรวจเจาะจงทีละยีน แต่จะใช้เทคโนโลยี Next-Generation Sequencing (NGS) ตรวจเลือดเพื่อดูยีนพร้อมกันเป็นแผง ซึ่งครอบคลุมยีนหลักของ Lynch syndrome ครบทั้งหมด (MLH1, MSH2, MSH6, PMS2, EPCAM) และในบางศูนย์การแพทย์อาจแนะนำให้พ่วงยีนมะเร็งลำไส้และเต้านมตัวอื่นๆ (เช่น APC, MUTYH, BRCA1/2) ไปด้วยในคราวเดียว เพื่อความครอบคลุม
3️⃣ การแปลผลและแนวทางการดูแลตัวเองหลังจากทราบผล
หากผลตรวจเลือดออกมา แพทย์จะวางแผนการดูแลต่อตามผลลัพธ์ 3 แบบ
1. ผล Positive = เป็น Lynch Syndrome แม้จะยังไม่เป็นมะเร็งในตอนนี้
คำแนะนำ / แนวทางการดูแลรักษา
• เริ่มโปรแกรมส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ทุก 1-2 ปี ตั้งแต่อายุ 20-25 ปี
• เฝ้าระวังมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก/รังไข่ (เช่น อัลตราซาวด์, ตรวจชิ้นเนื้อโพรงมดลูกประจำปี หรือพิจารณาผ่าตัดตัดมดลูกเมื่อมีบุตรพอแล้ว)
• ส่งต่อให้ญาติสายตรงคนอื่นๆ มาเจาะเลือดตรวจเฉพาะจุดเพื่อป้องกันโรคล่ว
2. ผล Negative (ไม่พบสิ่งผิดปกติ กรณีตรวจคนไม่เป็นโรค)
แปลผลได้ 2 แบบ
• ครอบครัวนี้มียีนเด่นแต่คุณไม่ได้รับมา (True Negative)
• ครอบครัวนี้เป็นมะเร็งจากยีนตัวอื่นที่วิทยาศาสตร์ยังไม่รู้จัก
คำแนะนำ / แนวทางการดูแลรักษา
• แพทย์จะยังไม่ทิ้งประวัติครอบครัวของคุณ
• แม้ผลเลือดเป็นลบ แต่ถ้าประวัติครอบครัวแรงมาก แพทย์จะยังคงแนะนำให้คุณเข้ารับการส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เร็วกว่าคนทั่วไป (เช่น เริ่มตอนอายุ 40 ปี หรือเริ่มก่อนอายุของญาติที่เป็นมะเร็งอายุน้อยที่สุด 10 ปี) และทำทุกๆ 5 ปี
3. VUS (พบความเพี้ยนที่ยังไม่แน่ชัด) พบรหัส DNA แปลกประหลาด แต่ข้อมูลการแพทย์ในปัจจุบันยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าก่อโรคไหม
คำแนะนำ / แนวทางการดูแลรักษา
• จัดการตัวคุณตามประวัติครอบครัวเป็นหลัก (ยังไม่ปักใจเชื่อผลเลือด)
• ห้ามนำผลนี้ไปใช้ตรวจคัดกรองเพื่อคัดเลือกคนในครอบครัว
• รอห้องปฏิบัติการอัปเดตข้อมูลวิจัยในอนาคต (ซึ่ง VUS ส่วนใหญ่ในเวลาต่อมามักจะถูกจัดกลุ่มใหม่เป็นยีนปกติที่ไม่มีอันตราย)

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา